หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
โรงกลั่นซุกกำไร? (1)

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th  มติชนรายวัน วันที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10070

พูดกันมากว่า ขณะที่ประชาชนต้องยากลำบากเนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นจนเกือบ 30 บาทต่อลิตรแล้ว แต่บรรดาโรงกลั่นต่างเสวยสุขจาก "ค่าการกลั่น" ทำกำไรให้แก่โรงกลั่นมหาศาล

วันนี้มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจว่า การที่โรงกลั่นมีกำไรกับโรงกลั่นที่(แกล้ง?)ขาดทุน ใครได้ประโยชน์

ค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ทำให้ผลประกอบการของโรงกลั่นดีขึ้นเป็นลำดับ

โรงกลั่นไทยออยล์ที่ระดมทุนในตลาดหุ้น เมื่อเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการก็ตกเป็นเป้าวิจารณ์ถึงรายได้/กำไรที่เกิดขึ้น แต่ธุรกิจการกลั่นของไทย ไม่ได้มีเพียงแค่ ไทยออยล์หรือบางจากฯ หากยังมีโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ อีก ได้แก่ เอสโซ่ สตาร์ และโรงกลั่นน้ำมันระยอง ซึ่งมิได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น จึงมิได้เปิดเผยผลประกอบการต่อสาธารณชน

หากจะดูรายได้ของธุรกิจการกลั่นจริง ควรดูทั้งระบบ เพื่อดูว่า มีการฟันกำไรหรือเอาเปรียบประเทศจริงรึเปล่า

โรงกลั่นที่โดนด่าเป็นประจำ มีเพียงโรงกลั่นซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ปตท. เช่น ไทยออยล์และโรงกลั่นน้ำมันระยองเท่านั้น สำหรับบางจากรอดตัวไปจากเทคโนโลยีที่ทำให้ค่าการกลั่นด้อยสุด

ในขณะที่โรงกลั่นอื่นอย่าง เอสโซ่และสตาร์(คาลเท็กซ์) ที่มีสัญชาติอเมริกันกลับไม่มีใครพูดถึง ซึ่งทั้งสองโรง ต่างก็วางตัวได้เงียบมาก ไม่แสดงความเห็นใดๆ ทำให้เกิดความสงสัยว่า บริษัทน้ำมันต่างชาติจะเป็นเสือซุ่มรวยเงียบหรือไม่

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการคือ ถ้าค่าการกลั่นมันดีจริง แล้วบริษัทเชลล์ฯ จะขายกิจการโรงกลั่นน้ำมันระยองให้ ปตท. ทำไม แถมพอขายเสร็จก็เรียกร้องให้รัฐบาลลดค่าการกลั่นเพื่อมาอุดหนุนธุรกิจการค้าน้ำมันสำเร็จรูป จึงเป็นที่มาของการที่ต้องไปนั่งดูงบการเงินของโรงกลั่นและธุรกิจน้ำมันที่เกี่ยวพัน เพื่อวิเคราะห์ว่าแท้จริงแล้วใครได้ประโยชน์สูงสุดกันแน่

งบการเงินของบริษัทน้ำมันที่เป็นเจ้าของกิจการโรงกลั่นรายใหญ่ บริษัทเชลล์(โรงกลั่นน้ำมันระยอง) คาลเท็กซ์(โรงกลั่นสตาร์) เอสโซ่ และโรงกลั่นไทยออยล์ ย้อนหลังไป 6 ปี(2542-2547) จะพบว่า ทุกโรงกลั่นประสบปัญหาขาดทุนในช่วงที่ค่าการกลั่นตกต่ำ (ปี 2539-2543) ด้วยตัวเลขการขาดทุนสะสมที่สูงขึ้นมาทุกปี

ณ ปี 2543 การขาดทุนสะสมของแต่ละบริษัทอยู่ในระดับที่สูงถึง 30,000-40,000 ล้านบาท และเมื่อไปดูงบดุลพบว่า ทุกโรงกลั่นยังมีภาระหนี้สินหรือเงินกู้ที่นำมาใช้ลงทุนขยาย/หรือสร้างโรงกลั่นใหม่ ในระดับ 30,000-59,000 ล้านบาท

ผลประกอบการเริ่มจะมาลืมตาอ้าปากได้ในปี 2544 และดีขึ้นเป็นลำดับ

แต่ ณ ปี 2547 มีเพียงโรงกลั่นไทยออยล์เพียงแห่งเดียว ที่เริ่มเปลี่ยนสถานะจากการขาดทุนสะสม เป็นเริ่มมีกำไรสะสมในระดับ 7,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรจริงจากการค้าขายประมาณ 3,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นกำไรจากการซื้อลดหนี้

ขณะที่โรงกลั่นอื่นๆ กำไรที่เกิดขึ้นยังไม่เพียงพอหักการขาดทุนสะสมได้หมด จึงอยู่ในสถานะของการขาดทุนสะสมในระดับ 14,000-26,000 ล้านบาท ตามแต่ละโรงกลั่น

หน้า 20


โรงกลั่นซุกกำไร?(จบ)

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th  มติชนรายวัน วันที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10071

ขณะที่โรงกลั่นไทยออยล์ฟื้นตัวจนมีกำไร จากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น โรงกลั่นอื่นๆ กลับมีกำไรไม่เพียงพอหักการขาดทุนสะสมได้หมด จึงอยู่ในสถานะของการขาดทุนสะสมในระดับ 14,000-26,000 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวน่าสนใจ เพราะหากมองว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกัน ค่าการกลั่นจะไม่มีความแตกต่างกันมาก รายได้ของโรงกลั่นที่เพิ่มขึ้นแม้จะไม่เพิ่มในระดับเดียวกัน เนื่องจากกำลังการผลิตที่แตกต่างกัน

แต่อัตราการเพิ่มของรายได้ควรที่จะเป็นไปในระดับและทิศทางเดียวกัน โรงกลั่นไทยออยล์มีการลดลงของการขาดทุนสะสมอย่างรวดเร็วกว่าโรงกลั่นอื่นๆ แสดงถึงอัตราการเพิ่มของรายได้โรงกลั่นที่สูงกว่า

ที่แปลกกว่ารายอื่น คือ บริษัทเอสโซ่ ที่ภาวะการขาดทุนสะสมยังไม่มีแนวโน้มที่ลดลงอย่างโรงกลั่นอื่น โดยในปี 2547 ยังมีการขาดทุนสะสมสูงถึง 26,000 ล้านบาท แสดงถึงรายได้หรือผลกำไรมีน้อยมาก

ในปี 2547 นี้ โรงกลั่นอื่นๆ ต่างมีกำไรกว่า 10,000 ล้านบาท แต่เอสโซ่มีกำไรเพียง 2,700 ล้านบาท หากคิดว่าในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูป เอสโซ่อาจขาดทุน แต่การขาดทุนในตลาดส่วนนี้ ไม่น่าจะสูงถึงระดับเป็นหมื่นล้านบาท

ตัวเลขกำไรหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ไทยออยล์โดนรุมประณาม แต่การมีรายได้ก็หมายถึงภาษีที่รัฐสามารถจัดเก็บได้

แต่บริษัทที่ยังมีการขาดทุนสะสมอยู่ ไม่ต้องเสียภาษี

สิ่งที่น่าสะกิดใจเป็นยิ่งนักคือ โรงกลั่นที่ยังขาดทุนสะสมล้วนเป็นบริษัทน้ำมันของต่างชาติ

อัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ของบริษัทเหล่านี้ เหตุใดจึงต่ำกว่าโรงกลั่นน้ำมันไทย

เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีการจัดการทางธุรกิจเพื่อให้รายได้ของบริษัทสาขาในประเทศไทยให้อยู่ในระดับที่ต่ำสุด โดยผ่านต่อรายได้ส่วนหนึ่งในลักษณะค่าใช้จ่ายที่ซื้อบริการหรือสินค้าจากบริษัทแม่ เช่น การกู้เงินเพื่อส่งกลับเป็นดอกเบี้ย หรือแม้แต่การซื้อวัตถุดิบ เช่น น้ำมันดิบ สารเคมี อะไหล่ อุปกรณ์ต่างๆ จากบริษัทในเครือของบริษัทแม่ด้วยราคาตลาดที่สูงสุด มีผลให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตในประเทศไทยสูงขึ้นในระดับสูงสุดที่กฎหมายเปิดไว้ให้กระทำได้

อันจะทำให้รายได้สุทธิอยู่ในระดับต่ำสุด ซึ่งช่วยให้บริษัทเหล่านี้ได้ประโยชน์จากการเสียภาษีให้รัฐต่ำสุด

ตรงนี้คือคำตอบว่า การที่ค่าการกลั่นสูงขึ้น โรงกลั่นอย่างไทยออยล์ที่มีกำไรในอัตราสูงกับโรงกลั่นต่างชาติที่ยังขาดทุน(ตัวเลข?) ใครได้หรือเสียประโยชน์

เพื่อให้เกิดความกระจ่าง เป็นไปได้หรือไม่ที่ภาครัฐควรเข้าไปตรวจสอบบัญชีการค้าขายของบริษัทน้ำมันต่างชาติอย่างจริงจัง ซึ่งอาจมีผลให้รัฐได้รับภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น

และจะได้รู้ว่า ใครแน่ได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น

หน้า 20