|
||||||||||||||
|
หัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3728 (2928) ข่าวเรื่องราคาน้ำมันแพง ทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของเราซึ่งเกินดุลมาตลอด 8 ปี เริ่มเปลี่ยนไปเป็นภาวะที่เริ่มจะขาดดุล ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีภาวะเงินเฟ้อแบบ "ต้นทุนดัน" หรือ "cost push" ไม่ใช่ความต้องการดึง หรือ "demand pull" เพราะความต้องการยังต่ำกว่าระดับความสามารถในการผลิตอยู่ ภาวะน้ำมันแพงอย่างนี้มีผลอีกอันหนึ่งก็คือ มีความกดดันให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง เพราะการลงทุนของภาคเอกชนนั้นมีความเชื่อมโยงกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่มากเหมือนกัน การตัดสินใจเลือกนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในขณะนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญว่าจะเลือกทางไหน กล่าวคือ จะให้น้ำหนักทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะนโยบายทั้งสองอาจจะขัด หรือไม่ขัดกันก็ได้แล้วแต่สถานการณ์ ที่ว่าอาจจะขัดกันก็เพราะว่าถ้าเรามุ่งในด้านให้เศรษฐกิจขยายตัว โดยมุ่งทางการกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งภาคครัวเรือน และภาครัฐบาล เศรษฐกิจขยายตัว 6-7 เปอร์เซ็นต์ การนำเข้าสินค้าและบริการก็จะสูงขึ้น การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดก็จะมากขึ้น ค่าเงินบาทก็จะตก อัตราเงินเฟ้อก็จะยิ่งสูงขึ้น หรือไม่ทุนสำรองก็จะร่อยหรอลง ที่ว่าอาจจะไม่ขัดกันถ้าเป็นกรณีที่มีการลงทุนของภาครัฐบาลและเอกชน การส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวดีขึ้น ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้น เศรษฐกิจก็สามารถขยายตัวได้ในอัตราที่สูง แต่สถานการณ์อย่างหลังนี้คงจะทำได้ยากกว่าในกรณีก่อน ถ้าทำได้ก็ดี แต่ก็ต้องทำ การสำรวจข้อจำกัดของตัวเราเองว่ามีข้อจำกัดทางด้านเสถียรภาพมีอย่างไรบ้าง ข้อสำคัญก็คือ ยอดหนี้ต่างประเทศ เมื่อเทียบกับทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นอย่างไร หนี้ระยะสั้นกับหนี้ระยะยาวเป็นอย่างไร ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาระการชำระหนี้ทั้งของภาครัฐบาล และภาคเอกชน เมื่อเทียบกับรายรับจากการส่งออกสินค้าและบริการ กล่าวคือ รายรับในดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์อยู่ในขณะนี้ ถ้าจะมีหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก ภาระการชำระหนี้แต่ละปีใน 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ประเทศเราจะรับไว้ไหวหรือไม่ ปรกติที่ยึดกันเป็น "กฎหัวแม่มือ" หรือ "rule of thumb" ก็คือ ภาระการชำระหนี้ต่างประเทศในแต่ละปีไม่ควรเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของรายรับจากการส่งออกสินค้าและบริการ โดยที่ภาระการชำระหนี้ของภาครัฐบาลไม่ควรเกิน 9 เปอร์เซ็นต์ ข้อจำกัดในเรื่องนี้บ้านเรายังไม่มี เพราะสัดส่วนของหนี้ต่างประเทศ เมื่อเทียบกับทุนสำรองระหว่างประเทศ เรายังอยู่ในสัดส่วนประมาณหนึ่งต่อหนึ่ง เราสามารถมียอดหนี้ต่างประเทศได้กว่า 2 เท่าของทุนสำรองระหว่างประเทศ ถ้าหนี้เช่นว่านี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาว สัดส่วนนี้ก็อาจจะเพิ่มได้ถึง 2 เท่าได้ ภาระการชำระหนี้ต่างประเทศต่อรายรับจากการส่งออกสินค้าและบริการก็ยังต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาระการชำระหนี้ของภาครัฐ มีเพียงประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของรายรับ จากการส่งออกสินค้าและบริการเท่านั้นเอง ยังต่ำกว่า 9 เปอร์เซ็นต์ตามกฎเกณฑ์ที่เคยยึดถือกันมา ยอดหนี้ต่างประเทศหรือภาระการชำระหนี้ของประเทศ และภาระหนี้ของภาครัฐบาล สัดส่วนของหนี้ระยะสั้นมีอายุการชำระไม่เกินหนึ่งปีกับหนี้ระยะยาว ยังไม่สำคัญเท่ากับเครดิตของประเทศ ว่าประเทศยังมีเครดิตดีพอที่พันธบัตรของรัฐบาล หรือที่รัฐบาลค้ำประกัน รวมทั้งหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนยังสามารถขายได้ในตลาดการเงินในต่างประเทศหรือไม่ ขณะนี้บริษัทใหญ่ๆ ของเรายังสามารถออกไประดมเงิน โดยการออกหุ้นกู้ในต่างประเทศได้ แต่ภาครัฐบาลของเราได้ว่างเว้นการออกไปขายพันธบัตรในตลาดทุนต่างประเทศมาเป็นเวลานาน น่าจะลองออกไปขายพันธบัตรในตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างตลาดขึ้นมาใหม่ ว่าจะขายได้หรือไม่ คิดว่าน่าจะขายได้ ขายได้ในระดับอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ จะได้สร้างอัตราที่ตลาดใช้อ้างอิงได้หรือภาษาการเงินเขาเรียกว่า "bench mark" ขึ้นมาใหม่ ให้หุ้นกู้ของภาคเอกชนใช้อ้างอิงได้ เมื่อสำรวจสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้และข้อจำกัดทางด้านการเงินแล้ว ก็น่าจะสรุปได้ว่าประเทศไทยยังมีทางเลือก กล่าวคือ ยังสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่สูงกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ได้ โดยยังสามารถขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ ดุลบัญชีเดินสะพัด ก็คือ รายรับจากการส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงรายรับอย่างอื่นที่ได้รับเด็ดขาด ไม่มีพันธะจะต้องจ่ายคืนภายหลัง หักด้วยรายจ่ายจากการนำเข้าสินค้าและบริการที่จ่ายเด็ดขาด ไม่มีสิทธิจะได้คืนภายหลัง ถ้าเป็นเงินที่ได้มาจริง แต่มีพันธะจะต้องจ่ายคืนภายหลัง หรือเงินไหลออกแต่มีสิทธิได้คืนภายหลัง หรือนำให้พันธะที่จะต้องจ่ายคืนลดลง เช่น เงินกู้หรือเงินให้กู้ อย่างนี้จะอยู่ในบัญชีเงินทุน ดุลบัญชีเงินทุนรวมกับดุลบัญชีเดินสะพัดเรียกว่าดุลการชำระเงิน ในยามปรกติเครดิตของประเทศดียังกู้เงินระยะยาวได้ ก็คือ เป็นหลักว่าถ้าดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติก็น่าจะไปได้ คำว่าเครดิตของประเทศดีคงประกอบด้วยเรื่องหลายเรื่อง ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ทางเศรษฐกิจนอกจากเรื่องยอดรวม ของหนี้เสียกับทุนสำรอง ภาระการชำระหนี้เมื่อเทียบกับรายรับจากการส่งออกสินค้า และบริการ อย่างที่ได้พูดมาแล้ว ยังมีอีกตัวหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง ตัวที่ว่าก็คือ ต้องพยายามอย่าให้มีการขาดดุลคู่ หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า "twin deficits" ดุลที่สำคัญคือ ดุลงบประมาณ ดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลบัญชีเงินทุน เมื่อขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแล้วก็ต้องไม่ขาดดุลงบประมาณแผ่นดิน เพราะจะกลายเป็นการขาดดุลคู่ ถ้าดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล แต่สามารถกู้ได้ ดุลเงินทุนเกินดุลมากกว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลการชำระเงินก็จะยังเกินดุลทุนสำรองของประเทศ และทรัพย์สินต่างประเทศสุทธิก็จะยังเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดด้วย เงินไหลเข้าประเทศก็ไหลเข้าน้อยกว่าที่เราขาดดุล ดุลการชำระ เงินก็จะขาดดุล ผลก็คือทุนสำรองระหว่างประเทศ และทรัพย์สินต่างประเทศสุทธิก็จะลดลง ซึ่งถ้าทุนสำรองลดลง ก็จะทำให้ยอดหนี้ต่อทุนสำรองเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นอันตรายต่อเครดิต หรือความเชื่อถือของประเทศอีก การขาดดุลงบประมาณ แม้จะไม่ใช่การขาดดุลอันเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศโดยตรง แต่การขาดดุลงบประมาณ ก็จะเป็นเครื่องชี้ว่ารัฐบาลเป็นตัวที่ใช้จ่ายเกินตัวรายใหญ่ มีผลให้มีการนำเข้ามากเกินไป การขาดดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดจะแก้ไขยาก ต้องพยายามตัดงบประมาณลง หรือไม่ก็หาทางเพิ่มรายรับจากภาษีอากร การออมของภาครัฐบาลก็สำคัญ เพราะรัฐบาลเป็นผู้รับผู้จ่ายรายใหญ่ของประเทศ บ้านเราตั้งหลักเกณฑ์ไว้ดี คือ มีกฎหมายว่างบประมาณรายจ่ายประจำ จะเกินรายรับจากงบประมาณไม่ได้ เงินกู้ของรัฐบาลจะนำมาใช้ในงบลงทุนเท่านั้น กล่าวคือรัฐบาลจะกู้มาใช้จ่ายในรายการที่ไม่ใช่การลงทุนไม่ได้ รัฐบาลกู้ได้แต่ต้องกู้มาลงทุนเท่านั้น ดังนั้น รายรับที่เหลือจากงบฯรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนค่าจ้าง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าพาหนะ ฯลฯ จึงถือว่าเป็นเงินออมของรัฐบาล ขณะนี้งบประมาณรายรับของเรามีประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท เปนงบฯรายจ่ายประจำเสีย 70 เปอร์เซ็นต์ หรือ 875,000 ล้าน ที่เหลือประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 375,000 ล้านบาทก็เป็นเงินออมจากรัฐบาลกลาง ยังไม่รวมรัฐบาลท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ เมื่อสำรวจดูฐานะการเงินการคลังของประเทศแล้ว เราก็น่าจะยังดำเนินนโยบายให้เศรษฐกิจของเราให้ขยายตัวต่อไปได้ และขณะเดียวกันยังสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้ได้อย่างปลอดภัย โดยคอยระมัดระวังเรื่องต่างๆ ดังนี้ ถ้ายังอยากให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไป 1.เลิกชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิดเสีย ซึ่งบัดนี้ก็เลิกไปแล้ว ยังเหลือที่ชดเชยอยู่ก็เรื่องก๊าซหุงต้ม ซึ่งรถยนต์แท็กซี่มาร่วมใช้ด้วย ก็ควรหาทางลดการชดเชยลง และเลิกไปในที่สุด ภาษีสรรพสามิตที่ลดให้น้ำมัน เมื่อครบกำหนดก็ไม่ต้องต่ออายุให้อีก 2.เรื่องโครงการยักษ์ของรัฐบาล เมื่อเข้าไปดูจริงๆ แล้วไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่เป็นโครงการทางสังคม มีโครงการยักษ์จริงๆ ใน 5-8 ปีข้างหน้า เพียง 5-6 แสนล้านบาท สัดส่วนของการนำเข้าประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่หนักหนาอะไร ถ้าตั้งเงื่อนไขเสียว่า รัฐวิสาหกิจเจ้าของโครงการในส่วนที่ต้องนำเข้าห้ามกู้เงินบาท ให้หาเงินกู้เป็นเงินตราต่างประเทศระยะยาวให้ได้ จะได้ไม่ต้องมาใช้ทุนสำรองของประเทศ ไม่ควรชะลอ หรือตัดโครงการลง ส่วนโครงการสังคมและโครงการอื่นๆ อีก 1.1 ถึง 1.2 ล้านล้านบาท ก็สามารถทำได้ ถ้าส่วนใดเป็นส่วนนำเข้าก็ควรกู้เงินตราต่างประเทศระยะยาว 3.ระวังอย่าให้มี "การขาดดุลคู่" เมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลแล้ว ก็พยายามอย่าให้ดุลงบประมาณขาดดุล เพราะจะทำให้ในระยะยาวดุลบัญชีเงินทุนขาดดุล ถ้าบางคราวจำเป็นต้องขาดดุลคู่ก็ต้องพยายามให้ดุลบัญชีเงินทุนเกินดุลมากพอ จนทำให้ดุลการชำระเงินเกินดุล 4.นโยบายการเงินต้องเข้มงวดขึ้น อย่าปล่อยให้มีสภาพคล่องล้นตลาดจนทำให้นโยบายการเงินไม่มีผลหรือมีผลช้าเกินไป กล่าวคือต้องดูดซับสภาพคล่องกลับไปให้เหลือพอดีที่ทางการจะสามารถขึ้นลงดอกเบี้ยได้ทันท่วงที เรื่องนี้ในขณะนี้ยังไม่เข้าที่เข้าทางพอที่จะไว้วางใจได้ แต่ไม่อยากพูดมากเดี๋ยวจะถูกดุอีก 5.ดูแลสถาบันการเงินในเรื่องการปล่อยสินเชื่อ อย่าให้มีข่าวว่าสถาบันการเงินมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ แม้ตอนนี้ก็ดีขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ 6.เรื่องการพัฒนาตลาดทุน ทางการที่ดูแลตลาดทุนบางทีก็ออกกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันความเสียหาย อันเกิดจากการกระทำของรายหนึ่ง แต่ไปกระทบตลาดทั้งตลาด ทำให้การพัฒนาหยุดกันไปหมด บางทีก็ต้องชั่งเหมือนกัน ว่าความหนักความเบาควรจะแค่ไหน ถ้าจะป้องกันความเสียหายโดยให้ตลาดหยุดหมด แน่นอนเมื่อไม่มีตลาดความเสียหายก็ไม่มี แต่การไม่มีตลาด หรือตลาดไม่พัฒนาน่าจะเสียหายมากกว่า อยากให้พิจารณาดูให้ดีสำหรับตลาดตราสารหนี้ที่หยุดหมด เพราะมาตรการของ ก.ล.ต. ที่ตอบสนองต่อกรณีบริษัทปิคนิคฯมีเรื่องขึ้นมา ถ้าตลาดตราสารหนี้ไม่พัฒนา บริษัทต่างๆ ก็ต้องหันไปพึ่งธนาคารพาณิชย์ ถ้าพึ่งมากเกินไปธนาคารพาณิชย์ก็จะเสี่ยงมากเกินไป ผลก็คือเป็นการสร้างอุปสรรคในการขยายตัวของเศรษฐกิจ การระดมทุนของบริษัทเอกชนควรจะกระจายไปที่ตลาดทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดตราสารหนี้ให้มากขึ้น ถ้าระวังได้อย่างนี้ เราก็ยังเดินหน้าให้เศรษฐกิจเราขยายตัวต่อไปได้โดยไม่เสียหายทางเสถียรภาพ แล้วค่อยติดตามดู ปรับนโยบายกันเรื่อยๆ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ผมว่าอย่างนี้เราน่าจะมั่นคงพอ อย่าเพิ่งตระหนกกันเกินไป หน้า 2
|