หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การค้าต่างตอบแทน

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3744 (2944)

การค้าต่างตอบแทน ซึ่งตั้งใจจะให้ตรงกับคำภาษาฝรั่งว่า "counter trade" หรือ "barter trade" คือการที่ 2 ประเทศจะค้าขายกันโดยเอาสินค้ามาแลกกันแล้วหักบัญชีกัน ไม่ต้องชำระค่าสินค้าซึ่งกันและกันเป็นเงินตราต่างประเทศ

เรื่องนี้สมัยที่โลกแบ่งเป็น 2 ค่าย คือ ค่ายเสรีนิยมตะวันตกกับค่ายสังคมนิยมตะวันออก ค่ายสังคมนิยมตะวันออก หรือกลุ่มโคมีคอน หรือ "COMECON" ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ก็ใช้วิธีชำระหนี้กันด้วยสินค้าหรือเอาสินค้าแลกกัน ส่วนมากก็ซื้ออาวุธหรือเครื่องบิน หรือเครื่องจักร หรือน้ำมันจากสหภาพโซเวียต แล้วขึ้นบัญชีไว้ และค่อยๆ ทยอยจ่ายเป็นสินค้า ซึ่งส่วนมากก็คือสินค้าเกษตร เพราะสหภาพโซเวียตผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ ตามราคาแลกเปลี่ยนสินค้าตามที่ตกลงกัน

ในซีกโลกตะวันตก หรือค่ายที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบตลาด มีทำกันน้อยมาก และมักจะตกลงกันไม่ได้ เพราะตลาดทำหน้าที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยจะมีผล ทำให้มักจะตกลงราคาและเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนไม่ค่อยได้ เรื่องการค้าต่างตอบแทนฟังดูเหมือนดีในหลักการ เพราะไม่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศในการแลกเปลี่ยน แต่ในทางปฏิบัติมักจะทำไม่ได้ ถ้าได้ประเทศที่จะเอาสินค้าขั้นปฐม เช่น แร่ธาตุ หรือสินค้าทางการเกษตรไปแลกก็มักจะเสียเปรียบและสูญเปล่าเป็นจำนวนมาก และในที่สุดก็จะล้มเหลว ที่ทำไม่ได้ผลก็เพราะการค้าขายผ่านทางตลาดที่มีผู้ซื้อผู้ขายหลายคนแข่งขันกัน ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้สินค้าและราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาด พอใจกันทั้ง 2 ฝ่าย การทำการค้าต่างตอบแทนหรือการเอาสินค้าแลกเปลี่ยนกันเท่ากับจำกัดคนซื้อและคนขายมีเพียงฝ่ายละคน กลายเป็นผูกขาดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย นักเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่าเป็นกรณี "monopoly" เลยตกลงกันไม่ได้ แล้วแต่อำนาจการต่อรอง ในที่สุดก็จะล้มเหลว เสียเวลาและโอกาสไปเปล่าๆ

เมืองไทยเรารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็มักจะมีคนเสนอให้เอาสินค้าเกษตร ของเราไปแลกกับอาวุธยุทโธปกรณ์บ้าง เครื่องบินบ้าง เรือรบบ้าง หรือรถไฟขนส่งมวลชนบ้าง กับประเทศในยุโรปบ้าง กับรัสเซียบ้าง กับจีนบ้าง กับประเทศอื่นๆ บ้าง

คำถามแรกที่เราควรจะถามก็คือ ทำไมต้องทำโดยวิธีแลกกันก็ในเมื่อสินค้าการเกษตรของเราไม่ว่าจะเป็นยางพารา ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง กุ้ง ไก่ หรือแม้แต่ลำไยอบแห้ง ประเทศไทยเราก็ขายหมดอยู่แล้ว ไม่เคยต้องขนไปทิ้งน้ำเลย เพียงแต่บางปีราคาก็ต่ำ บางปีราคาก็แพง สินค้าการเกษตรของเราทุกตัวมีตลาดในต่างประเทศอยู่แล้ว ขายได้เงินดอลลาร์มาจะซื้ออะไรจากประเทศไหนก็ซื้อได้

ส่วนสินค้าในประเทศที่อยากจะแลกกับเรานั้นมักจะเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่แข่งขันกับใครๆ ในตลาดโลกไม่ได้ เพราะมีคุณภาพต่ำ ไม่มีตลาด เช่น เครื่องบิน อาวุธ เครื่องจักร รถถัง หรือรถไฟจากประเทศสังคมนิยมเดิม ซึ่งไม่มีตลาดเพราะคุณภาพต่ำ ถ้าจะขายก็ต้องราคาถูกมาก เช่น ราคาหนึ่งในสิบของราคาสินค้าจากประเทศตะวันตก

ส่วนสินค้าเกษตรของเรามีราคาตลาดโลกที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ดังนั้น เริ่มต้นเราก็เสียเปรียบอยู่แล้ว ถ้าจะบังคับให้มีการค้าต่างตอบแทน และส่วนมากเอกชนไม่ยอมทำ ต้องให้รัฐบาลทำ ทำแล้วก็ไปให้เอกชนส่งมอบแล้วก็ส่งมอบไม่ได้ทั้ง 2 ฝ่าย

ในบางกรณี เช่น จีน หรือบางประเทศที่ต้องซื้อสินค้าการเกษตรของเราอยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขต่างตอบแทน เช่น ยางพารา ข้าว น้ำตาล ถ้าจะมีการค้าต่างตอบแทนก็คงจะเอาไปทดแทนสินค้าที่ต้องซื้ออยู่แล้ว เท่ากับยอดการค้าระหว่างกันเท่าเดิม แต่เราถูกบังคับให้รับสินค้าอุตสาหกรรมจากเขาแทนเงินตราต่างประเทศ สินค้าที่รับมาคงจะขายใครในประเทศไม่ได้นอกจากรัฐบาล หรือกรณีอื่นๆ เช่น กรณีบริษัทไทยออยล์ทำสัญญาแลกน้ำมันกับอิหร่าน เป็นต้น

ในเงื่อนไขและราคาก็เป็นเรื่องยากที่จะตกลงกัน เพราะราคาสินค้าแม้จะมีราคาตลาดโลก แต่ราคาก็ขึ้นๆ ลงๆ และที่ยากก็คือ คุณภาพเมื่อเวลาส่งมอบ ถ้าจะเบี้ยวก็ง่ายมากสำหรับฝ่ายที่รับสินค้าเกษตรที่จะยกมาเป็นข้ออ้าง

ดูอย่างเรื่องลำไยอบแห้งของเราที่ทำกับจีน ในที่สุดรัฐบาลไทยก็ต้องเสียหายไปหลายพันล้านบาท สู้ขายลำไยอบแห้งตามปกติราคาเท่าไหร่ก็เท่านั้น แล้วเอาเงินนั้นไปต่อรองซื้ออาวุธกับจีน ยังจะดีกว่าเป็นอันมาก เท่ากับรัฐบาลซื้อลำไยอบแห้งไปถมที่เสียมากกว่าจะสามารถส่งมอบเพื่อชำระค่าสินค้า

การเจรจาราคาและเงื่อนไขของการแลกเปลี่ยน จึงเป็นเรื่องยุ่งยากและมักจะเป็นไปได้ ถ้าเป็นเรื่องที่ง่ายและได้ประโยชน์ป่านนี้เอกชนคงทำกันไปนานแล้ว

ในสมัยรัฐบาลป๋าในราวๆ ปี 2529 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นก็พยายามผลักดันให้ไทยทำการค้าต่างตอบแทน เพิ่มเติมจากการค้าปกติกับประเทศทางค่ายสังคมนิยม และผลักดันเรื่อยมาทุกครั้งที่ท่านเข้าร่วมรัฐบาล แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันมาจนบัดนี้ แต่ทุกครั้งที่พูด ฟังดูจะดี ค้านลำบาก แต่ปฏิบัติไม่เกิดผลอะไร นอกจากเสียเวลาข้าราชการและเสียโอกาสของประเทศชาติ

ส่วนที่ว่าจะทำให้เราขายของได้มากขึ้นก็ไม่จริง อย่างที่พูดมาแล้วว่าของที่เราผลิต ถ้ารัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซงก็ขายได้หมดอยู่แล้ว ไม่เคยเอาไปเผาทิ้ง หรือทิ้งทะเล ที่จะเผาทิ้ง หรือฝังทิ้ง หรือทิ้งทะเล ก็เพราะรัฐบาลซื้อเอาไปเก็บไว้แล้วส่งมอบไม่ได้ คู่ค้า "เบี้ยว" ไม่ยอมรับบ้าง ราคาตกไม่ยอมขายเพราะกลัวขาดทุนบ้าง หรือแกล้งทิ้งให้เสีย แล้วประมูลขายถูกๆ จากคุณภาพที่เป็นอาหารคนกลายไปเป็นอาหารสัตว์บ้าง

ที่ว่าเมื่อสามารถทำการค้าต่างตอบแทนได้ เราจะขายของมีปริมาณมากขึ้นก็ไม่จริง เพราะผลิตเท่าไหร่ก็ขายหมดอยู่แล้ว ส่วนที่ว่าจะได้ขยายการผลิตให้มากขึ้นได้ก็ไม่จริงอีก เพราะถ้าจะขยายการผลิตให้มากขึ้นก็ทำได้อยู่แล้วถ้าได้ราคาดี การทำสัญญาการค้าต่างตอบแทน ถ้าลองเอาเงื่อนไขและราคาที่คู่ค้ากับประเทศเรายอมรับมาพิจารณาจะเห็นว่าราคาต่ำกว่าราคาตลาด และมีเงื่อนไขที่จะ "เบี้ยว" ชนิดที่เป็นราคาและเงื่อนไขที่พ่อค้าไม่มีทางยอมรับอยู่แล้ว

แต่พ่อค้าไทยนั่นแหละที่ชอบวิ่งให้รัฐบาลทำสัญญาการค้าต่างตอบแทนเพื่อจะจำกัดการแข่งขันในตลาด โดยจะเอาสินค้าของตนไปแลกกับของที่รัฐบาลจะต้องซื้ออยู่แล้ว แล้วก็เอากำไรไปแบ่งกัน

ถ้าเป็นเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือรายการเล็กๆ ก็พอทำได้ เพราะอาวุธยุทโธปกรณ์ ประเทศสังคมนิยมเดิมผลิตโดยรัฐวิสาหกิจ คิดต้นทุนจริงๆ ลำบาก อีกทั้งมีกำไรสูง ก็พอลดราคาลงมาแลกสินค้าเกษตรกับเมืองไทยเราได้

แต่แม้กระนั้นหลายๆ ครั้งเราก็เสียหายอยู่ดี ผู้ที่กำไรก็คือนายหน้าที่วิ่งเต้นทั้ง 2 ฝ่าย

พอมีข่าวว่าประเทศใดจะลงทุนโครงการใหญ่โดยจะใช้สินค้าเกษตรของตนไปแลก ชื่อเสียงของประเทศก็จะเสียหายทันที เพราะ

1.ในสายตาของตลาดจะมองว่าประเทศนั้นฐานะการเงินคงไม่มั่นคงพอ ที่จะหาทุนหารอนมาลงทุนในโครงการนั้นๆ ได้ โดยเฉพาะโครงการใหญ่ จึง ได้ยอมจำกัดตัวเองเจรจากับผู้ผลิตจำนวนน้อยรายหรือรายเดียว โอกาสจะได้ของคุณภาพต่ำและเงื่อนไขไม่เหมาะสมจะมีสูง ซึ่งก็ไม่เป็นความจริง ฐานะการเงินของเรามั่นคงพอที่จะลงทุนในโครงการที่ดีที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า

2.ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรของตนไม่มีทางสู้ประเทศอื่นๆ ได้หรือขายไม่ออก จึงยอมเอาสินค้าเกษตรของตนไปแลกกับสินค้าประเทศอื่นซึ่งปกติมักจะเป็นสินค้าที่แข่งขันในตลาดโลกไม่ได้ด้วยกัน ซึ่งกรณีสินค้าเกษตรของเราก็ไม่จริง

3.โอกาสที่การเจรจาจะไม่ประสบความสำเร็จมีสูงมาก โครงการเกิดความล่าช้า เกิดความสูญเปล่า ความเสียหายก็จะสูง เพราะไม่เปิดโอกาสที่ดีที่ให้มีการแข่งขันกันกับประเทศอื่นๆ

4.ถ้าการเจรจาประสบความสำเร็จ ในขั้นปฏิบัติก็จะมีปัญหามากมาย ทั้งในแง่การหาสินค้าไปส่งมอบ ทั้งในเรื่องราคาที่รัฐบาลจะซื้อไปส่งมอบ ทั้งคุณภาพสินค้าที่จะให้ฝ่ายที่ขายของให้เรายอมรับ ถ้าไม่ยอมรับมอบของก็เสียหาย ต่างกับการซื้อขายในตลาดโลกตามปกติ เพราะมีกลไกของกฎหมาย ระบบธนาคารเอกชน ระบบค้ำประกัน ระบบอนุญาโตตุลาการ แต่การค้าต่างตอบแทนไม่มี ไม่ผ่านระบบอะไรเลย ใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกันเท่านั้นเอง ถ้าจะมีการไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็ไม่มีกลไกจะบังคับตัดสินปัญหา

5.ในการจะทำสัญญาการค้าต่างตอบแทน ฝ่ายเขามักจะมอบให้บริษัทเอกชนเข้ามาเป็นคู่สัญญา ส่วนฝ่ายเราเขามักจะบังคับว่ารัฐบาลไทยหรือรัฐวิสาหกิจไทยเป็นคู่สัญญา ฝ่ายเราเนื่องจากเป็นรัฐบาลจึงมักจะรักษาสัญญา ฝ่ายเขาเป็นฝ่ายเอกชนโอกาสจะ "เบี้ยว" เราสูง และมักจะเป็นอย่างนั้นมาตลอด

ในสมัยวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สอง ตอนนั้นราคาสินค้าเกษตรของเราตกต่ำ ราคาน้ำมันแพง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นก็พยายามผลักดันให้มีการค้าต่างตอบแทน โดยเอาสินค้าเกษตรของเราไปแลกน้ำมันกับประเทศผู้ส่งออกนั้น ซึ่งต้องซื้อสินค้าเกษตรประเภทอาหารทั้งนั้น แต่ไม่สำเร็จ มีบางประเทศรับข้าวของรัฐบาลไทยไปแล้วก็ไม่ยอมส่งมอบน้ำมันให้เราตามสัญญา หรือตามราคาและคุณภาพที่สัญญากัน ในที่สุดก็มักจะเลิกรากันไป ไม่สำเร็จ

ในกรณีจะเอาสินค้าอาหารไปแลกน้ำมันก็ยังดี เพราะไม่สำเร็จเราก็ซื้อน้ำมันจากที่อื่นได้ แต่ถ้าเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานแล้วไปมุ่งจะหาของมาลงทุนโดยการค้าต่างตอบแทน ความไม่แน่นอนของโครงการจะเกิดขึ้นทันที ความเชื่อถือของนักลงทุนจะลดลงทันที และถ้าล้มเหลวค่าเสียโอกาสจะมีราคามหาศาล เมื่อรัฐบาลพ้นหน้าที่ไปแล้ว รัฐบาลจะโยนความผิดให้ทันที ได้ไม่คุ้มเสีย ในโลกนี้ของคุณภาพเดียวกันมาตรฐานเดียวกัน ราคาถูกกว่ากันเป็น 10 เท่าไม่น่าจะมี

สู้ทำแบบตรงไปตรงมาดีกว่า เพราะฐานะการคลังเรายังรับได้

หน้า 2