หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประตูสู่แอฟริกาของไทย

ECO-NO-MISS : เคนยา : ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย  ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  มหาวิทยาลัยกอการค้าไทย  Bizweek  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

"Thailand’s Year of Africa" หรือ “ปีแห่งแอฟริกาของไทย” คือคำประกาศของรัฐบาลไทยที่ได้แสดงเจตนารมณ์ของไทย ในการสานและเสริมสร้างสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุนและกิจกรรมต่างๆ ระหว่างไทยกับประเทศแอฟริกาให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเริ่มต้นสานสัมพันธ์ระหว่างไทยกับแอฟริกาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป 

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐเคนยาอย่างเป็นทางการ และนายกรัฐมนตรีไทยได้กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างการเยือนประเทศเคนยาว่า เคนยาเป็นประเทศแรกในภูมิภาคแอฟริกา ที่รัฐบาลไทยได้เยือนอย่างเป็นทางการ โดยไทยถือว่าเคนยาเป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่สำคัญในแอฟริกา และเป็นประตู (gateway) สู่ทวีปแอฟริกา

วันนี้ผมจะขอพูดถึงประเทศเคนยาครับ ว่าทำถึงมีความสำคัญต่อประเทศไทย

ก่อนอื่นเรามารู้จักประเทศเคนยากันก่อน เคนยาเป็นสาธารณรัฐในกลุ่มแอฟริกาตะวันออก ตั้งอยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตร เมืองหลวงคือกรุงไนโรบี มีพื้นที่ประมาณ 582,650 ตารางกิโลเมตร ( มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยเล็กน้อย) มีพื้นที่เพาะปลูกได้เพียง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยแบ่งเป็นพื้นดินประมาณ 569, 250 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 13,400 ตารางกิโลเมตร

เคนยาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่ปี พ.ศ. 2438 จนถึงวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2506 เคนยาจึงได้รับเอกราช การที่เคนยามีความสัมพันธ์กับอังกฤษมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการในเคนยา โดยมีภาษา Swahili เป็นภาษาประจำชาติ

เคนยามีประชากรประมาณ 33,829,590 ล้านคน (ข้อมูลปี 2548) มีอัตราการเติบโตของประชากรอยู่ที่ร้อยละ 2.56 มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติโดยมีทั้งหมด 44 เผ่า 54 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรยังยากจน มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวในปี 2547 เพียง 33,288 เคนยาชิลลิ่ง หรือ 430.6 ดอลลาร์ (ประมาณ 17,000 บาทต่อปี) ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.35 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเคนยาใน ปี 2547 มีมูลค่า 14,376 ล้านดอลลาร์ โดยภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อเคนยาน้อยลงในระยะหลัง ขณะที่ภาคบริการมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น (สะท้อนให้เห็นว่การลงทุนหรือความร่วมมือระหว่างไทยกับเคนยาในภาคบริการน่าจะมีศักยภาพสูง)

สินค้าทางการเกษตรที่สำคัญ กาแฟ ชา ข้าวโพด ข้าวสาลี น้ำตาล ผักและผลไม้ เนื้อ เนื้อหมู สัตว์ปีก และไข่ ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมและบริการที่สำคัญ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ แบตเตอรี่ สิ่งทอ สบู่ ผลิตภัณฑ์น้ำมันบางชนิด และปูนซีเมนต์ นอกจากนี้เคนยายังมีทรัพยากรที่สำคัญ คือ ทอง หินปูน โซดาแอช ทับทิม โกเมน

ทางด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยกับเคนยานั้น จัดได้ว่าเคนยาเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญประเทศหนึ่งของไทยในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก โดยในปี 2547 ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับเคนยามีมูลค่า 67.63 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ 47.19 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 43.31

เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าการส่งออกและการการนำเข้าในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา คือตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปี 2547 จะพบว่าในช่วงปี 2537-2538 ประเทศไทยสามารถส่งออกไปยังประเทศเคนยาได้ ปีละเกือบ 50 ล้านดอลลาร์ และต่อมาในช่วงปี 2540 เป็นต้นมาจนถึงปี 2543 การส่งออกของไทยมีแนวโน้มลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ 20-25 ล้านดอลลาร์ แต่หลังจากปี 2544 เป็นต้นมาการส่งออกของไทยไปเคนยาเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2548 ไทยสามารถส่งสินค้าออกไปยังเคนยาได้เป็นมูลค่า 33.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 26.59

ในส่วนของการนำเข้า จะพบว่าการนำเข้าสินค้าของไทยจากเคนยาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความผันผวนมากพอสมควร กล่าวคือในช่วงปี 2537-2538 มีการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 13 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นเป็น 20-23 ล้านดอลลาร์ ในช่วงปี 2539-2540 และ 2542 แต่หลังจากนั้น การนำเข้ามีแนวโน้มลดลง จนในปี 2547 การนำเข้าลดลงเหลือเพียง 8.6 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากปี 2546 ร้อยละ 27.9 และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2548 มีการนำเข้าจากเคนยาเป็นมูลค่า 10.0 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณร้อยละ 122.22

เมื่อพิจารณาดุลการค้าระหว่างไทยกับเคนยา ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2537-2547 พบว่าไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า กับเคนยามาโดยตลอด มีเพียงปี 2542 ปีเดียวเท่านั้น ที่ไทยขาดดุลการค้า โดยมีมูลค่าการขาดดุลการค้าเพียง 2 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น แต่ปี 2547 ไทยได้ดุลการค้ากับเคนยาเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์ และในช่วงครึ่งแรกของปี 2548 ไทยได้ดุลการค้ากับเคนยาเป็นมูลค่า 23.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 93.27 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (รายละเอียดในตาราง)

แม้ว่าประชากรในเคนยายังมีรายได้เฉลี่ยต่ำและประชากรส่วนใหญ่ยังยากจน แต่การที่เคนยาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และการค้าในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกที่กำลังขยายตัว และมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเคนยามีนโยบาย Look East โดยให้ความสำคัญกับประเทศในแถบเอเชียมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการสร้างสัมพันธ์กับประเทศเอเชีย ทางด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เช่น เคนยามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในด้านต่างๆ ได้แก่ การยกเว้นภาษี การปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรม การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร และการออกใบอนุญาตทำงาน สำหรับสาขาที่มีลู่ทางในการลงทุน เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ เป็นต้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่เคนยายังสั่งนำเข้าเพื่อสนองความต้องการของตลาดอยู่เป็นจำนวนมาก

รัฐบาลได้เริ่มเปิดความสมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาแล้วครับโดยเริ่มต้นที่เคนยา น่าจะทำให้ไทยมีโอกาสในการค้าและการลงทุนในเคนยามากขึ้นครับ

ฉบับหน้าผมจะพูดถึงเคนยาต่อนะครับ ภาคเอกชนหรือประชาชนที่สนใจในตลาดแอฟริกาควรเริ่มศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อเข้าใจทวีปนี้มากขึ้นครับ

ใครที่ต้องการข้อมูลของแอฟริกาสามารถติดต่อเพื่อรับข้อมูลข่าวสารผ่านหนังสือการวิจัยเรื่อง “สานสัมพันธ์ไทยกับแอฟริกา” ซึ่งมีอยู่ 8 เล่มๆ ละ 200 บาท (ราคาทุนเลยนะครับ) ติดต่อได้ที่สถาบันมูลนิธิสราญรมย์ กระทรวงการต่างประเทศ โทร. 0-2643-5000 ต่อ 5043, 5048 และ 5014 ครับ

****************

ตารางที่ 1 มูลค่าการส่งออก การนำเข้า และดุลการค้าของไทยกับเคนยา 

หน่วย:ดอลลาร์

ปี มูลค่าการส่งออก % การเปลี่ยนแปลง มูลค่าการนำเข้า % การเปลี่ยนแปลง ดุลการค้า % การเปลี่ยนแปลง
2537  48,383,981 13,004,832  -  35,379,149 -
2538  50,540,072 4.27 13,885,415 6.34 36,654,657 3.48
2539 36,002,317 -40.38 23,508,168 40.93 12,494,149 -193.37
2540 24,833,893 -44.97 20,430,520 -15.06 4,403,373 -183.74
2541 24,081,597 -3.12 12,119,274 -68.58 11,962,323 63.19
2542 20,200,053 -19.22 22,229,479 45.48 -2,029,426 689.44
2543 25,274,967 20.08 18,147,416 -22.49 7,127,551 128.47
2544 29,208,621 13.47 10,297,007 -76.24 18,911,614 62.31
2545 27,565,510 -5.96 7,205,999 -42.89 20,359,511 7.11
2546 36,098,047 23.64 11,096,451 35.06 25,001,596 18.57
2547 58,958,244 38.77 8,669,979 -27.99 50,288,265 50.28
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร