หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
สินสอดไม่เสื่อมศักดิ์

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10120

สินสอด (dowry) ที่ทั่วไปเข้าใจกันว่าคือของมีค่าที่ฝ่ายชายมอบให้แก่ฝ่ายหญิงยามเมื่อสู่ขอตามประเพณีไทย หรือฝ่ายหญิงให้ฝ่ายชายเพื่อขอแต่งงานตามธรรมเนียมอินเดียนั้น โดยแท้จริงแล้วมีอะไรที่แปลกกว่านั้น และมีเหตุผลว่าทำไมมันจึงเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในบางสังคม

ในสังคมกรีก โรมัน และยุโรปตะวันตกก็มีประเพณี dowry เช่นเดียวกัน เพียงแต่มีลักษณะกว้างขวางกว่า dowry อาจเป็นเงิน สังหาและ/หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครัวฝ่ายผู้หญิงมอบให้เจ้าบ่าวหรือครอบครัวเจ้าบ่าว หรือตัวเจ้าสาวเองก็ได้ ซึ่ง dowry ในความหมายนี้แตกต่างไปจากเงินหรือสิ่งของ ทรัพย์สินที่เจ้าบ่าว(เจ้าสาว) มอบให้แก่คู่สมรสดังที่เกิดขึ้นในไทยและอินเดียวซึ่งเรียกว่า bride(groom) price

bride price คือสิ่งที่มักกระทำกันในสังคมของประเทศกำลังพัฒนา สินสอดลักษณะนี้บางทีเรียกอย่างจั๊กจี้ว่า "ค่าน้ำนม" (ความรักจากอกแม่หาค่าไม่ได้ จนไม่น่าเรียกชื่อเช่นนี้) มากว่าที่จะเป็น dowry ตามความหมายดั้งเดิม

ในสมัยกรีก dowry เป็นตัววัดฐานะทางสังคมและความมั่งคั่งของครอบครัวเจ้าสาว ถ้าจะให้เป็นที่ยอมรับของสังคม พ่อเจ้าสาวต้องให้ dowry ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสิบของความมั่งคั่งที่มี เงินนี้โดยประเพณีเป็นของเจ้าสาวแต่เจ้าบ่าวก็ใช้ร่วมได้ด้วย หากหย่ากันภรรยาก็เอา dowry กลับคืนไป

ในสมัยโรมัน dowry คือสัญลักษณ์ของการตั้งใจให้ลูกสาวไปแต่งานไม่ใช่ไปเป็นนางบำเรอ ดังนั้น หากพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวให้ dowry น้อยเกินไปก็จะส่งสัญญาณที่ผิดให้แก่ฝ่ายเจ้าบ่าว

ในสังคมยุโรปในศตวรรษที่ 12 การให้ dowry แก่ลูกสาวเมื่อแต่งงานก็คือการมอบมรดกของพ่อแม่แก่ลูกสาวก่อนตายนั่นเอง เพราะตามประเพณี เมื่อตายลงลูกชายเท่านั้นที่จะได้มรดก ลูกสาวไม่มีสิทธิ

dowry ในความหมายดั้งเดิมจึงเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่มอบให้แก่ลูกสาว(ถึงแม้ไอ้ลูกเขยจะมาแบ่งไปใช้บ้างก็ตาม) เป็นทุนส่วนตัวเพื่อจักได้ไม่ต้องพึ่งพิงสามีมากเกินไป หรือเพื่อให้มีหน้ามีตา ครอบครัวสามีไม่ดูถูกเมื่อไปอยู่ในครอบครัวเดียวกัน (ลูกสาวแต่งงานแล้วต้องไปอยู่บ้านสามี) นอกจากนี้ยังป้องกันการหย่าร้างหรือทอดทิ้งได้ในระดับหนึ่งด้วย เนื่องจากหากหย่าร้างกันเมื่อใด ฝ่ายหญิงสามารถเอาสมบัติกลับไปเป็นของเธอคนเดียวได้

เมื่อเศรษฐกิจการค้าของยุโรปขยายตัวกว้างขวางขึ้นในศตวรรษที่ 16 และ 17 ขนาดของ dowry ก็ใหญ่ขึ้นเนื่องจากเกิดเศรษฐีใหม่ ที่ต้องการให้ลูกสาวแต่งงานกับเจ้า หรือขุนนางเพื่อขยับฐานะทางสังคมของครอบครัว ถ้า dowry ไม่มากก็ไม่สมฐานะและอาจไม่มีคนเหล่านี้แต่งงานด้วยก็เป็นได้

ในกลางศตวรรษที่ 18 ประเพณี dowry เริ่มเสื่อมลงอันเนื่องมาจากการเป็นยุคอุตสาหกรรม ผู้คนอพยพทำงานข้ามถิ่นเนื่องจากมีตลาดแรงงานเกิดขึ้น และดึงดูดผู้คนจากสารพัดถิ่น ครอบครัวใหญ่ที่อยู่กันมานาน เริ่มมีขนาดเล็กลง การให้ทุนแก่ลูกสาวในรูป dowry จึงมีความจำเป็นน้อยลง เพราะผู้หญิงก็ทำงานหาเงินได้เอง นอกจากนี้ลูกชายและลูกสาวก็มีสิทธิในมรดกของพ่อแม่เช่นเดียวกันแล้ว

เมื่อถึงศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของยุคโรแมนติค การแต่งงานแปรเปลี่ยนจากการที่พ่อแม่จัดหาให้เป็นหลัก มาเป็นความรักชอบระหว่างบุคคล การชื่นชมสิทธิและเสรีภาพทำให้ความเป็นปัจเจกบุคคลสูงขึ้น บทบาทของ dowry เพื่ออุ้มชูฐานะทางเศรษฐกิจของลูกสาวจึงมีความสำคัญลดลง นอกจากนี้พ่อแม่ก็ต้องการออมเงินไว้ใช้เองมากกว่าที่จะมอบเป็น dowry ให้แก่ลูกสาว ซึ่งก็มีงานทำและมีรายได้เช่นกัน

ขอกลับมาเรื่อง bride price หรือ dowry ในความหมายสมัยใหม่ในสังคมไทย ประเพณีที่เจ้าสาว หรือครอบครัวเจ้าสาวได้รับเงิน และทรัพย์สินจากฝ่ายเจ้าบ่าว ซึ่งยังมีอยู่ในปัจจุบันนั้น โดยแท้จริงแล้วก็ไม่ต่างไปจาก dowry ในสมัยก่อนนัก นั่นก็คือต้องการให้เจ้าสาวมีทุนรอนบ้าง(ไม่ในรูปแหวน ทองรูปพรรณ เงินสด) โดยไม่ต้องพึ่งพิงสามีมากเกินไป และเพื่อให้ดูว่าเป็นหญิงมีค่า มีความหมายในสายตาของฝ่ายชาย นอกจากนี้ยังอาจช่วยให้ชายบางคนที่มีความเป็นทุนนิยมสูงในตัว ไม่วู่วาม หย่าร้างหรือทอดทิ้งไปได้ง่ายๆ เพราะเสียดายสินสอดที่พ่อแม่ได้มอบให้ภรรยาก็เป็นได้

นอกจากประโยชน์ของ bride price หรือ dowry สมัยปัจจุบันดังกล่าวแล้วเป็น ประการที่หนึ่งในประการที่สอง มันยังอาจถูกใช้เป็นอุปสรรคปิดกั้นโอกาสที่ผู้คนจากคนละชั้นของรายได้ หรือสังคม หรือพวกที่ก้ำกึ่งแต่บังเอิญมาชอบลูกสาวอีกด้วย (หากใช้สำนวนนักเลง เชิงเหยียดคนก็คือ สินสอดมีไว้ "เพื่อไล่กุ๊ย")

ประการที่สาม ในเชิงเศรษฐศาสตร์ สินสอดเป็นตัวสื่อข้อมูลแก่ฝ่ายผู้หญิงว่าฝ่ายชายต้องการลูกสาวไปเป็นภรรยาจริงจังหรือไม่ ("สู้ราคา" หรือไม่) ข้อเท็จจริงสำคัญอันหนึ่งก็คือฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายถูกเลือก ในขณะที่ฝ่ายชายเป็นฝ่ายตัดสินใจเลือก(ทางเลือกก็คือ น.ส.ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก) ฝ่ายหญิงมีสิทธิแค่รับหรือไม่รับเท่านั้น(ภาษาดิจิตอลก็คือ 1 หรือ 0) ซึ่งมีความเสี่ยงว่าจะได้ลูกเขยดีหรือไม่ มากกว่าฝ่ายชายที่คัดเลือกได้ทั่วโลกา

สารสนเทศแก่ทั้งสองฝ่ายไม่สมรูป (asymmetric) กัน โดยธรรมชาติจากประเพณี ฝ่ายชายมีข้อมูลเกี่ยวกับฝ่ายหญิงครบถ้วน (เพราะได้ผ่านกระบวนการตัดสินใจเลือกแล้ว) ส่วนฝ่ายหญิงนั้นมีข้อมูลน้อยกว่าเพราะเป็นฝ่ายถูกเลือก ดังนั้น สินสอดจึงถูกใช้เป็นตัวนำมาซึ่งข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นสำหรับการตัดสินใจของฝ่ายหญิง

กรณีข้างต้นที่กล่าวมาใช้กับกรณีสู่ขอที่มีคนกลางเชื่อมประสานโดยผู้ใหญ่เห็นพ้องกัน การแต่งงานไม่ได้เกิดจากการรักชอบกัน ของทั้งสองฝ่าย แบบคนในเมือง การแต่งงานในลักษณะนี้หรือกึ่งๆ รูปแบบนี้ยังคงมีอยู่ไม่น้อยในชนบท และประเพณีสินสอดก็ยังไม่หายไป

dowry ทั้งในความหมายดั้งเดิม และปัจจุบันก็ยังคงเน้นประโยชน์ของฝ่ายหญิง เพศที่เปราะบางและเสียหายได้มากกว่าเป็นหลัก ประเพณีนี้จึงมิได้เกิดขึ้นอย่างปราศจากเหตุผล หากมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นเครื่องรองรับ

ปัญหาที่น่าพิจารณาก็คือ ถึงแม้ dowry จะตั้งใจให้เจ้าสาวเป็นผู้รับประโยชน์ แต่ในความเป็นจริงแล้วสามีก็มักมีส่วนร่วมใช้ ในผลบุญนั้นด้วยเสมอไม่มากก็น้อย ดังนั้นผู้ชายดีๆ ที่มีความสำนึกในประวัติศาสตร์เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ของสินสอดจงถอยไปให้ไกลๆ จากความน่าเกลียดนั้นหน่อยนะครับ

(ข้อมูลบางส่วนจาก History Magazine, November 2005)

หน้า 6