หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"รวยอย่างไรให้ถึงหลาน

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10113

"เถ้าแก่สร้าง อาเสี่ยร่วมสร้างและถลุง อาตี๋ถลุงอย่างเดียว" ข้อความนี้ได้ยินกันอยู่เนืองๆ ว่าเศรษฐีไทยนั้นรวยได้ 3 ชั่วคนเท่านั้น ในโลกตะวันตกความหวั่นเกรงเช่นนี้ก็มีอยู่เหมือนกัน แต่ก็มีวิธีป้องกันแตกต่างออกไปตามวัฒนธรรม สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ทำอย่างไรให้ความสำเร็จที่สร้างขึ้นในปัจจุบันสามารถสืบทอดไปถึงลูกหลานอีกหลายชั่วคนได้

ผู้คนทั้งไทยและเทศจำนวนหนึ่งรู้สึกพิศวงและพยายามหาคำตอบว่า ความมั่งคั่งของบรรพบุรุษของตนหมดสิ้นลงไปได้อย่างไร เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น และเพื่อเอาไว้ใช้เป็นบทเรียน

เรื่องราวของความล่มสลายของความมั่งคั่งของครอบครัวมักไม่ถูกบันทึกไว้เพราะเป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าอับอาย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่ากันจากปากต่อปากกระท่อนกระแท่น

ในอังกฤษมีงานศึกษาอยู่ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ ผู้ศึกษาคือ Julie และ Steve Pankhurst แห่งเมือง Surrey เจ้าของเว็บไซต์ที่มีอายุ 5 ปี คือ Friends Reunited(เพื่อติดต่อค้นหาเพื่อนที่พลัดหายกันไป และต่อมาขยายไปถึงการสืบค้นหาญาติ และความเป็นมาของบรรพบุรุษด้วย) ต้องการรู้ว่ามีครอบครัวอยู่มากน้อยเท่าใดที่รวยขึ้น หรือจนลงข้ามชั่วคน และอยากรู้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร

ผู้ศึกษาได้รับแบบสอบถามตอบกลับจากผู้ประสบความสำเร็จในการค้นหาบรรพบุรุษของตน 1,000 ครอบครัว โดยคำถามมีว่าครอบครัวของตนมีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจดีขึ้น เลวลง หรือเหมือนเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับบรรพบุรุษ

ประมาณร้อยละ 40 ตอบว่าฐานะครอบครัวของตนไม่แตกต่างไปมากนักจากบรรพบุรุษ

ประมาณร้อยละ 40 ตอบว่าครอบครัวของตนมีฐานะดีขึ้นกว่าบรรพบุรุษ และร้อยละ 20 ตอบว่าบรรพบุรุษมั่งคั่งร่ำรวยกว่าครอบครัวของตนมาก

การตอบแบบนี้โดยแท้จริงแล้วมีความเอนเอียง(bias)อยู่พอควร เพราะผู้คนมักค้นหาบรรพบุรุษที่มีฐานะ ดังนั้น คำตอบจึงเชื่อถือมากไม่ได้นัก แต่กระนั้นก็ตามมีถึงหนึ่งในห้าของครอบครัวที่เคยร่ำรวยแต่กลับยากจนลงข้ามเวลา เมื่อคำนึงถึงว่าคนรวยมีจำนวนไม่มากนักในอดีตก็พอเห็นภาพได้ว่าการจนลงข้ามชั่วคนนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา

จากกรณีศึกษาก็พบว่าบางครอบครัว เช่น ครอบครัว Sam Firth Mellor เป็น มหาเศรษฐีเมื่อ 150 ปีก่อนจากสิ่งทอ ร่ำรวยนั่งรถโรลสรอยซ์ อยู่คฤหาสน์ กินอยู่อย่างหรูหรา แต่เมื่อถึงต้น ค.ศ.1900 อาณาจักรพังพินาศเพราะมีการนำเข้าสิ่งทอราคาถูก เมื่อถึงยุคเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 1930 และตลาดหุ้นโลกพังพินาศ หลักทรัพย์ที่มีอยู่ในตลาดก็หมดค่าไป ความมั่งคั่งหายไปสิ้นจนต้องไปเช่าบ้านอยู่ ปัจจุบันลูกหลานคนหนึ่งที่เรียกว่าพอไปได้ทำธุรกิจโรงแรมเล็กๆ อยู่ในสกอตแลนด์

ครอบครัวอื่น ๆ ก็ยากจนลงจากการเปลี่ยนแปลงการเมือง เช่น กบฏบอลเชวิค ในรัสเซีย ในปี 1917 การโค่นล้มของระบบกษัตริย์และขุนนางในยุโรปหลายประเทศ

เหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีปลาสนาการไปก็คือ (ก)การทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างพี่น้อง (ข)การพนันและการดื่มเหล้า (ค)ความขี้เกียจ (ง)การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย (จ)การตัดสินใจทางธุรกิจที่ผิดพลาดเพราะขาดความรู้และขาดความสนใจของคนรุ่นต่อมา

อภิมหาเศรษฐีในโลกตะวันตกปัจจุบันได้คำนึงถึงบทเรียนเหล่านี้ และได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใน 6-7 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือมีการอุทิศเงินจำนวนมากให้แก่มูลนิธิของอภิมหาเศรษฐี โดยไม่คิดมอบมรดกมูลค่ามหาศาลทั้งหมดให้แก่ทายาท(Bill Gates ได้ตั้งมูลนิธิมูลค่า 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อช่วยคนยากจนในประเทศกำลังพัฒนา และได้ประกาศว่าจะมอบร้อยละ 95 ของความมั่งคั่งทั้งหมดที่มีเพื่อสาธารณประโยชน์

ในโลกตะวันตกมหาเศรษฐีที่รวยจากมรดกนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม อย่างกว้างขวาง(ยิ่งโกงเขามาด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง) และมักจะไม่มีใครกล้าคุยโม้ โอ้อวดความรวย หรือเปิดเผยตนเองนักเพราะสังคมกังขาและไม่ชื่นชม คนจะรู้จักคนเหล่านี้ก็ต่อเมื่อมีข่าวของการบริจาคเงินนั่นแหละ

พวกทายาทเศรษฐีเหล่านี้ที่รับมรดกจากพ่อแม่(ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดก็ตาม) มีโอกาสสูงที่จะไม่ถูกกระทบอย่างรุนแรงจากภัยคุกคามจนทำให้ลูกหลานรุ่นต่อมาไม่ได้รับโภคผลเหมือนในอดีต ทั้งนี้เนื่องจากการเกิดขึ้นของ private banking(ธุรกิจการเงินที่เป็นตัวแทนดูแลผลประโยชน์ธุรกิจและลงทุนให้) ซึ่งแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

ในบางกรณี private banking รุกล้ำเข้าไปถึงการให้คำแนะนำในเรื่องส่วนตัว เช่น การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างพี่น้อง และการจัดการทรัพย์สินที่ไม่เข้าท่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์ "อาเสี่ยถลุง" ในชั่วคนที่สาม

สถาบันการเงิน Citigroup ในอังกฤษให้บริการ private bankers แก่ผู้มีทรัพย์สินระหว่าง 1 ถึง 5 พันล้านปอนด์ โดยให้บริการลงไปถึงลูกของอภิมหาเศรษฐีด้วยการจัดหลักสูตร "Children of Wealth" ในนิวยอร์กอยู่เป็นประจำ โดยแนะนำให้เข้าอบรมหลายครั้ง เพื่อให้สามารถรักษาความมั่งคั่งไว้ได้นานที่สุดและเกิดประโยชน์มากที่สุด

อภิมหาเศรษฐีตะวันตกที่กังวลใจว่าลูกจะไม่มีปัญญารักษาทรัพย์สมบัติไว้ได้ กำลังมีทางโน้มใหม่ นั่นก็คือการใช้มูลนิธิที่ตนเองได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแขนขาของการทำสาธารณประโยชน์เป็นสนามฝึกฝนลูกในการตัดสินใจและทำงานเป็น โดยให้ลูกเป็นกรรมการมูลนิธิเพื่อฝึกฝนไว้ก่อนที่ลูกจะได้มีโอกาส "ถลุง" จริง

ธรรมเนียมประเพณีของคนเอเชียในการสะสมทรัพย์สมบัติให้ทายาทต่างไปจากคนในโลกตะวันตกที่เชื่อว่า เงินมรดกมากๆ ทำลายลูกมากกว่าสร้างสรรค์ การอุทิศเงินให้แก่สาธารณประโยชน์ต่างๆ (ไม่ใช่วัดแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนคนไทยที่หวังว่าตนเองจะได้ขึ้นสวรรค์แบบไปจรวดพิเศษ) เป็นวัตรปฏิบัติของคนตะวันตกที่มีมานมนานภายใต้ความเชื่อในเรื่อง Noble Obligation ซึ่งหมายความว่า คนเกิดมาที่มียศศักดิ์หรือตำแหน่ง หรือมีความมั่งคั่งร่ำรวย มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติผูกพันไปด้วย(ไม่ใช่กอบโกยลูกเดียวแล้วค่อยคิดในวันหน้าว่าจะเอาความรวยไปทำอะไรดี)

พูดอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นหน้าที่ของคนร่ำรวยมีอภิสิทธิ์ที่จะต้องช่วยเหลือคนที่ไม่โชคดีเท่าตนเอง แปลไทยเป็นไทยว่า คนที่รวยโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้ออกแรงเนื่องจากพ่อแม่มอบความร่ำรวยให้ มีหน้าที่อันสำคัญที่จะต้องปฏิบัติควบคู่ไปด้วย นั่นก็คือช่วยเหลือคนด้อยฐานะกว่าตนเอง

สิ่งที่คนไม่ได้เป็นอภิมหาเศรษฐีมักสงสัยและตอบไม่ได้(เพราะยังไม่ได้เป็นและ ไม่มีโอกาสที่จะได้เป็น เพราะได้แสดงความโง่ผ่านการมีคำถามต่อไปนี้อยู่ในใจ) ก็คือความพยายามกระเสือกกระสนรวยถึงระดับหนึ่งนั้นพอเข้าใจกันได้ แต่เมื่อเกินระดับหนึ่งที่ต่อให้กินไปสิบชาติก็ไม่หมดแล้ว ยังจะรวยไปอีกทำไม หรือว่าคนเหล่านี้มองว่าความรวยคือรางวัลของความสำเร็จในชีวิต ยิ่งรวยมากก็ยิ่งประสบความสำเร็จมาก

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงความสำเร็จของคนก็ขึ้นอยู่กับระดับดัชนีหุ้นและภาวะเศรษฐกิจที่ขึ้นลงได้ทุกวันเหมือนลูกข่างโยโย่ มิได้มีฐานอันมั่งคง ซึ่งได้แก่ ประโยชน์ที่ได้ทำไว้ให้แก่เพื่อนมนุษย์อย่างนั้นหรือ(ข้อมูลหลักจาก Financial Time, 10 ตุลาคม 2005)

หน้า 6