|
||||||||||||||
|
เงินบริจาคพรรคการเมือง
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3741 (2941) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดที่แล้วเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2548 นี้ ได้ผ่านร่างเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรในส่วนค่าลดหย่อนเงินที่บริจาคแก่พรรคการเมืองด้วยมติ 285 ต่อ 55 เสียง ในรายละเอียดกำหนดว่า "ผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมืองสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ โดยไม่มีเพดานกำหนด" โดยหลักการแล้ว ผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมือง หรือว่าการกุศลแล้วสามารถนำไปลดหย่อนภาษี ได้โดยไม่มีเพดานกำหนดเป็นเรื่องที่ดี และน่าจะมีกฎหมายเช่นนี้มานานแล้ว ในด้านการเมืองจะทำให้มีความโปร่งใสมากขึ้นว่าพรรคการเมืองได้รับความสนับสนุนจากใคร และเงินที่สนับสนุนนั้นเป็นเงินที่บริสุทธิ์ มิใช่เงินใต้ดินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเงินที่ไม่ได้เสียภาษี ในด้านการกุศลและงานเพื่อสาธารณประโยชน์ ด้านปกป้องชุมชน สิ่งแวดล้อม ผู้อ่อนแอ รวมทั้งบุคคลจำนวนมากที่ทำงานด้านส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม การค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การส่งเสริมเด็กและเยาวชน ส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้านจะได้มีเงินทุนทำงานอย่างมืออาชีพได้ถ้า หากว่า กฎหมายนี้ได้ครอบคลุมผู้รับบริจาคให้มากกว่าพรรคการเมือง ประเด็นที่วุฒิสภาน่าจะไม่รับรองกฎหมายนี้จนกว่าสภาผู้แทนราษฎรแก้ไขเพิ่มเติม ในประเด็นผู้รับบริจาคให้ขยายจากพรรคการเมืองให้ครอบคลุมถึงสมาคม มูลนิธิ และองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ ที่มีผลงานต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป ไม่ว่าองค์กรนั้นจะได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตาม สำหรับองค์กรเล็กๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือยังไม่ได้จดก็อาจจะมีการกำหนดเพดานการบริจาคไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาท กฎหมายและระเบียบเดิมนั้นแม้หน่วยงานการกุศลก็ยังต้องขึ้นทะเบียน และได้รับการรับรอง ซึ่งมีเงื่อนไขและขั้นตอนมากมายทำให้หน่วยงานเอกชน ที่จะเข้าข่ายให้ได้รับเงินบริจาคแล้วผู้บริจาค สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้มีน้อย นอกจากนี้แล้วยังมีเพดานกำหนดอีกด้วย ในทุกวันนี้มีกลุ่มหรือองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ เพื่อปกป้องชุมชน สิ่งแวดล้อม ผู้อ่อนแอ รวมทั้งบุคคลจำนวนมากที่ทำงานด้านส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมเด็กและเยาวชน ส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้านแต่ขาดเงินทุนจึงไม่อาจจะทำงานอย่างมืออาชีพ อันที่จริงผลงานของเอ็นจีโอในภาพรวมแล้วได้ช่วยลดภาระและงบประมาณของรัฐบาลได้อย่างมหาศาล ในการแก้ปัญหา และบรรเทาปัญหาของสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาล หรือ กระทรวงการคลังแทนที่จะสนับสนุน แต่กลับคิดแบบเต่าล้านปี ที่คิดได้เพียงว่า มีแต่คนจะใช้ช่องทางนี้เพื่อเลี่ยงภาษี แต่ไม่ได้ชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบกับด้านดีที่รัฐบาลหรือสังคมจะได้ ในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ จะมีกฎหมายอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ และการกุศลสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อย่างง่ายดาย เช่น การบริจาคเสื้อผ้า หรือ ของใช้แล้วก็ยังให้ตีเป็นมูลค่าแล้วนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยไม่มีระเบียบหรือขั้นตอนที่ซับซ้อน ทั้งนี้ช่วยให้มีการนำของใช้แล้วนำไปใช้ใหม่ เป็นการลดภาวะมลพิษจากอุตสาหกรรมทางอ้อม และยังช่วยให้หน่วยงานการกุศล เช่น องค์การทหาร ผ่านศึก หรือ โบสถ์ต่างๆ ที่มีรถไปรับบริจาคถึงบ้านมีรายได้มาช่วยเหลือผู้อื่น ในบ้านเราก็เห็นมีแต่วัดสวนแก้วของพระพยอมที่ได้ริเริ่มโครงการส่งรถไปรับบริจาคของใช้แล้วทุกชนิดถึงบ้าน เพื่อนำมาขายในราคาถูกเพื่อช่วยเหลือคนจนที่ไม่มีปัญญาซื้อของใหม่ หรือ เป็นรายได้เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป ในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ จะมีกฎหมายอำนวยความสะดวกให้เศรษฐีตั้งมูลนิธิส่วนตัวของตระกูลแล้วได้รับการลดหย่อนภาษีโดยไม่มีเพดาน เพื่อนำเงินมาสนับสนุนงานสาธารณประโยชน์ รวมทั้งด้านส่งเสริมศิลปวิทยาการ การค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม มูลนิธิที่เรามักจะได้ยินชื่อเหล่านี้ เช่น ร็อกกี้ เฟลเลอร์ ฟอร์ด บิล เกตส์ ไมเคิล แจ็กสัน โอปร้า หรือเฟรดเดอริก อีแบร์ต ของประเทศเยอรมนี สังคมของประเทศเหล่านี้จึงมีการพัฒนาที่หลากหลาย บุคคลโดยเฉพาะเยาวชนที่มีภูมิปัญญาหรือมีความสามารถพิเศษ เช่น การเล่นดนตรี กีฬา หรือการค้นคว้าวิจัย มักจะได้รับทุนจากมูลนิธิเหล่านี้ให้ได้มีโอกาสพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าจนมีชื่อเสียงระดับโลกและเป็นประโยชน์ต่อสังคม เยาวชนไทยที่เป็นเด็กอัจฉริยะ เมื่อมีโอกาสไปแข่งขันหรือประกวดในต่างประเทศมักจะได้ชัยชนะ ได้เหรียญทอง หรือรางวัลกลับมา แต่เมื่อกลับมาแล้วก็มักจะขาดเงินทุนสนับสนุนให้ได้ใช้ความสามารถนั้นต่อไป นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากกับมันสมองเหล่านี้ ครูที่ทุ่มเทสนับสนุนเยาวชนเหล่านี้ก็มักจะท้อแท้หมดกำลังใจ เพราะขาดเงินทุนสนับสนุน จะรองบประมาณของรัฐก็เป็นเรื่องของฝันกลางแดด เพราะติดระเบียบวิธีและขอบข่ายของการใช้จ่ายของสำนักงบประมาณที่ไม่ยืดหยุ่นเหมือนของเอกชน หรือขาดงบประมาณสนับสนุนทางตรง ทุกวันนี้องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นสถาบันที่สำคัญ 1 ใน 3 ของสังคมที่มีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศ อันได้แก่ สถาบันรัฐบาล สถาบันธุรกิจ และสถาบันเอ็นจีโอ การพัฒนาประเทศ หรือการแก้ไขปัญหาของสังคมจะละเลยบทบาทของเอ็นจีโอไม่ได้เลย คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมขององค์การสหประชาชาติ ได้ให้บทบาทของเอ็นจีโอเข้าประชุมประจำปีและมีสถานภาพเป็นที่ปรึกษาอยู่ในคณะกรรมการของตน ในประเทศไทยมีนักธุรกิจระดับเศรษฐีและมหาเศรษฐีจำนวนมากมายที่ไม่ต้องการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองหรือการกุศล แต่ต้องการบริจาคให้เอ็นจีโอซึ่งมีผลงานที่เป็นรูปธรรมมากกว่า หรือต้องการสนับสนุนส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม การค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือการกีฬา เศรษฐีหลายคนต้องการตั้งมูลนิธิเพื่อสนับสนุนงานสาธารณประโยชน์ที่ไม่ใช่การกุศล และไม่ใช่การเมือง แต่การบริจาคของเขาไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ หรือลดหย่อนได้อย่างมีเพดาน หรือมีเงื่อนไขมากมาย จนทำให้ไม่อยากจะยุ่งยากปวดหัว (เพราะว่าความหวังดีอาจจะนำไปสู่การถูกตรวจสอบการเสียภาษี จากกรมสรรพากร) ซึ่งทำให้สังคมเสียโอกาส ทำให้เยาวชนที่มีความสามารถแต่ขาดเงินทุนหมดโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง ให้มีชื่อเสียงระดับชาติหรือระดับโลกเหมือนอย่างเยาวชนของประเทศอื่นๆ เมื่อไรหนอรัฐสภาและกระทรวงการคลังจะเลิกเป็นเต่าล้านปีสักที หน้า 2
|