หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ราคาคุย

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวพร เรืองสกุล มติชนรายวัน วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10112

เมกะโปรเจ็คต์ (ในความหมายของรัฐบาล พ.ศ.2548 หมายถึงโครงการที่ต้องการเงินลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป) เป็นหัวข้อข่าวและหัวข้อสนทนาทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการกันพักใหญ่แล้ว

พูดอะไรเป็นล้านล้านบาทนี่ คนพูดครึ้มดี และคนฟังก็ตื่นตาตื่นใจ รื่นเริงและฝันหวานด้วยกันทั้งสองฝ่าย

บางคนคิดว่ารัฐบาลแค่ฝันดังๆ

แต่ราษฎรส่วนมากคงไม่กล้าคิดว่ารัฐบาลฝันดังๆ แต่คิดและเชื่อถือว่ากำลงจะทำจริงๆ เพราะภาครัฐออกมาพูดอย่างเป็นทางการ

แม้พวกที่คิดว่ารัฐบาลแค่ฝันดังๆ ก็ยังไม่กล้าวางใจกับความคิดตัวเอง ต้องเผื่อเอาไว้ว่า ถ้ามัวแต่คิดว่ารัฐบาลยังไม่เอาจริง จึงยังไม่ทักท้วงปล่อยให้ฝันไปก่อน เกิดรัฐบาลตีขลุมว่าเอาจริงตามที่พูด ก็จะพลาดท่าหมดโอกาสทักท้วง

ดังนั้นเมื่อมีข่าวออกมา ต่างคนต่างก็ต้องเต้นไปตามเพลงของตัว

โครงการขนาดยักษ์ที่พูดๆ กันในวงเงินลงทุนที่ประมาณไว้ว่า 1.7 ล้านล้านบาท ในช่วงปี 2548-2552 จำแนกออกได้เป็น 7 สาขา (จากบทความของธนาคารแห่งประเทศไทยนำเสนอในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2548 เมื่อเดือนสิงหาคม เรื่อง "การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ภาครัฐ : นัยต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ")

25% ของเงินจะลงไปในโครงการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

19% ในโครงการพัฒนาระบบขนส่ง ซึ่งรวมการคมนาคม ท่าเรือ ฯลฯ (ส่วนขยายของสนามบินสุวรรณภูมิ ก็อยู่ในหมวดนี้)

12% เป็นงบฯพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

รวมสามรายการเป็นงบที่ประมาณไว้กว่าครึ่งหนึ่งของโครงการทั้งหมดที่วาดฝันไว้ และทั้งสามหมวดนี้ล้วนเป็นฐานด้านวิศวกรรม

คนเดินดินในกรุงเทพฯน่าจะดีใจที่ได้งบประมาณถึง 25% ของโครงการทั้งสิ้นสำหรับการขนส่งมวลชน ชวนให้รู้สึกว่ารัฐบาลเริ่มหันมาเหลียวแลมวลชน แทนการสร้างและขยายถนน สะพาน ฯลฯ เพื่อรถยนต์

คนต่างจังหวัดอาจจะกังขา

ถ้างบประมาณถึง 25% ลงไปในโครงการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ แล้วต่างจังหวัดล่ะจะต้องพึ่งรถสองแถวเอกชน ที่แล่นไปแล่นมาตามสะดวกต่อไป และตลอดไปหรือ ไม่มีจังหวัดหรือท้องที่ไหนในประเทศนอกจากกรุงเทพฯ ที่จะมีโอกาสได้ระบบขนส่งมวลชนแม้แต่แบบง่ายๆ ราคาถูกๆ บ้างเลยหรือไร

รัฐบาลละเลยเรื่องการกระจายรายได้ แล้วยังจะละเลยการกระจายสาธารณูปโภคสำหรับคนเมือง (อื่น) อีกด้วย

แล้วก็อดมีอีกคำถามตามมาไม่ได้

คนต่างจังหวัดจะต้องช่วยจ่ายสำหรับการลงทุนในระบบขนส่งในกรุงเทพฯด้วยหรือ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้ ทำไมไม่ให้คนกรุงเทพฯจ่ายเอาเอง

ถึงตอนนี้คนกรุงเทพฯก็คงไม่ชอบใจนัก ต้องไปหาคำจำกัดความของคำว่าคนกรุงเทพฯ กันอีก จะนับคนกรุงเทพฯ จากสำมะโนครัว หรือนับจากจำนวนชั่วโมงทำงานที่ใช้ในกรุงเทพฯ

คนที่มีสำมะโนครัวอยู่ในกรุงเทพฯ มีน้อยกว่าคนที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพราะคนที่ทำงานในกรุงเทพฯ เดินทางเข้ามาแบบเช้าไปเย็นกลับบ้าง ใช้กรุงเทพฯ เป็นบ้านที่ 2 บ้าง (ยกตัวอย่างได้จากบรรดา ส.ส.ทั้งหลายยังไงล่ะ) และคนประเภทหลังนี่ต่างหากที่เข้ามาร่วมใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพฯ ทำให้การจราจรแออัด

ถ้าได้งบประมาณเต็มตามที่พูดจริงๆ คนขับรถยนต์ในกรุงเทพฯเริ่มฝันร้ายถึงวันรถติดเพราะว่างบประมาณสำหรับเส้นทาง 7 เส้น หมายถึงว่ารถติดทั้งเมือง เพราะถนนสายหลักๆ จะถูกขุดพร้อมกัน

คนมีอารมณ์ขันอาจจะนึกถึงโจทย์เลขที่เคยทำในวัยเด็กขึ้นมาได้ โจทย์มีอยู่ว่า เมื่อคน 10 คนสร้างบ้านหลังหนึ่งเสร็จใน 100 วัน ถามว่า ถ้าต้องการให้บ้านแบบเดียวกันนั้นเสร็จใน 1 วัน จะต้องใช้คนกี่คนสร้าง

เป็นเด็กเป็นเล็กทำบัญญัติไตรยางค์ได้คำตอบออกมาว่า 1,000 คน คุณครูบอกว่าเลขถูกแต่เหตุผลผิด สร้างบ้านใน 1 วัน สร้างไม่ได้หรอก คน 1,000 คนเดินชนกันอยู่ในพื้นที่นิดเดียวและการสร้างบ้านมีขั้นตอน ไม่สามารถย่นเวลาการสร้างที่ต้องมีลำดับขั้นให้ลงมาอยู่ในกรอบของ 1 วันได้ เช่นต้องให้เวลาสำหรับให้ปูนแห้ง ซึ่งก็เป็นเวลาหลายวัน ดังนั้นตอบอย่างเรียลลิสติก ต้องตอบว่า กี่คนๆ ก็สร้างไม่เสร็จใน 1 วัน

คิดมาถึงตรงนี้ ใครที่ห่วงเรื่องเงินทองที่จะใช้ในโครงการยักษ์ ก็อาจจะสบายใจขึ้นว่าโครงการยักษ์ทั้งหลายนั่น คงไม่เสร็จใน 5 ปีอย่างที่ว่า ดังที่ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ กล่าวบนเวทีสัมมนาว่า นี่น่าจะเป็นราคาคุย

แต่ก็กลับเพิ่มความเป็นห่วงในเรื่องอื่นขึ้นมาแทน ตามประสาคนชอบห่วง

ถ้าโครงการยักษ์ไม่มีมากเท่าที่ประชาสัมพันธ์เอาไว้ เพราะเป็นไปไม่ได้ และผู้วางแผนยังอาจจะปรับความฝันให้ใกล้จริงยิ่งขึ้น ตามกำลังทรัพย์ในกระเป๋า เหมือนบุคคลธรรมดา ปรับความฝันของเราจากคฤหาสน์เป็นบ้านหลังน้อย หรือรถเก๋งราคาแพง เหลือเพียงรถมือสอง และถ้าคนที่รับภาพหลงเชื่อตามที่ได้รับฟังมา ไม่ได้ต่อรองหรือปรับราคาคุยลงมา ให้เหลือเป็นราคาจริง ก็แปลว่ามีภาพลวงตาเกิดขึ้นอีกภาพหนึ่ง เป็นภาพที่ทำให้ตัวเลขที่คำนวณเพื่อประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจผิดเพี้ยนไป

แต่บางคนก็ยังกลัวไปอีกแบบ คือกลัวว่าพูดๆ เรื่องเงิน 1.7 ล้านล้านบ่อยๆ ครั้งเข้าจนราษฎรเริ่มชิน ต่อไปแม้ว่าจะไม่ได้สร้างโครงการยักษ์ตามที่ว่า เงินจะถูกบิดเบนไปจัดสรรให้กับโครงการอย่างอื่นเพราะว่าใจคนรับไปแล้วว่า จะใช้เงินแค่นี้ โดยลืมเรื่องโครงการไปเสียสนิท

คนไทยลืมง่ายอยู่แล้ว ยิ่งไม่เคยได้ข้อมูลอย่างเป็นระบบและอย่างเข้าใจง่ายๆ จะลืมเร็วและลืมดู

เรื่องเกี่ยวกับโครงการยักษ์กระตุ้นให้ได้คิดเกี่ยวกับสไตล์การบริหารงานแผ่นดินของรัฐบาลบางประการ

ขอยกบางด้าน มาเป็นตัวอย่าง ดังนี้

ประเด็นที่ 1 วิกฤตใดๆ ในประเทศ เปิดโอกาสและกระตุ้นให้เกิดความคิดที่จะทำโครงการใหม่ๆ ใช้เงินมากๆ เพื่อแก้ปัญหา

นี่เป็นสไตล์ที่ก่อเกิดข้อเสนอเป็นโครงการขนาดหลายร้อยถึงหลายพันล้านอย่างรวดเร็ว จนเกือบจะเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติว่า ปัญหาแก้ได้ด้วยเงิน

ประเด็นที่ 2 โครงการใช้เงินมักหมายถึงการสร้าง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ วิศวกรรม (Engineering) กลายเป็นวิธีการที่แก้ได้สารพัดปัญหา

คนขี้สงสัยมักจะระแวงว่า งานก่อสร้างเป็นงานที่ใช้การจัดซื้อจัดจ้างมาก อุดมไปด้วยช่องทางรั่วไหลรูโตๆ

คนที่เข้าใจระบบการวัดผลจะชี้ประเด็นด้วยความเห็นใจว่า การก่อสร้างถาวรวัตถุเป็นงานที่มองเห็นชัด วัดผลง่าย ยิ่งระบบประเมินผลย้ำการวัดผลเป็นตัวเลขโดยที่ไม่สนใจว่าสิ่งที่วัดนั้นสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพหรือนโยบายที่พึงประสงค์หรือไม่ การก่อสร้างยิ่งได้รับความสนใจยิ่งขึ้นจนเกินพอดี

ประเด็นที่ 3 บทกลับของข้อความย่อหน้าที่ผ่านมาก็คือ Social Engineering อันเป็นเรื่องท้าทายสังคมที่รู้คิดทุกสังคม แทบไม่ได้รับการเหลียวแลให้เป็นทางแก้ปัญหา เพราะว่าวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางสังคม หรือการพัฒนาคนและพัฒนาระบบ เห็นผลช้า และวัดผลแบบดุ่ยๆ และง่ายๆไม่ได้

ประเด็นที่ 4 คณะรัฐมนตรีซึ่งควรจะวางนโยบายกลับไปวางโครงการเสมือนหนึ่งว่าโครงการเป็นนโยบาย ทำให้การแก้ปัญหาซับซ้อน และสิ้นเปลือง และปัญหาอาจจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างครบถ้วน

ในด้านการทำงาน โครงการเป็นงานระดับมาตรการซึ่งต้องการความรู้ทางวิชาการมาประกอบเพื่อทำให้นโยบายสัมฤทธิผล ดังนั้นบางโครงการอาจจะไม่ใช่มาตรการที่ดีที่สุดสำหรับนโยบายก็ได้

ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ยกตัวอย่างเรื่อง การส่งน้ำตามท่อ ซึ่งอันที่จริงน่าจะเป็นโครงการ (หรือมาตรการ) หนึ่ง ในนโยบายการจัดสรรน้ำหรือจัดหาน้ำให้ราษฎรตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ในการทำมาหากิน แต่ถ้าสับสนกับสองเรื่องนี้ แล้วยกมาตรการไปเป็นนโยบาย เช่น กำหนดนโยบายว่า ให้มีการวางท่อส่งน้ำทั่วประเทศ มาตรการที่เหมาะสมในบางพื้นที่ กลับจะเป็นนโยบายที่ใช้ไม่ได้ในระดับประเทศ เพราะว่าบางพื้นที่และบางวัตถุประสงค์การใช้น้ำ ควรจะส่งน้ำด้วยวิธีอื่นๆ จะเหมาะสมกว่า ดังนี้เป็นต้น

ประเด็นที่ 5 หลายโครงการที่เสนอ หรือได้รับความเห็นชอบแบบลัดขั้นตอน อาจจะได้รับหรือไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาที่ผู้ให้ข่าวต้องกังวล

มองจากแง่การตลาด ในยุคสังคมข่าวสารที่เน้นการตลาด ผู้เป็นบุคคลสาธารณะต่างคนต่างต้องแย่งพื้นที่ในสื่อเป็นของตน การเอ่ยมาตรการแปลกใหม่ ท้าทาย และใหญ่โต (แม้ว่าจะยังไม่ได้ศึกษาความเป็นไปได้อย่างจริงจัง) จนได้เป็นข่าวหน้า 1 ผู้พูดได้หน้าได้ตา ได้คะแนนความพอใจไปแล้วตอนหนึ่ง นับว่าสำเร็จความประสงค์ด้านการประชาสัมพันธ์แล้ว

ส่วนโครงการจะเกิดหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป

ราคาคุย ใครว่าไม่สำคัญ

หน้า 6