หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ลุ้นระทึก ผลตัดสินศาลปกครอง หุ้น "กฟผ." จะ "อยู่หรือไป"

มติชนรายวัน วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10110

เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้รับคำร้องของกลุ่มองค์กรผู้บริโภค และองค์กรภาคประชาชน ที่จับมือกันยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีและพวกรวม 5 คน ฐานแปรรูป กฟผ.โดยมิชอบด้วยกฎหมายต่อศาลปกครองสูงสุด

พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาที่ใช้ในการแปรรูป กฟผ. 2 ฉบับ คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิและประโยชน์ของ บมจ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิต พ.ศ.2548 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไขเวลา การยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2548

และยิ่งร้อนหนักขึ้นไปอีก หลังจากที่ศาลปกครองรับคำร้องแล้ว กลุ่มองค์กรดังกล่าวก็รุกต่อ ด้วยการยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งระงับการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ของ กฟผ. เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งตัดสิน

โดยศาลปกครองสูงสุดก็รับที่จะไต่สวนฉุกเฉิน ซึ่งเดิมกำหนดไว้วันที่ 11 พฤศจิกายน แต่ก็ขอเลื่อนเป็นวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้

ก่อนวันที่จะเปิดขายหุ้น กฟผ.เพียงวันเดียว!!

และด้วยความที่ตลาดหุ้นคาดหวังกับหุ้น กฟผ.มาก ทำให้ข่าวดังกล่าวฉุดดัชนีตลาดหุ้นแทบคว่ำไปเลย และคงอึมครึมไปตลอดจนกว่าจะรู้ผลว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งฉุกเฉินระงับการซื้อขายหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูเส้นทางในการแปรรูป กฟผ.อย่างเร่งรีบของรัฐบาล จะเห็นว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตรงกันข้าม ต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะการคัดค้านจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ.(สร.กฟผ.) ตั้งแต่สมัยรัฐบาล "ชวน หลีกภัย" กระแสแรงบ้าง เบาบ้าง สลับกันไป

แต่ก็สามารถทำให้รัฐบาลชะลอแผนออกไปได้ยาวนานจนมาถึงรัฐบาล "ทักษิณ 1" ที่กุมเสียงข้างมากในสภา จนทำให้หลายฝ่ายประเมินว่าจะได้เห็น "กฟผ." เข้าตลาดหุ้นได้ในปี 2547 เสียที

แต่รัฐบาล "ทักษิณ 1" ก็มาเสียท่า เมื่อฝ่ายบริหาร กฟผ.ทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนหุ้นของ 2 บริษัทลูก คือบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) กับบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) กับบริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชน) อย่างเงียบๆ และเร่งร้อน จนราคาหุ้นร่วงไปตามๆ กัน กระแสการต่อต้านก็ลุกฮือขึ้นอีกครั้ง และรุนแรงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นเหตุให้ "สิทธิพร รัตโนภาส" ผู้ว่าการ กฟผ.ในขณะนั้นถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน จนต้องประกาศลาออกพร้อมน้ำตา

การแปรรูปจำต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด!!

มาถึงรัฐบาล "ทักษิณ 2" ที่อาศัยความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว พร้อมๆ กับการกดดันผู้บริหาร กฟผ. ให้เร่งมือเอา กฟผ.เข้าตลาดให้ได้ และสยบการเคลื่อนไหวของพนักงาน ซึ่งมีทั้งการประกาศบทลงโทษพนักงานที่ทำให้ กฟผ.เสียหายอย่างชัดจน ขณะเดียวกันก็ป้อนสิทธิประโยชน์มากมายเกี่ยวกับหุ้น กฟผ. จนประสบความสำเร็จ กระแสต่อต้านภายใน กฟผ.แทบไม่เหลือ

เมื่อขจัด "ขวากหนาม" ใหญ่ คือพนักงานได้แล้ว รัฐก็เร่งเต็มสตีม ด้วยการกำหนดวันขายหุ้นให้ประชาชน และนักลงทุนทั่วไปในวันที่ 16-17 พฤศจิกายนนี้ ส่วนวันเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นคือ 30 พฤศจิกายนนี้

ทั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศถึงความ "ไม่พร้อม" นานัปการ จนอาจจะกลายเป็นการขาย "สมบัติของชาติ" แบบถูกๆ ได้

ความไม่พร้อมอันดับแรก และสำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ การตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า หรือ Regulator ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบกิจการไฟฟ้า

ที่ว่าสำคัญ เพราะคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการสร้างกฎ กติกา และหลักเกณฑ์โครงสร้างกิจการไฟฟ้าทั้งประเทศ เพื่อไม่ให้ กฟผ.ผูกขาดเรื่องไฟฟ้าแต่ผู้เดียว ในฐานะที่กลายร่างเป็นบริษัทมหาชนแล้ว ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจดังเดิม

การตั้งคณะกรรมการกำกับฯชุดนี้ขึ้นมา ก็เพื่อประโยชน์ของ "ผู้ใช้ไฟ และนักลงทุน"

อย่างน้อยๆ ในฐานะผู้ใช้ไฟ คณะกรรมการกำกับฯชุดนี้จะมีหน้าที่คอยตรวจสอบว่า กฟผ.มีเหตุผลอันสมควร ในการขึ้นราคาค่าไฟหรือไม่ ไม่ใช่ "มั่ว" ต้นทุนขึ้นมาแล้วขึ้นค่าไฟกันครึ่ดๆ เพราะต้องการทำกำไร เอาเงินไปจ่ายปันผล หรือขยับราคาหุ้น กฟผ.ในตลาดหลักทรัพย์

ส่วนของ "นักลงทุน" คณะกรรมการกำกับฯชุดนี้ ก็จะคอยดูแลว่า เมื่อมีข้อมูลต้นทุนสูงขึ้นจริง ก็สมควรจะกำหนดค่าไฟที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ กฟผ.ปลอดจากการแทรกแซงเรื่องค่าไฟจากรัฐได้

ฉะนั้น ในการโรดโชว์ต่างประเทศ นายไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการ กฟผ. ต้องตอบคำถามนักลงทุนต่างประเทศ ที่ยิงมาเป็นชุดเกี่ยวกับคณะกรรมการกำกับฯชุดนี้ว่าจะมีการแต่งตั้งเมื่อไหร่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง เพราะเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้าซื้อหุ้น กฟผ.มาแล้ว ขึ้นค่าไฟตามต้นทุนไม่ได้ ก็มีโอกาสเจ๊ง

แต่ถ้าจะให้เขาซื้อ ก็ไม่เป็นไร แต่ต้องขายหุ้น กฟผ.ในราคาถูกๆ

เพราะฉะนั้นราคาหุ้นที่โรดโชว์อยู่ และหวังว่าจะได้ราคาที่สูงกว่า 30 บาท กลับยึกยักอยู่แค่ 25-28 บาท ซึ่งนับว่าถูกมาก เมื่อเทียบกับสินทรัพย์นับแสนล้านบาทที่มีอยู่

แต่จนแล้วจนรอด รัฐบาลก็ยังไม่มีทีท่าจะตั้งคณะกรรมการกำกับฯชุดนี้ขึ้นมา

แถมจะมั่วๆ ไปใช้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เสียอย่างนั้นแหละ

ทั้งที่คณะกรรมการกำกับฯที่ต้องตั้งภายใต้พระราชบัญญัติประกอบกิจการไฟฟ้านั้น จะประกอบด้วยบุคคลที่ "เป็นกลาง" ไม่ใช่ "นักการเมือง" !!

ความไม่พร้อมที่ว่านี่เอง ส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อหุ้น "กฟผ." ในทางที่ไม่สู้ดีนัก

ยิ่งได้เห็นตัวอย่างการเข้ามาแทรกแซงการดำเนินงานของ "ปตท." ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในตลาดหุ้นเหมือนกัน ที่บังคับให้ "ปตท." ลดราคาก๊าซธรรมชาติให้แก่ กฟผ. เพื่อจะได้ไม่ต้องขึ้นค่าไฟ เพราะต้องการลดแรงต้านในการนำหุ้น กฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์

ราคาหุ้น ปตท.ก็ร่วงติดต่อกัน 3-4 วันทันที

ความกังวลที่ว่า ก็เลยเลยเถิดไปถึงหุ้น "กฟผ." ด้วย จนขณะนี้คาดคะเนกันในหมู่โบรกเกอร์แล้วว่า ราคาหุ้น "กฟผ." หลังเข้าตลาดหุ้นก็อาจจะรูดลงแบบเดียวกับที่ "ปตท." เจอ

ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ที่คิดว่าหุ้น กฟผ.จะเข้ามาปลุกตลาดหุ้นให้คึกคัก ก็จะกลายเป็นฉุดตลาดหุ้น "คว่ำไม่เป็นท่า" แทน

รวมทั้งยังมีเรื่อง "ความรู้สึก" ของประชาชนเจ้าของประเทศควบรวมเข้ามาอีก เมื่อสังเกตจากโพลที่จัดทำโดย ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ที่มองเรื่องการนำหุ้น "กฟผ." เข้าตลาด เป็นแง่ "ลบ" โดยส่วนใหญ่

โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า "เป็นการขายสมบัติของชาติ" ที่มีความเห็นมากถึง 55.7%

ณ เวลานี้ ปัญหาของหุ้น "กฟผ." จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการที่ถูกยื่นเรื่องที่ศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น

แต่ยังมีเรื่องของความ "พร้อม" อีกด้วย

เป็นความพร้อมที่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟและนักลงทุนโดยเฉพาะ!!

หน้า 20