หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
Game Theory อยู่รอบตัว

อาหารสมอง วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1317

ผู้ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2005 ได้แก่ Thomas Schelling แห่ง University of Maryland และ Robert Aumann แห่ง Hebrew University of Jerusalem ทั้งสองได้รับรางวัลก็เพราะเป็นผู้พัฒนาความรู้ในเรื่องที่เรียกว่า Game Theory และนำมาประยุกต์ใช้ในโลกจริง ข้อเขียนในวันนี้จะยังไม่พูดถึงการรับรางวัลโนเบิลดังกล่าว แต่ขอยกตัวอย่าง Game Theory ในโลกจริงมาเล่าสู่กันฟังเป็นพื้นไปก่อน

ท่านผู้อ่านอาจจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อไม่กี่ปีนี้ก็มีนักเศรษฐศาสตร์อีกคนได้รางวัลโนเบิลเพราะพัฒนา Game Theory เช่นกัน (ความลับที่ว่านักเศรษฐศาสตร์มันบ้อภูมิศึกษาเรื่องซ้ำซากได้ถูกเปิดเผยขึ้นมาแล้ว?) ถูกต้องครับ John Nash เป็นผู้ได้รับรางวัลใน ค.ศ.1994 และมีผู้เอาชีวิตของเขาไปทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง A Beautiful Mind ไงครับ Nash เพี้ยนอยู่เป็นเวลานับสิบๆ ปี แต่ก็ได้ทิ้งผลงานสำคัญไว้ให้โลก

Game Theory ร้อนแรงในเศรษฐศาสตร์ เพราะยิ่งศึกษามากเข้าก็ยิ่งเห็นว่าความรู้ที่ได้จากเรื่องนี้มีส่วนช่วยโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากชีวิตประจำวันของมนุษย์ผูกพันกับ Game Theory อยู่ตลอดเวลา ถ้าใครเข้าใจก็สามารถนำมาประยุกต์ ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

Game Theory เกิดขึ้นในสาขาคณิตศาสตร์ นักวิชาการที่เอาเรื่องของเกมส์การแข่งขันและสงครามมาศึกษาเป็นเรื่องเป็นราวคือ John Von Neumann และ Oskar Morgenstern ในปี ค.ศ.1944 และต่อมาก็มีผู้ต่อยอดเอามาประยุกต์ในหลายสาขาวิชา เศรษฐศาสตร์เป็นสาขาที่เอามาประยุกต์มากที่สุด

ความจริงอันหนึ่งที่เป็นฐานของการศึกษาเรื่องดังกล่าวก็คือว่าตราบใดที่มีความขัดแย้งและความร่วมมือระหว่างมนุษย์แล้ว จะมีแง่มุมของ Game Theory เข้ามาเกี่ยวพันอยู่ด้วยเสมอ ในโลกเราที่มนุษย์เกี่ยวโยงกันจนแทบจะพูดได้ว่า ในน้อยเรื่องมากๆ ที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถที่จะกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง มนุษย์ทุกคนต่างส่งผลกระทบต่อมนุษย์คนอื่นเสมอ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และไม่มากก็น้อย

ยกตัวอย่างง่ายๆ มนุษย์คนหนึ่งเติบโตขึ้นมา จะเป็นคนอย่างไร สร้างสรรค์หรือทำลาย ล้วนเป็นผลพวงจากการกระทำของมนุษย์คนอื่นๆ แทบทั้งสิ้น ตนเองสามารถมีส่วนกำหนดขึ้นมาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าพ่อแม่ละเลยทิ้งให้อดอาหารก็จอดไม่ต้องแจวไปเรียบร้อยนานแล้ว ถ้าพ่อแม่ดูแลเอาใจใส่เลี้ยงลูกในทางที่ถูก ปู่ย่าตายาย ญาติๆ ครู กระทำในสิ่งที่สมควรร่วมกัน ตัวเขาเองมีประสบการณ์ที่ดีจากโลกที่มนุษย์คนอื่นๆ ร่วมสร้างขึ้น และตัวเขาก็สนองตอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมแล้ว เขาก็จะเป็นคนที่มีคุณค่าต่อโลก

Game Theory เริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่ว่าผลที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลพวงจากการกระทำที่เป็นไปได้หลายทางของตนเอง ร่วมกับการกระทำในลักษณะต่างๆ ของคนอื่น เช่น ถ้าเด็กคนหนึ่งมีสิ่งแวดล้อมดีแต่ตัวเขาไม่เอาไหน ผลก็ออกมาอย่างหนึ่ง หรือถ้าเกิดพ่อแม่ ญาติ และสังคมไม่สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีนัก แต่ถ้าเขาเป็นคนเอาไหน เขาก็อาจมีคุณค่าต่อสังคมได้ แต่ถ้าเขาก็ไม่เอาไหนด้วย ผลพวงที่เกิดขึ้นก็คือเป็นคนรกโลก

ตัวอย่างอื่นๆ ก็ได้แก่ การเล่นเป่ายิงฉุบ แต่ละผู้เล่นมี 3 กลยุทธ์คือออกกรรไกร หรือค้อน หรือกระดาษ กติกากำหนดว่าอะไรชนะอะไร ถ้าผู้เล่นฝ่ายหนึ่งคาดเดาใจอีกฝ่ายได้ว่าจะออกอะไร โอกาสชนะก็มีมากกว่าเล่นไปอย่างแกนๆ โดยไม่มีการวางแผน

หัวใจของ Game Theory ก็คือการวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ของกลยุทธ์เหล่านี้โดยชี้ให้เห็นผลพวง (outcome) อันเกิดจากกลยุทธ์ต่างๆ ที่แต่ละฝ่ายเลือกและมาเผชิญหน้ากัน เช่น ในเกมส์เป่ายิงฉุบ ถ้าทุกคนออกมือสลับกันไปมา อย่างไม่มีแบบแผนทั้งสองฝ่าย หากเล่นกัน 10 ครั้ง โอกาสที่แต่ละฝ่ายจะชนะก็คือ 5 ครั้ง แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งออกมือในลักษณะหนึ่งน้อยกว่าอย่างอื่น หากอีกฝ่ายทราบข้อมูลนี้ก็จะสามารถเอาชนะได้มากกว่า 5 ครั้งอย่างแน่นอน

ในชีวิตจริงเราจะเห็น Game Theory สอดแทรกอยู่เสมอ นับตั้งแต่เรื่อง (ก) สินค้าในตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (ราคาจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเขา "เล่น" กันอย่างไร ถ้าเขารวมหัวกันได้ ผู้บริโภคก็แย่) (ข) การเลี้ยงลูกที่พ่อแม่มีหลายกลยุทธ์ และลูกก็มีหลายกลยุทธ์ตอบโต้ (เลี้ยงแบบโบราณไม่ใช่เพื่อนของลูก หรือแบบเพื่อน หรือเลี้ยงแบบไข่ในหิน หรือเลี้ยงแบบให้ต่อสู้ชีวิต ลูกก็มีกลยุทธ์ในการตอบโต้ต่อกฎกติกาของพ่อแม่ เช่น ดื้อออกนอกแถว ยอมทำตามโดยดุษฎีภาพซึ่งผลพวงก็จะออกมาต่างกันไป)

(ค) การเลือกในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือคู่ชีวิตของบุคคลหนึ่ง เมื่อประกอบกันเข้ากับสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามเลือกกระทำ ก็จะทำให้เกิดผลพวงที่ต่างกันออกไป เช่น ถ้าฝ่ายหนึ่งแรงมาอีกฝ่ายก็แรงพอกันตอบไปทุกครั้ง อย่างนี้ outcome ก็คืออยู่ด้วยกันไม่ได้ ดังนั้น การเลือกที่เข้าใจปฏิสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นประโยชน์ ซึ่ง Game Theory มีประโยชน์ตรงช่วยคาดคะเน outcome ให้ได้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง

(ง) การเมืองระหว่างประเทศ เช่น ตอบสนองด้วยกลยุทธ์ที่เหมาะสมต่อกลยุทธ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาขัดแย้งระหว่างชาติได้ เช่น ไม่ตอบโต้กลยุทธ์ที่ลึกซึ้งของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยน้ำลายหรือคำพูดอันรุนแรง

ลองมาดูตัวอย่างเบาๆ ของ Game Theory ที่เคยเห็นจากภาพยนตร์กัน เรื่องแรกคือ Butch Cassidy and the Sundance Kid หนังคาวบอยคลาสสิคยุคเมื่อ 30 กว่าปีก่อนที่ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด เล่น ทั้งสนุกและตลก เรื่องก็มีอยู่ว่า Butch และ Sundance เป็นโจรปล้นรถไฟ และชอบปล้นรถไฟสายของ Mr.Harriman เป็นพิเศษ จนเจ้าของเอือมระอาว่าทำไมมันไม่ไปปล้นสายอื่นบ้าง จำเพาะเจาะจงแต่จะมารบกวนสายของเขา เขาจึงจ้างมือปืนมาคุ้มกันเป็นพิเศษ

หลังจากถูกตอบโต้จนเสียหายอย่างหนักจากมือปืนพิเศษที่จ้างมาคุ้มกัน Butch พูดอย่างโมโหว่า "ไอ้การคุ้มกันพิเศษแบบนี้มันทำให้เราเสียหายมากกว่าเงินที่ปล้นได้มาอีก ทั้งหมดนี้ก็เพราะไอ้บ้า Harriman อย่างนี้มันเป็นธุรกิจที่แย่มากๆ เราจะอยู่ในธุรกิจ (ปล้น) อย่างนี้ต่อไปได้นานอีกเท่าไหร่กันวะ ถ้าทุกครั้งที่ปล้น มันทำให้เราขาดทุน ถ้าไอ้งั่งนั่นมันเอาเงินที่จ้างมือปืนมาจ่ายให้เราตรงๆ ซะ อั๊วก็พร้อมที่จะเลิกปล้นโว้ย"

นี่คือสถานการณ์ของ Game Theory ชัดๆ Harriman และ Butch ต่างมีหลายกลยุทธ์ให้เลือก แต่ละกลยุทธ์ที่แต่ละฝ่ายเลือกและมาเผชิญหน้ากันก่อให้เกิดผลพวงที่ต่างกันออกไป กลยุทธ์ของทั้งสองที่ก่อให้เกิด win-win หรือได้ด้วยกันทั้งสองฝ่ายก็คือไม่มีการปล้นโดยจ้างให้ทั้งสองไม่มาปล้น เมื่อไม่มีการปล้นก็ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย รถไฟสายนี้ก็จะเป็นที่นิยม เงินที่จะเอาไปจ้างมือปืนก็เอามาให้ไอ้พวกปล้นนี้ไปซะเลย (เมื่อ Harriman เลือกไม่ได้เพราะมันจะปล้นแน่ๆ ก็จ่ายเงินไปตามระเบียบ) สองมือปล้นก็ได้เงินโดยไม่ต้องออกแรง กลยุทธ์นี้จึงเป็นทางออกที่เหมาะที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย

เรื่องนี้ฟังแล้วคุ้นๆ ไหมครับ การให้ค่าคุ้มครอง ค่าดูแล แก่ผู้ยิ่งใหญ่เพื่อไม่ให้ถูกรังแกไม่ว่าจากนอกเครื่องแบบ (รังแกแบบตรงๆ) หรือจากในเครื่องแบบ (รังแกผ่านอำนาจตามกฎหมาย) ก็คือกลยุทธ์ที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ win-win เหมือนที่กล่าวข้างต้นโดยให้ผลพวงซึ่งเป็นที่น่าพอใจแก่ทั้งสองฝ่าย

การต้องซื้อเสื้อขี่มอเตอร์ไซค์ราคาแพง (เป็นเสื้อสีที่ไม่สวยแต่มีราคาแพงเท่ากับเสื้อชั้นดีมียี่ห้อของต่างประเทศ) ก็คือกลยุทธ์ในอีกรูปแบบหนึ่งของ Game Theory สไตล์ Butch Cassidy กล่าวคือ ต้องจ่ายทั้งราคาเสื้อเพื่อ "Butch" จะได้ให้สิทธิขี่รถ และจ่ายเป็นรายเดือนเพื่อ "Butch" จะได้ไม่ "ปล้น" คนขี่ (Harriman) ก็แฮปปี้เพราะจะได้ทำงานสะดวกไม่ติดขัด หากไม่ให้ก็ต้องต่อสู้ด้วยตนเองหรือหาพรรคพวกมาช่วย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนแพงกว่าการซื้อเสื้อและจ่ายรายเดือน

Game Theory อยู่รอบตัวเราแม้แต่ที่บ้าน ลองคิดดูซิครับ สามีกลัวเมียทั้งหลายมีหลายกลยุทธ์ที่จะ "สู้" ภรรยา เช่น ถ้าเกิดหือภรรยาขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้น (บางคนไม่กล้าแม้แต่จะคิด) หรือถ้ายอมอยู่อย่างที่เคยเป็นมา อะไรจะเกิดขึ้น ส่วนใหญ่เมื่อคิดสะระตะดูแล้วก็มักเอียงเข้าสู่การต้องการความปกติสุข ดังนั้น ก็เลยยอมอยู่อย่างที่เคยเป็นมาต่อไป

และนั่นก็คือ solution หรือคำตอบสุดท้ายของเกมส์นี้สำหรับชายไทยจำนวนมากครับ

เครื่องเคียงอาหารสมอง

ภาษาอังกฤษมีสำนวนหนึ่งที่ว่า call a spade a spade ซึ่งหมายความถึงพูดอย่างตรงไปตรงมาตามความจริงที่เกิดขึ้น หรือพูดอย่างไม่อ้อมค้อม ไม่ใช้คำอื่นแทนคำที่ควรจะใช้จริง หรือพูดภาษาธรรมดากันแบบซื่อๆ ปัจจุบันในอเมริกาถือกันว่าเป็นสำนวนที่ไม่ควรใช้เพราะเกี่ยวพันกับเชื้อชาตินิยม (racist) หรือการดูถูกคนผิวดำในอเมริกา

ผมเองก็สงสัยมานานแล้วว่าไอ้ Spade ในสำนวนนี้มันหมายถึงโพธิดำในสำรับไพ่หรือเสียมขุดดิน ซึ่งเป็นสองความหมายของคำนี้ในภาษาอังกฤษ เมื่อได้รู้ว่าเขาไม่ใช้กันก็เลยเข้าใจว่า Spade ในที่นี้คือโพธิดำ

แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้พบหนังสืออ้างอิงเล่มหนึ่ง ("Posh" ของ Penguin Books ค.ศ.2000 หน้า 60) บอกว่าเป็นความเข้าใจผิดของคนอเมริกันเพราะสำนวนนี้มีที่มาซึ่งพิสูจน์ได้ว่า Spade ในสำนวนนี้หมายถึงเสียมขุดดินมากกว่าโพธิดำ

ผู้เขียนคือ Michael Quinion บอกว่าทั้งสองความหมายของ Spade มาจากคำเดียวกันในภาษากรีกคือ Spathe ซึ่งแปลว่าใบมีดยาวหรือใบพาย ในความหมายแรกคือชุดโพธิดำของสำรับไพ่มาจากภาษาอิตาลีว่า Spade ซึ่งหมายถึงดาบ (ไพ่ที่เป็นรูปในชุดโพธิดำจะถือดาบ) ส่วนความหมายที่สองที่แปลว่าเสียมมาจากรากศัพท์โดยตรง ซึ่งเสียมก็มีลักษณะของใบยาว

ถึงแม้จะรู้มากเกินไปว่าสำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงความดำจึงไม่ได้ดูถูกใคร แต่ในการใช้ก็จำต้องเป็นไปตามคตินิยมเพราะนั่นคือธรรมชาติของการใช้ภาษา

ใครจะไปรู้ ต่อไปข้างหน้า สุภาษิต "ตาบอดคลำช้าง" อาจเลิกใช้กันก็ได้เพราะถือว่าเป็นการดูถูกคนตาพิการ ถึงแม้ว่าจะยัง "คลำ" กันอยู่ทุกวี่ทุกวันในทุกภาคก็ตาม

น้ำจิ้มอาหารสมอง

All healing is self-healing.

(Albert Schweitzer)

การสมานแผล ฟื้นฟูจากความป่วยไข้และเจ็บปวด ล้วนเป็นสิ่งที่กระทำด้วยตัวของมันเองทั้งสิ้น

หน้า 20