หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
มองเอเชียตะวันออกจากเกียวโต (1)

โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1317

นักวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์ 60 คน จากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไทย จีน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวันและเวียดนาม มาร่วมประชุมกันกลางเดือนตุลาคม ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น การประชุมดังกล่าวเจ้าภาพคือ Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University ส่วนเจ้าภาพร่วมคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หัวเรื่องใหญ่ของการประชุมคือ Toward a new model of East Asia Society : Entrepreneurship and the Family

 

มองเอเชียตะวันออกจากเกียวโต

ทําไมจึงจัดประชุมเรื่องนี้และคุณูปการทางวิชาการของการจัดสัมมนาเรื่องนี้คืออะไร อย่างน้อยที่สุดเรากำลังมองเห็นความสนใจถึงพลวัตความเปลี่ยนแปลงของเอเชียตะวันออกในหลายๆ ด้าน ผมเองก่อนไปการประชุมครั้งนี้ก็ได้ความรู้ว่า นอกเหนือจากญี่ปุ่นซึ่งมักจะมองอะไรเป็นเชิงภูมิภาค ทั้งนี้เพราะที่ตั้ง ประวัติศาสตร์และพัฒนาการสำคัญของญี่ปุ่นทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ญี่ปุ่นและนักคิดของเขามักจะมองกว้าง มองเป็นภูมิภาคใหญ่ มองโลกภายนอกและ การมองหายุทธศาสตร์ใหญ่มาโดยตลอด

ที่น่าสนใจคือ ความตื่นตัวของการมองเป็นภูมิภาค การมองออกไปข้างนอก การมองหายุทธศาสตร์ใหญ่ในแวดวงวิชาการไทย และหน่วยงานทางด้านนโยบายในประเทศไทยก็กำลังมองกันเช่นนี้เหมือนกัน ผมทราบมาว่า กรมเจรจาการค้า กระทรวงพาณิชย์และคณาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ของไทยเราหลายท่านกำลังสนใจเรื่องนี้และทำงานวิจัยค้นคว้ากันอย่างขะมักเขม็น

ในที่ประชุมที่เกียวโต มีการนำเสนอในที่ประชุมถึงพัฒนาการสำคัญของเอเชียตะวันออกทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและเครือข่ายโดยมองเห็นว่า ระบบภูมิภาคนิยมในเอเชียตะวันออกมีการขยายตัวออกไปและกว้างขวางขึ้น รวมทั้งมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย กล่าวคือ

เกี่ยวกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกปรากฏโฉมออกมา ในแง่ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 1990 ในภาวการณ์เติบโตดังกล่าวมีการกล่าวถึง ความมหัศจรรย์แห่งเอเชียตะวันออก (East Asia Miracles) อย่างไรก็ตาม ยังมีการถกเถียงกัน เกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกทั้งในแง่ปัจจัยทางด้านกายภาพ ทุนมนุษย์และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้แนวทางการแทรกแซงโดยรัฐ (State Interventionism)

สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยบ่งชี้การเติบโตที่ไม่มีประสิทธิภาพ แม้แต่นักวิชาการญี่ปุ่นเช่น Prof. Yoshihara ซึ่งเคยอยู่มหาวิทยาลัยเกียวโต ก็วิพากษ์วิจารณ์การพัฒนาของเอเชียตะวันออกโดยใช้แนวคิด ทุนนิยมจำแลง หรือที่เขาใช้ภาษาอังกฤษว่า "ersatz capitalism" ในอีกด้านหนึ่งมีนักวิชาการญี่ปุ่นอีกท่านหนึ่งคือ ศาสตราจารย์ Sugihara เน้นความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้แรงงาน

อย่างไรก็ตาม ความมหัศจรรย์แห่งเอเชียตะวันออกถูกท้าทายอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจ 1997 ในช่วงเวลาของวิกฤตเศรษฐกิจ เอเชียตะวันออกถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อปัจจัยในทางลบต่างๆ นานาปรากฏออกมาสู่สายตาของชาวโลก เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปรากฏว่าชาติส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกนั้น การฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาลต่างๆ ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาล และบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งเคยสรรเสริญกันว่า เป็นกุญแจสำคัญของความมหัศจรรย์ของเอเชียตะวันออก กลับกลายเป็นถูกกล่าวขานว่า ปัจจัยการคอร์รัปชั่นเป็นตัวสร้างปัญหาต่อประเทศเหล่านี้

หน่วยงานสถาบันนานาชาติต่างๆ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก ต่างร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ และให้รายละเอียดว่า ระบบบัญชี สถาบันทางการเงินและกฎหมายของประเทศเหล่านี้ เช่น อินโดนีเซีย มีความอ่อนแอ และเป็นตัวสร้างความเปราะบาง ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ สถาบันระหว่างประเทศเหล่านี้ ต่างเรียกร้องให้ประเทศในเอเชียตะวันออกทั้งหลาย ทำการปฏิรูประบบ ธรรมาภิบาล และทำให้เกิดหลัก นิติธรรม

ถึงกระนั้นก็ตาม ทุกวันนี้แม้ความอ่อนแอเหล่านี้ยังคงปรากฏอยู่ แต่มีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งชี้ว่า ระบบเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกกำลังฟื้นตัว ในความเป็นจริงแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้วในบางประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่พวกเราที่มาประชุมร่วมกันต้องการจะแลกเปลี่ยนความรู้กันคือ เราต้องการจะศึกษาว่า ผู้ประกอบการ เครือข่ายผู้ประกอบการในเอเชียและความรุนแรงที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีผลอย่างไรหรือเป็นทิศทางใหม่ในพลวัตความเปลี่ยนแปลงเอเชียตะวันออกอย่างไร

กล่าวโดยย่นย่อ

ในแง่ ผู้ประกอบการ อะไรเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่เพียงแต่เอาตัวรอดในช่วงความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถบริหารจัดการรักษาเงินทุนของตน หรือแม้แต่การสร้างกำไรในสถานการณ์ยุ่งยาก โดยเพิ่มทั้งรายได้และทรัพยากรให้แก่พวกเขาได้

ในเวลาเดียวกัน ผู้ประกอบการในเอเชียตะวันออกมีเครือข่ายที่น่าสนใจด้วย เอเชียตะวันออกมีประสบการณ์ด้านการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาคโดยมีเป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจและตลาดเป็นหลัก แต่ไม่มีเป้าหมายการรวมกลุ่มทางการเมืองหรือรัฐบาลของประเทศนั้นมีการแทรกแซงเพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มกันอย่างในยุโรป

การรวมตัวกันในระดับภูมิภาคของเอเชียตะวันออกวางอยู่บนหลักการของอำนาจตลาด ซึ่งทำหน้าที่แสวงหาการขยายเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการและการรวมตัวทั้งทางด้านการผลิตและตลาด เงินทุน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และประชาชนเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญในการพัฒนาตลาดของเอเชียตะวันออก การพัฒนานี้นำมาซึ่งการเติบโตของคนชั้นกลางเอเชียตะวันออก ซึ่งเริ่มขึ้นในญี่ปุ่นในทศวรรษ 1960 ตามมาด้วยในเกาหลี ไต้หวันและสิงคโปร์ในทศวรรษ 1970 มาเลเซีย ไทยและอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ในทศวรรษ 1980 และจีนในทศวรรษ 1990

บรรดาคนชั้นกลางเอเชียตะวันออกเหล่านี้ได้สร้างตลาดขนาดใหญ่เพื่อรองรับสินค้าต่างๆ ที่พวกเขามีความต้องการคล้ายๆ กัน สินค้าเหล่านี้ ได้แก่สินค้าอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้ง สินค้าทางด้านวัฒนธรรมด้วยอันได้แก่ เพลง ภาพยนตร์และการ์ตูนที่มีการผลิตและจัดจำหน่ายกันอย่างกว้างขวางไปทั่วทั้งภูมิภาค

การบริโภคสินค้าเหล่านี้ในอีกด้านหนึ่งสร้างกิจกรรม และความเป็นจริงในการสร้างระบบภูมิภาคนิยม เพื่อให้เกิดตลาดมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งนี้เป็นเครื่องมือให้กับรัฐต่างๆ ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีหรือ Free Trade Agreements (FTAs) ซึ่งกันและกันของแต่ละประเทศและยังทำให้รัฐที่ว่านั้นก่อตัวชุมชนทางด้านเอเชียตะวันออกขึ้นมาด้วย

อย่างที่บอกมาแล้วตั้งแต่ตอนต้น พลวัตของเอเชียตะวันออกทั้งผู้ประกอบการ เครือข่ายธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แนวคิดภูมิภาคนิยม ข้อตกลงการค้าเสรีเป็นที่สนใจและต้องการการศึกษาค้นคว้าอีกมาก

อย่างน้อยที่สุด การมองกันจากเวทีประชุมที่เกียวโตก็มองแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย

หน้า 29


มองเอเชียตะวันออกจากเกียวโต (2)

โลกทรรศน์  อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1318

องค์ปาฐกสำคัญของกลุ่มเครือข่ายธุรกิจเอเชียนั้น ที่ประชุมได้รับเชิญจาก Prof. Dr. Gary G. Hamilton เขาเป็นศาสตราจารย์ทางด้านสังคมวิทยาและอยู่ที่ The Jackson School of International Studies, มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเราได้อ่านหนังสือที่เขาเป็นบรรณาธิการคือ Asian Business Networks ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1996 ผมจะไม่พูดถึงเนื้อหาที่เขาพูด

แต่อยากนำเสนอบางส่วนที่ที่ประชุมได้ถกเถียงกันเรื่อง เครือข่ายธุรกิจเอเชีย และความรุนแรงที่เป็นทางการและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

 

เครือข่ายธุรกิจเอเชีย

ทฤษฎีต่างๆ ของเครือข่ายธุรกิจเอเชียเน้นที่เครือข่ายต่างๆ เป็นสถาบันกลางของกิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เครือข่ายทางสังคมชนิดต่างๆ ของนักธุรกิจและผู้ประกอบการมักจะประกอบด้วยครอบครัว เพื่อนและกลุ่มคนที่มีความไว้วางใจ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานอย่างไรของเครือข่ายครัวเรือน เครือญาติและเครือข่ายชุมชน ตลอดจนความเข้าใจว่าเครือข่ายเหล่านี้กำหนดและควบคุมทรัพย์สินของกลุ่มและเครือข่ายของพวกเขาอย่างไร จากแง่มุมนี้ต่อจากนั้น เราสามารถตรวจสอบอาณาบริเวณทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก ที่ควบคุมอย่างกว้างขวางโดยครอบครัวที่เป็นเจ้าของธุรกิจได้

การศึกษาเรื่องเครือข่ายธุรกิจเอเชียจะศึกษาเพิ่มเติมทางด้านการค้าต่างประเทศ และการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานในภูมิภาค หรือการเคลื่อนไหวระหว่างภูมิภาคต่อภูมิภาคด้วยกัน นอกจากงานศึกษาที่ต้องการจะทำยังขยายไปในแง่มุมของการผลิต การค้าและการบริโภคของสินค้าทางด้านวัฒนธรรม ในเอเชียตะวันออก อันได้แก่ ดนตรีและสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศอันได้แก่ โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ระบบดิจิตัลราคาแพง ในภายหลังนี้มีการศึกษารถยนต์ประกอบในภูมิภาคเอเชียด้วย

ในแง่มุมของเครือข่ายธุรกิจเอเชียมีการค้นพบว่า ด้วยผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997ดูเหมือนว่าได้นำไปให้เห็นความสำคัญของเครือข่ายอีกหลายอย่างเช่น กลุ่มทางด้านศาสนา ขบวนการทางสังคม เครือข่ายของนักการเมือง เครือข่ายของกีฬาและวัฒนธรรมและเครือข่ายต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับกองทุนเอกชนที่ไหลเข้ามาในภูมิภาค ตลอดจนการใช้เงินกองทุนเหล่านั้น

ในที่ประชุมแห่งนั้น มีนักวิชาการที่ต้องการมองดูว่าเครือข่ายต่างๆ เหล่านั้นพัฒนาขึ้นมาอย่างไร และเครือข่ายเหล่านั้นมีอิทธิพลอย่างไร ต่อสังคมต่างๆ ในเอเชียตะวันออก ต่อจากนั้น นักวิชาการที่สนใจเรื่องเครือข่ายต้องการเห็นว่า พวกเขาจะเข้าร่วมศึกษาในพัฒนาการที่เหมือนๆ กันที่จะอนุญาตให้สร้างแนวทฤษฎีที่เป็นไปได้หรือแม้แต่ให้มี ความสำนึกภูมิภาคร่วมกัน

นอกจากนี้ มีการอ้างอิงถึง การศึกษาเรื่องการค้า "สินค้าดั่งเดิม" (traditional commodities) บางชนิดมีการสร้างเครือข่ายของตัวเอง ในภูมิภาคด้วย เครือข่ายของสินค้าดั่งเดิมเหล่านี้ มักจะต่อต้านเขตแดนที่เป็นทางการของรัฐ-ชาติอีกด้วย

มีการตั้งข้อสังเกตและต้องการจะศึกษาว่า การเคลื่อนย้ายประชาชนและสินค้าที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้นอย่างไร และมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ รัฐ-ชาติ ชาติและประชาชนอย่างไร

การเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์ และชาตินิยมเสริมสร้างความแข็งแกร่งหรือทำให้สินค้าและคนที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อ่อนแออย่างไร

 

ความรุนแรงที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

มีการพูดกันมากถึงอินโดนีเซีย แปลกจริงๆ ครับ นี่ไม่ใช่เป็นเพราะว่าอาจารย์ญี่ปุ่นรู้เรื่องอินโดนีเซียมากเท่านั้น แต่สังคมอินโดนีเซียยังเป็นตัวอย่างของการใช้ความรุนแรงทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

มีการศึกษากันมาพอควรชี้ให้เห็นว่า วิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมืองอินโดนีเซียได้กดดันให้ระบอบซูฮาร์โตสิ้นสุดลง และต่อจากนั้นอินโดนีเซียได้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจอย่างสำคัญ ถึงจะมีกระบวนการปฏิรูปเกิดขึ้นมากมายแต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาใหม่มากมายในอินโดนีเซียด้วย

สิ่งหนึ่งที่ปรากฏเห็นชัดเจนที่สุดคือ การแพร่กระจายของความรุนแรงไปในหลายๆ ชุมชนในอินโดนีเซีย มีนักวิชาการจำนวนมากอธิบายว่าสถาบันทางการเมืองเช่นทหารได้กลายเป็นสวรรค์ของการดำเนินการที่ผิดกฎหมายเหล่านั้น ผู้บังคับบัญชาทหารระดับท้องถิ่นขณะนี้ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้ายา และการตัดไม้ผิดกฎหมาย ด้วยความร่วมมือกับพรรคการเมือง และผู้นำชุมชนท้องถิ่น พวกผู้บัญชาการทหารเหล่านี้ได้กลายเป็นหน่วยคุมกันติดอาวุธ อย่างเป็นทางการของกลุ่มนักค้าของเถื่อนท้องถิ่น พวกนี้ใช้ความรุนแรงต่อศัตรูและป้องกันผลประโยชน์ของพวกเขา

แต่หลังยุคสิ้นสุดซูฮาร์โตหรือหลังยุคระเบียบใหม่ (post-New Order) ทหารบก ไม่ได้มีอำนาจผูกขาดการใช้ความรุนแรง แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว พรรคการเมืองกำลังจัดตั้งกองกำลังส่วนตัวของตัวเอง ในขณะที่ พวกโจรได้รวบรวมพวกกลุ่มอิทธิพล หรือมาเฟียของตัวเองเพื่อควบคุมการเมืองท้องถิ่นและบ่อยครั้งเพื่อใช้ความรุนแรง

ในอดีตความรุนแรงถูกควบคุมโดยระบอบอำนาจนิยม แต่เมื่อความรุนแรงเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ลดน้อยลง ฐานทางด้านอำนาจนิยมของระบอบจึงเริ่มลดลง

ในยุคใหม่นี้สถาบันต่างๆ และกลุ่มต่างๆ ได้อ้างสิทธิในการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน และในหลายกรณีได้รับการรับรองจากกองทัพ

น่าสนใจทีเดียว มีการตั้งข้อสังเกตว่า ความรุนแรงทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะอินโดนีเซีย ในความเป็นจริง เป็นปรากฏการณ์เหมือนๆ กันในที่อื่นๆ ในเอเชียตะวันออก กลุ่มนักเลงท้องถิ่นคุมการเมืองท้องถิ่น ในขณะที่ในประเทศไทย ทหารบกพยายามก่อการรัฐประหารเพื่อล้มรัฐธรรมนูญเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อทศวรรษ 1990 นี่เอง อุตสาหกรรมการลักพาตัวเกิดขึ้นในฟิลิปปินส์และกลุ่มอันธพาลชาวจีนคุมพวกแรงงานที่อยู่ในกิจการเหมืองแร่และท่าเรือในมาเลเซีย บริษัทธุรกิจญี่ปุ่นหลายแห่งยังคงไว้วางใจให้กลุ่มอันธพาล จัดการควบคุมการประชุมทั่วไปของกลุ่มผู้ถือหุ้นบริษัท จนกระทั่งถึงช่วงกลางทศวรรษ 1990 นี่เอง

มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งสนใจและต้องการศึกษาว่า ความรุนแรงได้แพร่กระจายไปทั่วเอเชียตะวันออกอย่างไร นี่เป็นผลของความอ่อนแอของระบอบอำนาจนิยม หรือโลกภิวัตน์และกระบวนการเป็นประชาธิปไตย ไม่ให้ความสำคัญอำนาจของกลุ่มพวกใช้ความรุนแรง เราจะสามารถกำจัดการใช้ความรุนแรง หรือรัฐจะกลับฟื้นคืนอำนาจผูกขาดเหนือการใช้กำลังบังคับได้อย่างไร ชุมชนต่างๆ ตอบสนองต่อความรุนแรงด้วยวิธีการที่แตกต่างกันอย่างไร

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการหยิบยกประเด็นในที่สัมมนาถึงหัวข้อที่สำคัญอีกอันหนึ่งว่าด้วย การประท้วงทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงของระบอบการเมือง

แทบไม่น่าเชื่อ เอเชียตะวันออกในยุคปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ขัดแย้งกันเอง ด้านหนึ่ง เป็นพลวัตของผู้ประกอบการและเครือข่ายทางธุรกิจในเอเชีย ผู้ประกอบการในภูมิภาคนี้สร้างบริษัทขนาดใหญ่ของเขาขึ้นมา จากครอบครัว และมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเครือข่ายครอบครัว ภาษา นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายของเพื่อนที่ใกล้ชิด โรงเรียน นอกจากนี้ การผลิต การตลาดยังถูกสร้างขึ้นมาและพัฒนาไปเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม เช่น ดนตรี ภาพยนตร์และการ์ตูน มาในระยะหลัง การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก ที่กำลังก่อตัวขึ้นก็เกิดจากเครือข่ายเหล่านี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว เป็นความร่วมมือทางด้านตลาด การผลิตมากกว่าจะมีแรงบันดาลใจให้เกิดความร่วมมือทางการเมือง

ในเวลาเดียวกัน เมื่อระบอบอำนาจนิยมสิ้นสุดลงในอินโดนีเซียและอ่อนตัวลงในมาเลเซีย ความรุนแรงที่เกิดจากอำนาจท้องถิ่นที่ มาจากการแบ่งสรรผลประโยชน์จากสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างพรรคการเมือง นักการเมืองท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อตัวขึ้น การใช้ความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเพียงอย่างเดียว เหมือนในสมัยก่อนเปลี่ยนไป

ที่น่าสนใจ ความรุนแรงอย่างไม่เป็นทางการจากเจ้าพ่อท้องถิ่น ของพรรคการเมืองระบาดไปทั่วฟิลิปปินส์ และเริ่มปรากฏให้เห็นในประเทศไทยในหลายๆ ท้องที่ ทั้งๆ ที่ฟิลิปปินส์และไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กระบวนการเป็นประชาธิปไตยพัฒนาไปค่อนข้างดี อีกทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจดีกว่าประเทศอินโดนีเซีย

ภาพที่ซ้อนกันของความเจริญทางเศรษฐกิจ เครือข่ายทางธุรกิจเอเชียของผู้ประกอบการในยุคโลกาภิวัตน์ กับความรุนแรงทางการเมืองจากเจ้าพ่อท้องถิ่น นักการเมืองและพรรคการเมืองเป็นภาพที่ต้องการการศึกษาค้นคว้า จากนักวิชาการที่เข้าร่วมประชุมกัน

หน้า 33


มองเอเชียตะวันออกจากเกียวโต (ตอนที่ 3)

โลกทรรศน์  อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1319

ผมเองถูกจัดไปอยู่ในกลุ่ม ความรุนแรงที่เป็นทางการ (ไม่เป็นทางการ) และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม น่าแปลกนะกลุ่มของผมมีนักวิชาการเพียง 4 คน โดยเราต้องเรียนรู้และเสนอความรู้ด้านความรุนแรงที่เป็นทางการ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากเพียง 2 ประเทศคือ ประเทศไทยและอินโดนีเซีย แต่ก็นั่นแหละครับ แม้เราจะเป็นนักวิชาการกลุ่มน้อย พวกเราก็ได้ลองนำเสนอ ความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่น่าสนใจ เหมือนกับกลุ่มอื่นๆ เช่นกลุ่ม ผู้ประกอบการและกลุ่มศึกษาการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวเช่นกัน

ผมอยากจะยกตัวอย่าง อินโดนีเซีย

 

บทบาททหารในอินโดนีเซียที่เปลี่ยนแปลงไป

ในกลุ่มของเรา เราได้นักวิชาการชาวอินโดนีเซียที่ทำเรื่องการเมืองและบทบาททหารเป็นผุ้นำเสนอความคิดเห็น ท่านผู้นี้คือ Prof. Ikrar Nusa Bhakti จาก Research Center for Political Studies-The Indonesian Institute of Sciences เขาได้กล่าวถึงเป้าหมายการวิจัยของเขาเรื่อง ทัศนคติของทหารต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในอินโดนีเซีย

งานของนักวิชาการท่านนี้น่าสนใจครับ เพราะเป็นที่รู้ว่า ทหารในประเทศอินโดนีเซียมีความสำคัญและเป็นกลุ่มพลังทางการเมืองที่มีพลังมหาศาลนับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เขาได้ชี้ให้เห็นว่า หลังสิ้นสุดยุคซูฮาร์โต พลังของทหารและทัศนคติของทหารในอินโดนีเซียกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจทีเดียว

กล่าวอย่างย่นย่อ บทบาททหารในประเทศอินโดนีเซียมีความสำคัญต่อการเมือง เศรษฐกิจและสังคมมานาน นอกจากยุคการกอบกู้เอกราชในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว จุดเริ่มต้นสำคัญอีกช่วงหนึ่งคือ ช่วงทศวรรษ 1950-1960 ช่วงเวลาดังกล่าว มีกลุ่มกบฏในภูมิภาคต่างๆมากมาย เช่น ใน อาเจห์ กลุ่มเคลื่อนไหวในชวาตะวันตก กลุ่มกบฏในสุมาตราตะวันตกและสุลาเวสีตอนใต้

ภายใต้สถานการณ์ก่อการกบฏในภูมิภาคต่างๆ กลุ่มทหารบางกลุ่มในกองทัพอินโดนีเซีย มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการกบฏ ตามกฎอัยการศึกซึ่งผลักดันโดยประธานาธิบดี ซูการ์โนในปี 1957 ทำให้กองทัพอินโดนีเซียโดยเฉพาะกองทัพบกมีบทบาทครอบงำเหนือกว่าทหารกลุ่มอื่นๆ โดยทำหน้าที่ไม่เพียงแต่คอยปราบปรามกลุ่มกบฏเหล่านั้นแล้ว ทหารบกยังมีบทบาททางด้านสังคมและการเมืองด้วย

Prof. Ikrar อธิบายว่า นับตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมา ทหารแห่งกองทัพอินโดนีเซียไม่เป็นทั้งไม้ตายซากทางการเมือง และไม่เป็นผู้ยึดอำนาจรัฐและดำรงตำแหน่งผู้ปกครองเสียเอง ทหารของอินโดนีเซียได้แสดงบทความสำคัญทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองในอินโดนีเซียโดยทำหน้าที่เป็น ทวิภาคหรือ Indonesian Military Dual Functions หรือที่เรียกกันเป็นภาษาอินโดนีเซียว่า Dwi-Fungsi ABRI (อันที่จริงแล้ว คำๆนี้เป็นคำเรียกของพลเอก Nasution ที่ใช้เรียกทหารอินโดนีเซียในปี 1958 ว่า The middle Way)

นับตั้งแต่นั้นมา โดยการเปิดโอกาสของประธานาธิบดีซูการ์โน ทหารอินโดนีเซียกลายเป็น ทหารการเมือง (Political Army หรือ Tentara Politik ในภาษาอินโดนีเซีย) และทหารธุรกิจ (Business Army หรือ Tentara Niaga ในภาษาอินโดนีเซีย) เมื่อรัฐบาลดำเนินนโยบายยึดบริษัทการค้าของดัชท์ตามนโยบาย การทำให้เป็นของชาติ (nationalization) นายพันแห่งกองทัพอินโดนีเซียทั้งหลายได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการหรือผู้อำนวยการบริษัทการค้าเช่น บริษัททำไร่ขนาดใหญ่ บริษัทนำสินค้าเข้าและส่งสินค้าออกและบริษัททำเหมืองแร่

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่การสิ้นสุดยุคประธานาธิบดี ซูฮาร์โต คือ หลังการลงจากอำนาจในปี 1998 อินโดนีเซียก้าวเข้าสู่ช่วงใหม่ของยุคปฏิรูป (reform era) เป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยม (authoritarianism) เข้าสู่ยุคจรรโลงระบอบประชาธิปไตย ในช่วงเวลานี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในระบบการเมืองอินโดนีเซีย เช่น

ประการที่ 1 มีการนำเสนออีกครั้งหนึ่งเพื่อให้มีการปกครองส่วนภูมิภาคที่เป็นอิสระ และอิสระในการกระจายทรัพยากรธรรมชาติโดยมีกฎหมาย เลขที่ 22/1999 และกฎหมายเลขที่ 25/1999

ประการที่ 2 มีการนำเสนออีกครั้งหนึ่งให้จังหวัดอาเจห์มีสถานะอิสระพิเศษ ตามกฎหมายเลขที่ 18/2001 และให้จังหวัดปาปัวมีสถานะอิสระพิเศษ

ประการที่ 3 มีการเสนอการเลือกตั้งทางตรงต่อตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีใน 2 ขั้นตอนคือ เดือนกรกฎาคมและกันยายน

ประการที่ 4 มีการเลือกตั้งโดยตรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายปกครองระดับจังหวัด และระดับนคร

ประการที่ 5 ถอดถอนบทบาททหารและตำรวจจากการเมือง นอกเหนือจากนั้นโดยผ่านกฎหมายเลขที่ 34/2004 ของทหาร ทหารอินโดนีเซียได้ยกเลิกกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆของตัวเองด้วยซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงสิ้นปี 2009

Prof. Ikrar ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก หลังสิ้นสุดยุคซูฮาร์โตเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการยุติบทบาททางการเมืองของอินโดนีเซีย การก่อการกบฏต่างๆในอาเจห์ จากกิจกรรมกึ่งทหารของทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอินโดนีเซียที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานสำคัญยิ่งทางยุทธศาสตร์อันได้แก่ บริษัทต่างประเทศในปาปัว เช่น Freeport หรือในอาเจห์ เช่นบริษัท Exxon Mobile มาเป็นกิจกรรมทางด้านการเมืองและการทูต

หรือกล่าวอีกด้านหนึ่ง Prof. Ikra ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอินโดนีเซียยอมรับความจริงว่า รัฐบาลไม่สามารถจัดหาเงินเพื่อใช้จ่ายเงินของสาธารณะเป็นหมื่นๆ ล้านรูเปียร์ หรือใช้เงินงบประมาณของรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาการก่อการกบฏในทั้งอาเจห์ ปาปัวและที่อื่นๆได้อีกต่อไป

เขาได้ยกตัวอย่างว่า ระหว่างการบริหารประเทศของท่านประธานาธิบดี เมกกาวาตี รัฐบาลอินโดนีเซียพยายามยุติความขัดแย้งในอาเจห์ทั้งด้วยการทุ่มความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม และการตกลงยุติการใช้มาตรการรุนแรงระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียกับกลุ่มกบฏอาเจห์ แต่แนวทางทั้งสองแนวทางประสบความล้มเหลวที่จะสร้างสันติภาพในอาเจห์ เพราะว่า ทั้งทหาร ตำรวจและกลุ่มกบฏอาเจห์ต่างละเมิดข้อตกลงต่างๆ

หลังจากที่ Susilo bambang Yudhoyono ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีและ Jusuf Kalla ได้รับเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดี รัฐบาลพยายามนำเสนอการเจรจาอีกครั้งหนึ่งต่อกลุ่มกบฏอาเจห์ การดำเนินการเจรจาของรัฐบาลต่อหัวหน้ากลุ่มกบฏอาเจห์กระทำขึ้นทั้งในอาเจห์และประเทศสวีเดน โดยบุคคลที่เป็นตัวแทนของแต่ละฝ่ายในช่วงปลายเดือน ตุลาคมถึงกลางเดือน ธันวาคม 2004

คำถามในการวิจัยที่นักวิจัยชาวอินโดนีเซียอยากจะศึกษาแล้วลองเสนอในที่ประชุมครั้งนี้คือ ประการที่ 1 ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียและกลุ่มกบฏอาเจห์ได้กลายเป็นก้าวใหม่ เพื่อยุติความขัดแย้งในอาเจห์และจะกลายเป็นรูปแบบเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองในปาปัวหรือไม่

ประการที่ 2 ข้อตกลงที่ทำขึ้นยังทำให้เกิดระบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นในอินโดนีเซียหรือไม่ ข้อสังเกตของนักวิชาการอินโดนีเซียท่านนี้ ยังไปไกลถึงกับตั้งคำถามต่อรูปแบบความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นในอินโดนีเซีย ว่าจะทำให้เกิด รูปแบบ หนึ่งประเทศ สองระบบ (A One Country, Two System) แบบประเทศจีนหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า รูปแบบใหม่นี้อาจจะไกลเกินความเป็นจริงเพราะว่า หนึ่งประเทศ สองระบบของจีนคือ ความแตกต่างทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจ ระหว่างสังคมนิยมกับประชาธิปไตย ไม่ใช่ระยะห่างทางด้านพื้นที่ อำนาจการบริหารและความเจริญของภูมิภาคต่างๆในอินโดนีเซียซึ่งไม่เหมือนจีนเลย

สิ่งที่สำคัญคือ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและแนวคิดสังคมเอเชียตะวันออก บางสังคมในเอเชียตะวันออกการใช้ความรุนแรงทางการเมืองยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น อีกทั้งแนวคิดการกระจายอำนาจจากส่วนกลางและการมีส่วนร่วมทางการเมืองยังไม่ถูกนำไปใช้และส่งผลในทางปฏิบัติจริงๆ

นั่นหมายความว่า ยังมีโจทย์อีกหลายโจทย์ที่ต้องตอบในเอเชียตะวันออกและต้องมองกันอีกยาวไกล

หน้า 29