หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เบอร์แนงกี้ Inflation Targeting และเฟดในอนาคต

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย รศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย   ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3739 (2939)

นับว่าเป็นข่าวใหญ่ของวงการการเงินโลกเลยทีเดียว เมื่อ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ประกาศเลือก นายเบน เบอร์แนงกี้ (Ben Bernanke) มาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (หรือเฟด) ต่อจาก นาย อลัน กรีนสแปน ที่จะหมดวาระประธานลงในเดือนมกราคมปีหน้านี้

นายเบอร์แนงกี้เป็นนักวิชาการจากหอคอยงาช้างที่ก้าวลงมาคลุกคลี เกลือกกลั้วกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง เดิมนั้นเขามีตำแหน่งทางวิชาการเป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ ในมหาวิทยา ลัยชื่อดังของโลกอย่างมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และมหาวิทยาลัยสแตนดŒฟอร์ด มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำมากมาย และมีส่วนสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ด้านการเงิน (monetary economics) โดยงานวิจัยของเขา (ซึ่งมีทั้งงานด้านทฤษฎี และด้านงานศึกษาเชิงประจักษ์) ช่วยให้นักวิชาการในสาขานี้ ได้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้นถึง ประสิทธิภาพ ขอบเขตข้อจำกัด ของการดำเนินนโยบายการเงิน

นายเบอร์แนงกี้ผันตัวเองมาเป็น "ผู้ปฏิบัติ" เมื่อเข้ามารับตำแหน่งกรรมการนโยบายการเงินของเฟดเมื่อ 3 ปีก่อน ในปัจจุบันนายเบอร์แนงกี้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาวอีกด้วย

เป็นที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งเมื่อพบว่า ภายหลังจากที่ข่าวการเสนอชื่อนายเบอร์แนงกี้ได้แพร่ออกไปในช่วงก่อนเที่ยงของวันที่ 24 ตุลาคมนั้น ตลาดการเงินกลับมีการตอบสนองต่อข่าวนี้ในทิศทางที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นว่า นายเบอร์แนงกี้จะสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อ นสหรัฐฯ ได้ดีเทียบเท่ากับนายอลัน กรีน สแปน ทัศนะของตลาดการเงินต่อประธานเฟดคนใหม่ ได้สะท้อนอยู่ในอัตราดอกเบี้ยระยะยาว (ที่อ้างอิงได้จากราคาพันธบัตรที่มีกำหนดไถ่ถอนภายในระยะเวลาสองปีขึ้นไป ที่ทำการซื้อขายกันในวันนั้น) มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างมองว่าเป็นการปรับเพิ่มของดอกเบี้ย ตามการคาดคะเนว่า อัตราเงินเฟ้อในอนาคตจะสูงขึ้นกว่าในปัจจุบันนี้

เหตุที่ผู้เขียนมองปรากฎการณ์ในตลาดการเงินว่าเป็นเรื่องน่าแปลก เพราะ เป็นที่ทราบกันดีว่านายเบอร์แนงกี้นั้น สนับสนุนแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบ inflation targeting ซึ่งต่างฝ่ายก็พากันคาดหมายว่า นายเบอร์แนงกี้ น่าจะนำเอาแนวทางนี้มาปฏิบัติ เมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานเฟด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง อัตราเงินเฟ้อในอนาคต ย่อมน่าจะอยู่ในระดับที่ไม่สูงเท่าใดนัก

inflation targeting ในอดีตนั้น นักเศรษฐศาสตร์เคยเข้าใจกันว่า รัฐบาลหรือธนาคารกลาง สามารถใช้นโยบายการเงิน เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญทางเศรษฐ กิจได้นานัปการ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการจ้างงาน (เพื่อลดความผันผวนทางเศรษฐกิจ) การสร้างเสถียรภาพในระดับราคา (โดยการควบคุมอัตราเงิน เฟ้อ) หรือแม้แต่ช่วยให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

แต่จากการศึกษาวิจัยจำนวนมาก นักเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันต่างมีฉันทามติร่วมกันแล้วว่า นโยบายการเงินนั้นสมควรที่จะใช้ เพียงเพื่อการรักษาเสถียรภาพในระดับราคา "ในระยะยาว" เท่านั้น นโยบายการเงินไม่สมควรถูกใช้ เพื่อหวังผลในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคระยะสั้นแต่อย่างใด

ฉันทามติในปัจจุบันนี้แตกต่างจากยุคสมัยที่นักเศรษฐศาสตร์มหภาคแนวเคนส์ (หรือพวก Keynesians) เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ในยุคสมัยนั้น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า มีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างอัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงาน ที่พวกเขาสามารถเอามาใช้ประโยชน์ในการกำหนด หรือบริหารเศรษฐกิจมหภาคได้

กล่าวคือ อัตราเงินเฟ้อกับอัตราการว่างงาน จะมีความสัมพันธ์ที่ผกผัน ตรงกันข้ามเสมอ กลไกที่ทำให้เงินเฟ้อ กลายเป็น "เครื่องมือ" สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็คือ แนวคิดที่ว่าค่าแรงที่นายจ้างตกลงไว้กับลูกจ้างนั้น มักไม่ปรับตามภาวะเงินเฟ้อได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากแรงงานอาจมีการตกลงค่าแรงในรูปตัวเงิน (หรือที่เรียกว่า nominal wage) ไว้ล่วงหน้ากับนายจ้างแล้ว เมื่ออัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มสูงขึ้น นายจ้างจะพบว่าต้นทุนในการจ้างแรงงานถูกลง เมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น (กล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินเฟ้อทำให้ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงหรือ real wage ลดลง) ดังนั้นจึงมีความต้องการจ้างแรงงานมากยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดผลต่อเนื่องสู่การผลิต และการใช้จ่ายต่อไป

แต่ยังมีนักเศรษฐศาสตร์ต่างสำนัก โดยการนำของสองนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลจากมหาวิทยาลัยชิคาโก อันได้แก่ ศาตราจารย์ มิลตั้น ฟรีดแมน และศาตราจารย์โรเบิร์ต ลูคัส ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพวก Keynesians และเชื่อว่าการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเช่นนี้ จะมีผลในเชิงบวกต่อการจ้างงาน และการผลิตเพียงในระยะเวลาสั้นๆ แต่จะก่อให้เกิดผลในทางลบต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะยาวมากกว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแรงงานนั้นเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เนื่องจากมีสวัสดิการลดลงจากการที่ค่าแรง ไม่สามารถปรับตามเงินเฟ้อได้ทัน แรงงานจะต้องมีการปรับการคาดคะเนอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว หากต้องทำการตกลงค่าจ้างที่เป็นตัวเงินกับนายจ้างอีกครั้ง

การปรับการคาดคะเนของแรงงานนี่เอง ที่จะเป็นตัวทำให้ผลของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายบังเกิดผลในเชิงบวก ต่อระบบเศรษฐกิจเพียงในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเมื่อค่าแรงที่เป็นตัวเงินปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ นายจ้างจะไม่ต้องการจ้างแรงงานมากดั่งเคย เพราะค่าแรงที่ปรับขึ้นมานั้นทำให้ต้นทุนการจ้างงานและต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น จนในที่สุดการจ้างงานและการผลิตจะปรับลดกลับมายังระดับแรกเริ่มก่อนการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย สิ่งที่ทำให้ดุลยภาพในท้ายที่สุดนี้ แตกต่างจากสถานการณ์ในตอนเริ่มแรกก็คือ ระบบเศรษฐกิจจะมีทั้งการว่างงานที่สูง ควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นกว่าเดิม

ฟรีดแมนและลูคัสชี้ให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของนโยบายการเงินในการที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่กระนั้นก็ดี ในแวดวงผู้กำหนดนโยบายการเงิน ต่างยังคงเชื่อว่า นโยบายการเงินยังสมควรถูกใช้เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอยู่ จวบจนกระทั่งฟินน์ คิดแลนด์ และเอ็ดเวิร์ด เพรสค็อตต์ สองนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2004 ได้ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของความพยายามดังกล่าว

คิดแลนด์ และเพรสคอตต์ แสดงให้เห็นว่าการที่ธนาคารกลางมีเป้าหมายทางเศรษฐกิจสองด้านในเวลาเดียวกันนั้น เป็นผลเสียมากกว่าผลดี กล่าวคือ หากธนาคารกลางต้องการที่จะลดความผันผวนในการจ้างงานและการผลิตในระยะสั้น พร้อมๆ กับพยายามที่จะควบคุมระดับราคาให้มีเสถียรภาพในระยะยาวแล้ว กลับจะเป็นตัวบ่อนทำลายประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน และทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้เป็นเพราะประชาชนต่างคาดคะเนว่า นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจะต้องถูกใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในยามที่ธนาคารเห็นสมควร (กล่าวอีกนัยหนึ่งคือใช้นโยบายการเงินแบบมี discretion) เมื่อใดก็ตามที่นโยบายนี้ถูกนำมาใช้ อัตราเงินเฟ้อในระบบจะปรับเพิ่มสูงขึ้น สาธารณชนที่คิดคาดการณ์อย่างมีเหตุมีผล (และด้วยความเข้าใจเป็นอย่างดีถึงกลไก ในระบบเศรษฐกิจ) จะสนองตอบต่อการดำเนินนโยบายดังกล่าว ในทิศทางที่ให้ผลหักล้างกับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องการให้เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้ธนาคารกลางขาดความน่าเชื่อถือ และการควบคุมอัตราเงินเฟ้อไม่มีประสิทธิภาพในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ นักเศรษฐศาสตร์ในยุคต่อมาจึงเรียกร้องให้ธนาคารกลาง แสดงเจตจำนงว่ามีเป้าหมายทางเศรษฐกิจ เพียงเป้าหมายเดียวนั่นคือ การควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่ต่ำ และเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการดำเนินนโยบายแบบ inflation targeting

ภายใต้การดำเนินนโยบายแบบ inflation targeting ธนาคารกลางจำเป็นต้องสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจอย่างชัดเจนถึง เป้าหมายเงินเฟ้อ (อัตราเงิน เฟ้อในระบบเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์) และเงื่อนไขในการปรับใช้เครื่องมือทางนโยบาย (นั่นคือจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เมื่อมีสัญญาณว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว กำลังจะหลุดไปจากเป้าหมายของธนาคาร) ซึ่งธนาคารกลางต้องมีการแถลงให้สาธารณชนทราบถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและข้อสรุปของการตัดสินใจอย่างสม่ำเสมอ

การดำเนินนโยบายการเงินจะเกิดความโปร่งใส ง่ายที่จะทำความเข้าใจ และสาธารณชนจะมั่นใจว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินแต่ละครั้งนั้น มิใช่เป็นไปตาม Discretion ที่หวังผลระยะสั้น แต่เป็นการปรับเปลี่ยนใดๆ ที่อยู่ภายใต้กรอบของเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวเสมอ เรียกได้ว่า inflation targeting เป็นเครื่องมือในการบริหารการคาดคะเน (expectation management) ของสาธารณชนเกี่ยวกับนโยบายการเงิน และอัตราเงินเฟ้อ

ในยุคสมัยของนายอลัน กรีนสแปนนั้น เฟดไม่เคยระบุเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงินแต่อย่างใด แม้ว่าทุกคนจะมีความเข้าใจตรงกันก็ตามว่า เฟดต้องการควบคุมเงินเฟ้อในระยะยาวให้อยู่ในระดับต่ำ กรีนสแปนกลับเลือกที่จะใช้ความคลุมเคลือและสร้างเงื่อนงำ นำพาให้ตลาดการเงินพากันคาดเดาไปต่างๆ นานาถึงสิ่งที่เฟดจะกระทำแทน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรีนสแปนเลือกที่จะถ่ายทอดทรรศนะของเขาผ่านทางวาทกรรมอย่าง irrational exuberance ที่สะท้อนถึงการเก็งกำไรในตลาดหุ้น แทนที่จะบอกว่า เฟดจะจัดการอย่างไรกับภาวะเศรษฐกิจขณะนั้น หรือระบุลงไปให้ชัดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เขาเห็นว่าเหมาะสมกับเป้าหมายเงินเฟ้อในระยะยาวในขณะนั้นเป็นเท่าไหร่

ผู้เขียนนิยมการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอันโปร่งใส ดังนั้นจึงมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เฟดภายใต้การนำของนายเบอร์แนงกี้ ผู้มีพื้นเพเป็นนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ชั้นดี จะเปลี่ยนไปจากเดิม และเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย

หน้า 2