หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ข้อมูลจีนที่น่าสนใจ

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10106

ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจีน สถิติข้อมูลจากจีนเป็นที่สนใจแก่ชาวโลกเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นที่รู้กันว่าความแม่นยำมีไม่มากนัก สาเหตุอาจมาจากคำจำกัดความ (เมืองจีนไม่มีคนว่างงาน มีแต่คนรองาน) วิธีการจัดเก็บข้อมูล ความจงใจให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง ฯลฯ ดังนั้น คนนอกประเทศจีนจึงพยายามเอาตัวเลขเหล่านั้นมาปรับปรุง เพื่อให้มั่นใจว่าสะท้อนความจริงมากขึ้น ข้อเขียนวันนี้มีบางตัวเลขเช่นว่านี้มานำเสนอ

(1) จีนเคยเป็นประเทศ "พัฒนาแล้ว" เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว ในขณะที่ประชาชนในหลายประเทศ "พัฒนาแล้ว" ในปัจจุบันยังอาศัยอยู่ในป่า ถ้าเทียบรายได้ต่อหัวของจีนกับประเทศยุโรปตะวันตกก็จะเห็นว่าใน ค.ศ.1000 รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนจีนสูงเป็น 1.1 เท่าของคนยุโรปตะวันตก และตกต่ำเรื่อยมาเกือบเป็นเส้นตรงจนถึง ค.ศ.1850 สัดส่วนดังกล่าวเป็น 0.5 และตกต่ำจนถึงจุดต่ำสุดประมาณ ค.ศ.1980 โดยมีสัดส่วนเป็น 0.1 และต่อมาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเป็น 0.2 ในปี ค.ศ.2005 หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าในปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนจีน เท่ากับร้อยละ 20 ของคนยุโรปตะวันตก (Jeffrey Sach, "The End of Poverty")

(2) นับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา สัดส่วนของประชากรจีนที่ยากจน (มีรายได้เฉลี่ยชนิดที่คำนวณโดย เอาค่าครองชีพนานาชาติไปพิจารณาด้วย ต่ำกว่าวันละ 1 เหรียญสหรัฐ) ลดลงจากร้อยละ 63 เป็นร้อยละ 18 ใน ค.ศ. 2001 และนับแต่ปี 1981 เป็นต้นมา รายได้ต่อหัว(ชนิดคำนึงถึงค่าครองชีพดังกล่าวแล้ว) เพิ่มจาก 750 เหรียญสหรัฐ เป็น 3,800 เหรียญสหรัฐ ในปี 2001 (Jeffrey Sach เล่มเดียวกัน)

รายได้ต่อหัวที่คำนวณโดยเอาค่าครองชีพไปพิจารณาด้วยนั้น เรียกว่า GDP Per Capita ตาม Purchasing Power Parity(PPP) กล่าวคือเป็นรายได้ต่อหัวที่ปรับตามค่าครองชีพมาตรฐานของโลก ซึ่งเป็นตัววัดอำนาจซื้อได้ดีกว่ารายได้ต่อหัว ที่ไม่คำนึงถึงค่าครองชีพดังกล่าว จีนอาจมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่ไม่สูงนัก แต่เมื่อค่าครองชีพต่ำหากเทียบกับนานาประเทศ รายได้ต่อหัวเฉลี่ยจึงถูกปรับตามค่าครองชีพของโลกให้สูงขึ้นอีกมาก ในขณะที่อีกประเทศหนึ่งรายได้เฉลี่ยต่อหัวอาจสูง แต่เมื่อค่าครองชีพสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ รายได้ต่อหัวเมื่อปรับตามค่าครองชีพของโลกจึงลดต่ำลง

(3) ถ้าดูโอกาสที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของจีนจะไล่ตามรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนยุโรปตะวันตกแล้ว มีคำพยากรณ์ว่า จากตัวเลขของปี 2005 ที่เป็นเพียงสัดส่วน 0.2 (จากข้อ (1)) ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 0.5 ในประมาณ ค.ศ.2060 หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าประมาณอีก 55 ปีจากปัจจุบัน รายได้เฉลี่ยของคนจีนจะเท่ากับครึ่งหนึ่ง ของรายได้เฉลี่ยของคนยุโรปตะวันตก (Jeffrey Sach เล่มเดียวกัน)

ข้อมูลจาก (1) ถึง (3) ชี้ให้เห็นว่าจีนประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างไม่ต้องสงสัย นับตั้งแต่ ค.ศ.1981 เป็นต้นมา รายได้เฉลี่ยของคนจีนสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่สัดส่วนของคนยากจนลดน้อยลง อย่างไรก็ดี ความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างคนจีนด้วยกันก็มากยิ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ

สิ่งที่เป็น "ค่าเฉลี่ย" นั้น มิได้บอกการกระจายว่าคนที่มีรายได้สูงนั้นมีอยู่มากเท่าใด และส่วนที่มีรายได้ต่ำนั้นมีอยู่มากเพียงใด ตัวเลขเฉลี่ยรายได้จึงเป็นตัวเลขที่แอบซ่อนความเหลื่อมล้ำไว้อย่างโหดร้าย

(4) รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนจีนในเมืองและชนบท(ชนิดไม่ปรับค่าครองชีพ) ต่างกันมากขึ้นเป็นลำดับใน ค.ศ.1980 คนในเมืองเฉลี่ยมีรายได้ 500 หยวนต่อคนต่อปี คนชนบท 250 หยวนต่อคนต่อปี พอถึงปี 1995 คนในเมืองเฉลี่ยมีรายได้ 5,000 หยวนต่อคนต่อปี ในขณะที่คนชนบทมีรายได้เพียง 1,900 หยวน

ในปี 2000 ตัวเลขดังกล่าวของคนในเมืองคือ 8,000 หยวน คนชนบท 2,100 หยวน และดูจะยิ่งห่างกันมากขึ้นทุกที ด้วยโมเมนตั้มของกลไกตลาดปัจจุบัน (ตัวเลขจาก CLSA Asia-Pacific Markets)

(5) รายได้เฉลี่ยของคนจีนปัจจุบันคือ 1,300 เหรียญสหรัฐต่อปี โดยเติบโตปีละ 8-9 เปอร์เซ็นต์ คนจีนที่มีสินทรัพย์เกินพันล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 3 เป็น 7 ล้านคน (Rupert Hoogewerf อ้างอิงใน Financial Time, October 8, 2005)

ครึ่งหนึ่งของคนจีน 400 คนที่รวยที่สุด รวยจากอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ก็การผลิต มีเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น ที่รวยจากเทคโนโลยีสารสนเทศ

(6) คนจีนที่ออกท่องเที่ยวต่างประเทศ เพิ่มขึ้นจากน้อยกว่า 5 ล้านครั้ง (คนหนึ่งอาจเที่ยวหลายครั้งในหนึ่งปี) ใน ค.ศ.1995 เป็น 30 กว่าล้านครั้งในปี 2005

มีการพยากรณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 60 ล้านครั้งในปี 2010 และ 90 ล้านครั้งในปี 2015 ซึ่งจะเท่ากับจำนวนครั้งที่คนเยอรมัน และคนอังกฤษออกท่องเที่ยวต่างประเทศต่อปี

ข้อสังเกตก็คือในปี 2015 ตัวเลขข้างต้นจะสูงกว่าตัวเลขที่คนอเมริกันออกท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะเป็น 80 ล้านครั้งต่อปี (ข้อมูลจาก National Bureal of Statistics of China, World Tourism Organization)

คลื่นยักษ์ท่องเที่ยวต่างประเทศของจีนเริ่มในปี 2003 เมื่อทางการจีนอนุญาตให้คนจีนในบางท้องที่เดินทางไปเที่ยวฮ่องกง และมาเก๊าได้ ปัจจุบันจำนวนเมืองในโลกที่อนุญาตให้ไปท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 40 เมือง และจำนวนประชากรที่ได้รับอนุญาตให้ท่องเที่ยวมีมากขึ้นเป็นลำดับ

ตัวเลขการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของจีนน่ากลัว แต่เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และจิตวิทยา และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามมาและกระจายไปทั่วแล้ว ยิ่งน่ากลัวกว่ามากนัก

หน้า 6