|
||||||||||||||
|
ขุมทรัพย์อ้อย-น้ำตาล
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10099 ตราบใดที่ราคาสินค้าเกษตรดี ปัญหาต่างๆ ก็ไม่ค่อยมี อย่างกรณีมันสำปะหลังหรืออ้อย หากราคาดีแล้วข่าวคราว การชุมนุมประท้วงก็เงียบ สำหรับอ้อย คาดว่าราคาขั้นต้นฤดูใหม่จะอยู่ที่ 740 บาท/ตันอ้อย นับว่าสูงพอที่จะทำให้ชาวไร่อ้อยรับได้ หากรู้จักความพอเพียง โดยเฉพาะหัวหน้าโควต้าอ้อยทั้งหลาย ราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ดีขึ้น รวมถึงนโยบายพลังงานทางเลือกของรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้ใช้ก๊าซโซฮอล์ ที่ต้องใช้ส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งส่วนหนึ่งผลิตมาจากกากน้ำตาลหรือโมลาส ก็ส่งผลให้ราคาอ้อยดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ราคาอ้อยจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มพยายามที่จะจุดประเด็น การขอขึ้นราคาขายปลีกน้ำตาลทรายภายในประเทศ (โควต้า ก.) ซึ่งดูไม่ค่อยจะเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์นัก ก็เป็นที่รับรู้กันดีในอดีตว่า หากมีการเรียกร้องให้ปรับราคาน้ำตาลทรายเมื่อไหร่ ไม่เพียงแต่ชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่ราชการและนักการเมืองบางคนก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย โดยเฉพาะคนที่ผลักดันเป็นผลสำเร็จ วงเงินที่พูดกันก็เป็นหลักร้อยล้านบาทขึ้นไป ในวงการอ้อยและน้ำตาลทรายนั้นมีช่องทางผลประโยชน์มากมาย ที่หลายฝ่ายจะเข้ามาหากิน อย่างเรื่องการย้ายโรงงานน้ำตาล ก็เป็นที่รู้กันดีว่าจะต้องมีการจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางไม่น้อย ที่ผ่านมาก็มีโรงงานหลายแห่งที่ขอย้ายโรงงานไปพื้นที่อื่น (มติ ครม.ห้ามไม่ให้ตั้งโรงงานน้ำตาลใหม่ จากปัจจุบันที่มีอยู่ 46 โรง) โดยเฉพาะจากแหล่งปลูกอ้อยเดิมจากกาญจนบุรี หรือชลบุรี แม้กระทั่งที่เชียงใหม่ ที่ขอย้ายโรงงานไปที่ภาคอีสาน เนื่องจากอ้อยมีความหวานมากกว่า ล่าสุด ก็มีข่าวลือสะพัดว่ามีโรงงาน 2 แห่งในกลุ่มเดียวกัน ได้รับไฟเขียวให้ย้ายจากชลบุรีไปหนองบัวลำภู และจากกาญจนบุรีไปสระแก้ว ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ว่ามีการจ่ายค่าใบอนุญาตขอย้ายโรงงานมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น แต่มีปัญหาต่อเนื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบอ้อย และน้ำตาลทรายทั้งประเทศให้มีความสมดุล ทั้งนี้ เพราะการบริการจัดการระบบอ้อยและน้ำตาล จะมีคณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลทราย (กอน.) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายและจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวทุกฝ่าย คือ ชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้บริโภค แต่น่าแปลกที่การขอย้ายโรงงานน้ำตาลทราย สามารถทำได้โดยผ่านกรมโรงงาน โดยอาศัยกฎหมาย พ.ร.บ.โรงงาน และไม่จำเป็นต้องผ่านการพิจารณาของ กอน. ดังนั้น จึงทำให้การย้ายโรงงานน้ำตาลบางครั้ง ไม่สอดคล้องกับแหล่งเพาะปลูกอ้อยในแต่ละพื้นที่ ปัญหาที่ตามมาก็คือ ในพื้นที่ที่โรงงานหลายแห่งกระจุกตัวอยู่ ก็จะเกิดการแย่งอ้อยกัน ส่วนบางพื้นที่ที่มีโรงงานน้อย ก็อาจเกิดปัญหาชาวไร่อ้อยถูกกดราคาได้ ข่าวลือการย้ายโรงงานน้ำตาล 2 แห่งจะจริงหรือไม่ กรมโรงงานและ "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" รมว.อุตสาหกรรมคงจะให้คำตอบได้ แต่เรื่องการย้ายโรงงานน้ำตาลโดยไม่ให้ กอน.มีส่วนร่วมในการพิจารณานั้นออกจะดูพิกล อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบราชการรอบใหม่ ซึ่งจะมีการจัดระเบียบหน่วยงานที่ดูแลเรื่องอ้อยและน้ำตาลใหม่นั้น ก็ควรจะพิจารณาตรงจุดนี้ด้วย หน้า 20 ศึกชิงอำนาจน้ำตาลทราย คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10106 กระแสผลักดันปรับราคาขายปลีกน้ำตาลทรายเริ่มถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง หลังตัวแทน(หัวหน้าโควต้า) ชาวไร่อ้อยออกมาเคลื่อนไหวไม่พอใจคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) ที่มีมติกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูผลิตปี 2548/49 อยู่ที่ 700 บาท/ตันอ้อยเท่านั้น โดยอ้างว่าต้นทุนการผลิตปัจจุบันอยู่ที่ 850 บาท/ตันอ้อย แว่วๆ ว่าในวันที่ กอน.นำมติดังกล่าวเข้า ครม. จะมีม็อบชาวไร่อ้อยบุกมาเยือนทำเนียบ เพื่อกดดันรัฐบาลให้เพิ่มราคาอ้อยขั้นต้น หรือไม่ก็เพิ่มราคาขายปลีกน้ำตาลทราย รวมทั้งของดใช้หนี้(อีกแล้ว) คืนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ที่มีกว่า 1.5 หมื่นล้าน ทุกครั้งมีการโยนหินถามทางการปรับราคาขายปลีกน้ำตาลทราย มักจะเกิดศึกระหว่าง สอน. ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมที่มักจะเห็นดีเห็นงามด้วยกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่มักจะคัดค้าน เพราะกลัวชาวบ้านรุมด่า และเกรงว่าจะยิ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปอีก แต่ที่ผ่านมาแม้ทาง สอน.จะผลักดันให้ปรับราคาน้ำตาลทรายอยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่ตกม้าตาย เพราะกระทรวงพาณิชย์มักจะไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ เพราะอำนาจการกำหนดราคาขายน้ำตาลอยู่ที่กรมการค้าภายใน โดยอาศัยพ.ร.บ.กำหนดราคาสินค้า และป้องกันการผูกขาด พ.ศ.2522 (ปัจจุบันคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542) ทางกระทรวงอุตสาหกรรมเคยมีความพยายาม ที่จะดึงอำนาจการกำหนดราคาขายปลีกน้ำตาลทรายมาอยู่ที่ตัวเอง โดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ในมาตรา 17 เรื่องอำนาจของ กอน. ใน(18) ที่ระบุว่า "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจำหน่ายน้ำตาลทรายเพื่อใช้บริโภคในราชอาณาจักร และกำหนดราคาขายน้ำตาลทรายดังกล่าว" แต่หากจำไม่ผิด ประมาณปี 2540 คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความแล้วว่า อำนาจ กอน.ตาม พ.ร.บ.อ้อยฯ กำหนดราคาขายน้ำตาลทรายได้ แต่ก็มีผลบังคับเฉพาะชาวไร่อ้อยและโรงงานเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงผู้บริโภคที่เป็นอำนาจของ พ.ร.บ.กำหนดราคาสินค้า ตอนนี้ทาง สอน.ควรหยุดคิดเรื่องที่จะผลักดันให้เปิดเสรีการขายน้ำตาลทรายไว้ก่อน เพราะยังมีเรื่องที่อาจจะเป็นปัญหาอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการมอบอำนาจของ กอน.ให้คณะกรรมการต่างๆ อาทิ คณะกรรมการบริหาร(กบ.) หรือคณะกรรมการน้ำตาลทราย(กน.) ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในระบบอ้อยและน้ำตาลทราย อาทิ เดิมทาง กน.มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดโควต้า ก.-ข.-ค. และการจัดสรรปริมาณ หรือการขึ้นกระดานขายน้ำตาลทรายในประเทศ ในแต่ละสัปดาห์ ล่าสุดมีข่าวว่าคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าประธาน กอน.ไม่มีอำนาจดังกล่าว แต่มีหน้าที่เพียงให้คำปรึกษาและความคิดเห็นเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้จริง หมายความว่าการจะจัดสรรปริมาณน้ำตาลโควต้า ก. การขึ้นกระดาน จะต้องเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ 3 กระทรวง (อุตสาหกรรม-พาณิชย์-เกษตรฯ) ให้ความเห็นชอบก่อน แล้วถึงส่งเรื่องไปให้ กอน.อนุมัติ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน การจำหน่ายน้ำตาลทรายจะสะดุดหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าจะหาทางออกอย่างไร มากกว่าจะตั้งหน้าตั้งตาหาทางขึ้นราคาน้ำตาลทรายอยู่ร่ำไป หน้า 20
|