|
||||||||||||||
|
บรูไนกับ
"วันวานที่กำลังจะไม่หวาน"
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10099 เมื่อเอ่ยชื่อประเทศบรูไน คนไทยจะนึกถึงความร่ำรวยน้ำมัน ความมั่งคั่งของกษัตริย์ ความกินดีอยู่ดีของคนบรูไน การเป็นสมาชิกของ Asean และเพื่อนที่ดีของไทย ภายใต้ภาพลักษณ์นั้นความจริงทางเศรษฐศาสตร์กำลังพิสูจน์ตัวเอง โดยเห็นได้จากการที่คนนอกประเทศและคนบรูไนจำนวนมากกำลังรู้สึกว่า "วันวานอันแสนหวาน" กำลังจะหมดไปอย่างน่าเสียดาย Negara Brunei Darussalam เป็นชื่อทางการของ Brunei ประเทศที่มีประชากร 370,000 คน (ร้อยละ 67 เป็นมาเลย์ ร้อยละ 15 จีน ร้อยละ 6 คนพื้นเมือง และร้อยละ 12 อื่นๆ) มีพื้นที่ประมาณ 5,770 ตารางกิโลเมตร ที่อุดมด้วยน้ำมันและก๊าซ บรูไนตั้งอยู่ตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว (ส่วนใหญ่ของพื้นที่ตอนเหนือเป็นดินแดนของมาเลเซียโดยมีบรูไนแทรกอยู่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือซึ่งเท่ากับประมาณ 2 ใน 3 ของพื้นที่เกาะทั้งหมดเป็นของอินโดนีเซีย) บรูไนมีตัวตนมายาวนาน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่เจ็ด ตกเป็นดินแดนของอังกฤษและได้รับอิสรภาพจากอังกฤษเมื่อ ค.ศ.1984 บรูไนมีกษัตริย์ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีชื่อทางการว่า Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu"izzaddin Waddaulah สื่อมักเรียกสั้นๆ ว่า สุลต่านโบเกียห์ ทรงเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม น้ำมันและก๊าซ (มูลค่ารวมกันเป็นร้อยละ 90 ของการส่งออกในแต่ละปี) เป็นหัวใจสำคัญของความมั่งคั่งของสุลต่านโบเกียห์ และชีวิตของคนบรูไน ในประเทศนี้ประชากร 370,000 คน ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้ ได้รับสวัสดิการจากรัฐ เช่น บริการสาธารณสุขเต็มที่ โดยไม่ต้องจ่ายเงิน หากได้ไปเรียนหนังสือต่างประเทศก็ไม่ต้องเสียเงิน ข้าราชการได้รับเงินกู้ปลูกบ้าน และรถยนต์โดยไม่มีดอกเบี้ย บ้านช่องของผู้คนก็อยู่กันฟรี ถึงแม้หลายบ้านจะไม่หรูหราก็ตาม พูดสั้นๆ ว่า คน 370,000 คน ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาล ซึ่งก็หมายถึงสุลต่านโบเกียห์เป็นผู้ดูแลนั่นเอง บางคนอาจคิดว่าเหมือนอยู่บนสวรรค์เช่นนี้แล้วจะไปกังวลอะไร ผู้คนบรูไนก็เชื่อเช่นนั้นมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งปัจจุบันผู้คนเริ่มสงสัยว่าเมื่อน้ำมันหมดไปจากแผ่นดินแล้วชีวิตอันแสนสุขสบายจะมีต่อไปได้อย่างไร ในโลกโลกาภิวัตน์ผู้คนทั้งในและนอกบรูไนเห็นตัวเลขการส่งออกน้ำมันของบรูไนขึ้นสูงสุดใน ค.ศ.1979 ในปี 2004 บรูไนผลิตน้ำมันได้ 206,000 บาร์เรลต่อวัน น้อยกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อยถึงแม้ว่าราคาจะขึ้นไปถึง 60 เหรียญต่อบาร์เรลก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำมันเชื่อว่าบรูไนอาจเผชิญกับปัญหาการผลิตน้ำมันเนื่องจากขุดออกมาได้น้อยลงในทศวรรษหน้า คนบรูไนจำนวนไม่น้อยรู้สึกหวั่นไหวกับปรากฏการณ์นี้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อความที่สุลต่าน ทรงแถลงในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ว่า บรูไนไม่ได้นอนใจ พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ จะขยายลักษณะการผลิต (diversify) ให้กว้างขึ้น ด้วยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ขึ้นอยู่กับน้ำมันแต่เพียงอย่างเดียว (นโยบายนี้โดยแท้จริงแล้วก็ได้ประกาศและทำมาตลอดอย่างไม่จริงจังนัก) ด้วยการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว ปิโตรเคมี และการเงิน คำถามที่คนรู้เศรษฐศาสตร์นึกอยู่ในใจมานานก็คือ ทุกประเทศมีทรัพยากรจำกัดด้วยกันทั้งนั้น วันหนึ่งน้ำมันก็ต้องหมดไปจากบรูไน ประเด็นก็คือ จะใช้ทรัพยากรที่โชคดีนี้และจะใช้เวลาที่ "ขอยืม" มาเพื่อวางรากฐานสร้างประโยชน์ในระยะยาว ให้แก่ประชาชนให้ได้มากที่สุดได้อย่างไร สิ่งที่ควรสร้างให้เกิดขึ้นในชั่วเวลาที่มีน้ำมันก็คือ ความรู้สึกเร่งด่วนที่ต้องรีบวางพื้นฐานที่ดี ก่อนที่น้ำมันจะหมดลง (sense of urgency) มากกว่าที่จะเป็นความรู้สึกสบายๆ (วัยรุ่นไทยเรียกชิว-ชิว) คือพอใจในสภาพที่เป็นอยู่ (complacency) ดังที่เป็นอยู่ในบรูไนในปัจจุบัน เมื่อผู้คนบรูไนจำนวนหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าจุด "น้ำมันหมด" ใกล้จะมาถึงโดยไม่ได้ทำอะไรไปมากนัก ในช่วงเวลาของความร่ำรวยน้ำมันที่ผ่านมา การตื่นตระหนักก็ย่อมมีเป็นธรรมดา เมื่อคนที่ไปเรียนมาจากต่างประเทศและคนเรียนจบมหาวิทยาลัยในประเทศมีมากขึ้นในแต่ละปี แต่ไม่มีงานที่ท้าทายความสามารถให้ทำ การวิพากษ์วิจารณ์และไม่พอใจก็เริ่มหนาหูขึ้น หลักฐานอีกประการที่คนมีการศึกษาของบรูไนรับทราบก็คือความมั่งคั่งส่วนตัวของสุลต่านโบเกียห์ลดลง จากที่เคยเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลก ในทศวรรษ 1990 มีสินทรัพย์มูลค่าถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ปัจจุบันหมายเลขหนึ่งคือ บิล เกตส์ มีประมาณ 51,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ได้ลดลงมาเป็น 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อมูลจัดอันดับของ Forbes Magazines ล่าสุด สิ่งที่เป็นความลับสุดยอดในบรูไนปัจจุบันก็คือ ตัวเลขว่าประเทศมีน้ำมันเหลืออยู่เท่าใด พฤติกรรมของภาครัฐ ที่อาจแปรเป็นสัญญาณได้ว่า ตัวเลขน้ำมันนี้เป็นปัญหาก็คือ มีการส่งทีมของรัฐบาลออกไปเชื้อเชิญต่างประเทศให้มาลงทุน โดยติดต่อผู้จัดการท่าเรือและบริษัทเดินเรือต่างๆ 26 แห่งทั่วโลกแต่ก็ยังไม่มีการตกลงกับรายใดแต่ประการใด การสูญเสียเงินลงทุนในต่างประเทศของพระอนุชา ตามชื่อที่ฝรั่งเรียกกันว่า Prince Jefri อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในทศวรรษ 1990 ไปถึงกว่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ได้ช่วยให้คนบรูไนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ในการจัดการเกี่ยวกับความมั่งคั่งของสุลต่านโบเกียห์ ซึ่งในที่สุดก็คือความกินดีอยู่ดีของคนบรูไน ชนกลุ่มน้อยที่มิได้เป็นคนมาเลย์ซึ่งมีอยู่ถึง 1 ใน 3 ไม่มีโอกาสได้รับส่วนแบ่งจากความมั่งคั่งของน้ำมันอย่างทัดเทียม เนื่องจากจะต้องสอบความรู้ภาษามาเลย์ ให้ถึงระดับพร้อมกับอยู่อาศัยในประเทศเป็นเวลายาวนาน จึงจะได้รับการดูแลจากรัฐอย่างเท่าเทียมกับคนบรูไนมาเลย์ส่วนใหญ่ได้ ทรัพยากรน้ำมันที่ขุดขึ้นมาขายทุกวันโดยผลประโยชน์ที่ได้มิได้กลับมาสร้างฐานสำหรับอนาคตอย่างจริงจัง และเป็นมรรคผล ก็คล้ายกับการสูญเสียเวลาที่เหลือที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ไปอย่างเปล่าประโยชน์นั่นเอง การผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 1 บาร์เรล ก็หมายถึงว่าจะมีน้ำมันเหลือให้ขุดน้อยลงไปอีก 1 บาร์เรล ถ้าไม่สร้างความสมดุล ระหว่างสิ่งที่ได้มาจาก 1 บาร์เรลและการสูญเสียอีก 1 บาร์เรลแล้วแต่บัดนี้ ต่อไปจะไม่มีน้ำมันเหลือให้คิดอีกแล้ว การใช้ทรัพยากรของบรูไนมีบทเรียนให้แก่โลกและสังคมเรา เมื่อใครก็ตามมีโอกาสสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่สังคม แต่ละเลยเพราะถูกบดบังด้วยโลภะ โทสะ โมหะ แล้ว โอกาสนั้นจะไม่มีกลับมาอีก (ข้อมูลพื้นฐานจาก International Herald Tribune, 22 October 2005) หน้า 6
|