หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
Bono ผู้เป็น Rock Star ที่ไม่ธรรมดา

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10155

การได้เป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสาร Time นั้น คนในโลกตะวันตกถือกันว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในปีนี้ได้เลือก Bill และ Melinda Gates เจ้าของ Microsoft และมูลนิธิที่มีเงินทุนใหญ่ที่สุดในโลก และ Bono ดารา Rock Star แห่งวง U2 สำหรับ 2 คนแรกนั้น ไม่น่าแปลกใจ แต่เหตุใด Bono จึงได้รับเลือก คำตอบของคำถามนี้มีอะไรให้คิดอยู่หลายประการ

Bono เป็นนักร้องชาวไอริช อายุ 45 ปี ตัวแทนวง U2 ที่มีชื่อเสียงดังก้องโลกมาเป็นเวลากว่า 20 ปี คอนเสิร์ตของเขามีบุคคลสำคัญของโลกเข้าชมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจัดที่ไหนก็จะมีคนเข้าชมแน่นขนัด U2 ได้รับเลือกเข้า Rock and Roll Hall of Fame ในเดือนมีนาคม 2005 และเป็นวงที่ทำรายได้สูงสุดในการเล่นคอนเสิร์ตทั่วโลกในปี 2005 ด้วย

Bono (อ่านว่า Bah-noh) มีชื่อจริงว่า Paul Hewson เป็นสมาชิกของวง U2 ที่มีอยู่ด้วยกัน 4 คน ตัวเขาเองเป็นคนแต่งเพลง และเป็นนักร้อง ในขณะที่อีก 3 คนมีทักษะเป็นเยี่ยมในด้านดนตรี วงของเขาก็ออกนอกกรอบแบบวงดนตรี rock สมัยนี้ทั้งหลาย นอกจากความเก่งกาจด้านดนตรีแล้ว วงเขามีทีมจัดการที่เข้มแข็งอยู่เบื้องหลัง Bono เกิดในเมือง Dublin ประเทศไอร์แลนด์ เป็นไอริชขนานแท้ ที่เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงมุ่งมั่น จุดเด่นของวง U2 ก็คือการพาแฟนล่องลอยไปตามเสียงเพลง ที่ปลุกเร้าความคิดในเรื่องจิตวิญญาณและกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

Bono ปัจจุบันถูกขนานนามว่าเป็น rock star-stateman ถ้าท่านผู้อ่านเคยเห็นนักร้องหน้าตาไม่โกนหนวดโกนเครา ผิวขาว ใส่หมวกปีกบาน ชอบใส่แว่นตากันแดดเฉี่ยวๆ ใส่ตุ้มหู หวีผมเสยไปข้างหลัง หน้าตาท่าทางเอาเรื่องใส่เสื้อยีนส์บ้าง เสื้อหนังบ้าง สูง 170 เซนติเมตร แต่ใส่รองเท้าส้นหนา และได้ยินคำพูดคมๆ จากเขา นั่นแหละครับ Bono

Bono มีความสามารถเป็นเยี่ยมในการพูดจาโน้มน้าวใจคนและสะกดคนดู มีอารมณ์ขัน มีคำคม กล่าวกันว่าเขาเป็นคนมีเสน่ห์ตรงที่เป็นคนมีความจริงใจ จริงจัง เอื้ออารี และมีอารมณ์อ่อนโยนของนักแต่งเพลง

เขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในศาสนาอย่างเงียบๆ (พ่อเป็นคาทอลิก แม่เป็นโปรเตสแตนต์) บุคคลสองคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเขาคือ Pope John Paul II และ Billy Graham เขาบอกว่าไม่ชอบพูดถึงคำสอนในศาสนาแต่ขอปฏิบัติแทนเพราะเขาบอกว่า "มี secondhand-car salemen for God อยู่เพียงพอแล้ว"

Bono มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการช่วยเหลือคนยากจนสุดสุดในประเทศด้อยพัฒนาของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอฟริกา ที่ในทุกนาทีเด็กสองคนตายด้วยมาลาเรีย ในทุกนาทีผู้หญิงหนึ่งคนในประเทศยากจน ตายด้วยปัญหาที่เกี่ยวพันกับการตั้งครรภ์ และในทุกนาที 9 คนติดเชื้อ HIV 3 คนตายด้วยวัณโรค ฯลฯ

เมื่อยี่สิบปีก่อนวง U2 เล่นดนตรีเพื่อ Live AID สำหรับหาเงินช่วยเหลือผ่อนเบาการอดอยากในแอฟริกา หลังงานนี้เขากับภรรยาคือ Ali Hewson ใช้เวลา 6 อาทิตย์ทำงานในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในเอธิโอเปีย ประสบการณ์จากการเห็นความยากจน คอร์รัปชั่น สงคราม เปลี่ยนแปลงเขาอย่างลึกซึ้ง เขาเกิดความคิดที่จะใช้ความดังของเขาจากการเป็น rock star ทำประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติ

Bono เริ่มค้นคว้าหาข้อเท็จจริงและความรู้ในเรื่องการแก้ไขความยากจนในประเทศด้อยพัฒนาจากผู้รู้ (ใช้ความรู้เป็นฐาน ก่อนตัดสินใจเหมือนที่คุณหมอประเวศ วะสี สอน) ไม่ว่าจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังในเรื่องความยากจน เช่น Jeffrey Sachs จากคนทำงานธนาคารโลก จาก NGO"s จาก Bobby Shriver หลานตระกูลเคนเนดี้ที่เป็นเพื่อนเขา ฯลฯ

ขั้นต่อไปก็คือการพบปะนักการเมืองอเมริกัน (เขาและภรรยาพร้อมลูก 4 คน เดินทางไปวอชิงตัน ดี.ซีเป็นประจำ ทั้งๆ ที่ต้องวุ่นกับคอนเสิร์ต) พบผู้นำทางความคิดในองค์กรต่างๆ พบประธานาธิบดีคลินตันและบุช ตลอดจนพบผู้นำยุโรปเป็นระยะๆ ด้วยการใช้ตั๋วของการเป็นคนดังที่มีชื่อเสียงอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นในการสร้างความดีความงามให้แก่โลก

Bono เล่นเกมพวกนี้ได้เก่งมาก เพราะทุกคนก็ปรารถนาที่จะมีความเกี่ยวพันกับสิ่งที่เป็นบวก ตอนแรกผู้คนก็คลางแคลงใจว่า จะเป็นการตลาดส่วนตัว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของเขาหรือไม่ แต่เมื่อได้พบปะพูดจากับเขาแล้วทุกคนก็เชื่อว่าเขาเป็น "ของจริง" และให้การสนับสนุน

งานชิ้นสำคัญที่ตัวเขา องค์การของเขา ที่ตั้งขึ้นเพื่อพันธกิจนี้ (DATA ซึ่งย่อมาจาก Debt AIDS-Trade-Africa) กับ Bill และ Melinda Gates ทำสำเร็จก็คือผลักดันให้ที่ประชุม G-8 (ที่ประชุมของประเทศร่ำรวยสุดในโลก 8 ประเทศ) ในการประชุมเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ยกหนี้ทั้งหมดมูลค่า 40,000 ล้านเหรียญที่ประเทศยากจนสุดเป็นหนี้ พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเหล่านี้รวม 50,000 ล้านเหรียญ (25,000 ล้านเหรียญ เป็นของแอฟริกา) และยืนยันที่จะจัดหายาสำหรับผู้ที่มีเชื้อ HIV เกือบ 10 ล้านคนในประเทศยากจนสุดให้

G-8 ประชุมกันที่เมือง Gleneagles ในสกอตแลนด์ ในงานนี้ Bono ได้พบ 5 ใน 8 ผู้นำของ G-8 พร้อมกับจัดคอนเสิร์ตในเมือง Edinburgh ในเวลาใกล้เคียงกันเพื่อสร้างแรงกดดันสนับสนุนอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นก่อนการประชุม G-8 ไม่นาน เขาจัดคอนเสิร์ตให้คนเข้าฟังฟรีในทุกประเทศที่เป็นสมาชิกของ G-8 เพื่อสนับสนุนไอเดียของการยกหนี้ ผลก็คือมีคนเข้าฟังแน่นขนัดพร้อมกับสนับสนุนไอเดียของเขาซึ่งเป็นแรงไปกดดันผู้นำอีกต่อหนึ่ง

ตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา ตัวเลขการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศยากจนเพิ่มขึ้นสูงอย่างน่าสังเกต จนไม่รู้ว่าเป็น Bono Effects หรือไม่ กล่าวคือตั้งแต่ปี 2001 เพิ่มจาก 67,000 ล้านเหรียญ เป็น 80,000 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะสูงขึ้นอีกร้อยละ 60 ก่อนถึงปี 2010 ทั้งนี้ เนื่องจากหลายประเทศในยุโรปได้ยืนยันว่าจะบริจาคเงินร้อยละ 0.7 ของ GDP (สหรัฐอเมริกาปัจจุบันบริจาคร้อยละ 0.1) ซึ่งการยืนยันเหล่านี้เขามีส่วนร่วมในการผลักดัน

สิ่งที่ Bono มีไม่ใช่ความสงสารซึ่งทำให้เกิดความต้องการช่วยลดความเจ็บปวด หากเป็นความเร่าร้อน แห่งอารมณ์เมื่อเห็นความอยุติธรรม และต้องการแก้ไข ซึ่งจะช่วยยั่วยุ กระตุ้น ชักจูง โน้มน้าวให้คนในระดับมหาเศรษฐี และคนชั้นกลางโดดเข้ามามีส่วนร่วม ในการแก้ไขความอยุติธรรม ที่เพื่อนร่วมโลกจำนวนหนึ่งเผชิญอยู่

ถ้าท่านผู้อ่านสนใจวง U2 ของ Bono ลองฟังเพลง One (เพื่อทำให้ poverty เป็น history) เพลง Walk On (ได้แรงกระตุ้นจากการต่อสู้ของ Aung San Suu Kyi) และเพลง Where the Streets Have a Name ดูซิครับ

ความสุขมิได้เกิดจากแค่มีรถราคาแพงคันใหม่ เครื่องบินส่วนตัว อำนาจการเมือง และความมั่งคั่งเท่านั้น ยังมีสิ่งงดงามที่ควรปฏิบัติและมีคนยั่วยุให้เราทำตามอีกมากมายนักครับ

(ข้อมูลหลักจาก Time, January 2, 2001)

หน้า 6