|
||||||||||||||
|
E-Auction
ฮั้วไฮเทค
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th มติชนรายวัน วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10154 ช่วงแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมาโฆษณาชวนเชื่อว่า การประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-ออคชั่น (E-Auction) จะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตในการประมูล และช่วยประหยัดงบประมาณได้เป็นจำนวนมาก และเร่งให้ทุกหน่วยงานใช้การประมูลแบบนี้ ผมได้ออกมาเขียนชี้ให้เห็นด้านมืดอี-ออคชั่น ว่า แค่การหลอกต้มกันธรรมดาๆ (มติชน ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2548) ซึ่งปัจจุบันก็พิสูจน์ได้แล้วว่า อี-ออคชั่นเป็นเพียงการสร้างภาพที่ไม่สามารถแก้ไขการฮั้วประมูลได้ จึงขอนำข้อมูลมานำเสนออีกครั้ง เพื่อให้เห็นช่องโหว่ในการประมูลระบบนี้ ดังนี้1.การที่บริษัทใดจะมีสิทธิได้เข้าเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐต้องผ่านการตรวจสอบเอกสารจากหน่วยงานที่เปิดการประมูล หมายความว่า ผู้ที่สนใจและต้องการมีสิทธิที่เข้าร่วมเสนอราคา อาจต้องเสียค่าใช้จ่าย (ใต้โต๊ะ) ให้กับกรรมการพิจารณา (เรียกว่าตีตั๋ว) 2.เมื่อเสียค่าตั๋วแล้ว ชื่อผู้มีสิทธิเสนอราคาจะถูกประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ดังนั้น หลังจากนั้นก่อนวันเสนอราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ที่มีสิทธิทั้งหมดจะเจรจากัน (ฮั้ว) เพื่อตกลงเรื่องเงินที่พึงได้จากการฮั้ว ซึ่งการประมูลแบบเดิมก็ใช้วิธีการเดียวกัน อาจมีการนัดกินโต๊ะจีนเจรจากัน 3.การประกวดราคาแบบนี้ทำให้ผู้ชนะการประกวดราคามีต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะต้องจ่ายค่าดำเนินการ ประกวดราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้บริษัทตัวกลาง สำหรับราคาค่าบริการนั้น หน่วยงานจะเป็นผู้ทำความตกลง กับบริษัทตัวกลาง และแจ้งให้ผู้ที่จะเสนอราคาได้ทราบในเอกสารประกวดราคา 4.ในขณะนี้มีบริษัทตัวกลางไม่กี่บริษัทที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล ให้เป็นบริษัทตัวกลางในการดำเนินงาน ให้หน่วยงานราชการทั้งหมด ซึ่งไม่ทราบว่ามีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกอย่างไร 5.การที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า เป็นการแก้ไขเรื่องฮั้ว โปร่งใสนั้น ขอให้ไปดูที่หนังสือข่าวประกวดราคาที่ออกเป็นประจำทุกวัน และดูผลการประกวดราคาของหน่วยงานต่างๆ ที่ใช้วิธีอิเล็กทรอนิกส์ จะเห็นว่า ราคาของผู้ชนะการประกวดราคานั้น ต่ำกว่าราคากลางนิดเดียวเท่านั้น ทุกโครงการ(เห็นได้ชัดจากการประมูลถนนของกระทรวงคมนาคม และคลองระบายน้ำของสนามบินสุวรรณภูมิของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) 6.ข้าราชการผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่กล้าพูดกันเพราะผลประโยชน์ หรือไม่ก็กลัวทำลายอนาคตตัวเองในยุคมืด เพราะบริษัทที่เข้าประมูลมีนักการเมืองหนุนหลังเกือบทั้งนั้น นักการเมืองดังว่า ล้วนแต่เป็นบุคคลที่แอบอ้างว่าใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้านายกรัฐมนตรีได้แต่โฆษณาชวนเชื่อว่า จะปราบคอร์รัปชั่น แต่ไม่ทำอะไรจริงจัง อี-ออคชั่น ก็เป็นเพียงฮั้วแบบโบราณ แต่ทำให้ดูไฮเทคเท่านั้นเพื่อใช้สำหรับคุยอวดชาวโลกเท่านั้น หน้า 20 "ทักษิณ" สั่งทุกหน่วยงาน หยุดอี-ออคชั่น ร่างระเบียบใหม่ให้โปร่งใส มติชนรายวัน วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10154 มอบ"วิษณุ"ทำให้เสร็จ1กพ.49 พูดชัด"ดีเอสไอ"ตรวจเจอฮั้ว "คมนาคม"ต้องรับผิดชอบ นายกฯสั่งทุกหน่วยงานเบรกเปิดประมูลทุกโครงการในช่วงนี้ ให้รอระเบียบ "อี-ออคชั่น"ใหม่ ที่จะเสร็จก่อน 1 ก.พ.ปีหน้า "แม้ว"คาดโทษ ก.คมนาคมต้องรับผิดชอบ หากดีเอสไอเข้าไปตรวจแล้วเจอปัญหา บอกอย่าให้เอกชนมีกำไรมากเกินไป ครม.ตีกลับอีก 3 โครงการ ให้กลับไปดูราคาอีกครั้ง "หน่อย"อ้าง ก.เกษตรฯมีปัญหาน้อยกว่าคมนาคม "อภิสิทธิ์"จี้ รบ.อย่าเลือกปฏิบัติ ให้จัดการคนใกล้ชิดด้วย "สุเทพ"ดักคอปรับ ครม.หนีซักฟอก ขู่เปิดอภิปรายนอกสภา
**"แม้ว"สั่งออกระเบียบ"อี-ออคชั่น" จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการที่ จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม มีมติให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และกระทรวงคมนาคม กลับไปต่อรองราคาการประมูลรวม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 9.3 พันล้านบาท เนื่องจากเกรงว่าอาจมีการสมยอมราคา หรือฮั้วประมูลกัน ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เห็นว่าวิธีการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์(อี-ออคชั่น) ยังมีช่องโหว่ให้ฮั้วประมูลกันได้ พร้อมมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีไปหาวิธีป้องกันการฮั้วประมูล ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุกล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบวิธีอี-ออคชั่น ว่า กำลังดูอยู่ ถ้าจะทำอะไร กรมบัญชีกลางเป็นเจ้าของเรื่องจะเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ตนได้บอกนายกรัฐมนตรีไปว่า ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พูดถึงอี-ออคชั่นนิดเดียว จึงอยากให้ออกคู่มืออี-ออคชั่น เพื่อแนะนำวิธีให้หน่วยงานต่างๆ แต่นายกฯบอกให้ใส่ในระเบียบเลย โดยจะเป็นระเบียบเกี่ยวกับอี-ออคชั่นโดยเฉพาะ ไม่ใช่ระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ที่จะมารองรับการเปิดประมูลนานาชาติ(อินเตอร์เนชั่นแนล บิดดิ้ง) เพราะถ้าเป็นคู่มือจะเป็นเพียงคำแนะนำ ถ้าไม่ทำตามก็ไม่ผิด แต่ถ้าไม่ทำตามระเบียบจะผิด **เบรกทุกหน่วยประมูลรอ"อี-ออคชั่น" "นายกฯต้องการให้ผลการศึกษาข้อดีข้อเสียของอี-ออคชั่น รวมถึงการยกร่างระเบียบอี-ออคชั่น ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรฯที่ ครม.ชะลอไปก่อนหน้านี้รวม 6 โครงการ จะเริ่มดำเนินการหลังมีระเบียบอี-ออคชั่น" นายวิษณุกล่าว นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความโปร่งใสเกี่ยวกับการเปิดประมูลระบบอี-ออคชั่น โดยมอบหมายให้นายวิษณุ ไปพัฒนาระบบอี-ออคชั่น ให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยให้เสร็จภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งช่วงเวลาจากนี้ ขอให้หน่วยงานราชการต่างๆ ชะลอการประมูลงานระบบนี้ไปก่อน ถ้าโครงการใดมีการประกาศเปิดประมูล ก็สามารถทำได้ แต่ต้องไม่มีการประมูล **"เพ้ง"แจงลดราคาถนน6สาย154ล. นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ระหว่างการประชุม ครม. นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รายงานผลการต่อรองราคากับผู้รับเหมาการประมูลโครงการถนน 6 สาย หลัง พ.ต.ท.ทักษิณให้กลับไปต่อรองราคา กับผู้รับเหมา โดยชี้แจงว่าสามารถต่อรองจากราคากลาง 9,474,778,854 บาท ลดลง 154,158,016 บาท เหลือ 9,320,620,842 บาท จากราคาประมูลที่ 9,470,591,923 บาท ซึ่งผู้ประกอบการให้เหตุผลว่า น้ำมันเพิ่มขึ้นและทำให้ค่าใช้จ่ายปรับตัวสูงขึ้นด้วย ไม่สามารถลดราคาได้มากกว่านี้ ทั้งนี้ งานประมูลที่ปรับลดราคา ประกอบด้วย 1.งานก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 32 สาย อ.บางปะอิน-นครสวรรค์ ราคากลาง 5,003,269,378.16 เหลือ 4,922,678,542 บาท 2.งานก่อสร้างสายแยกทางหลวงพิเศษหมายเลข 345(บางคู้วัด)-บรรจบทางหลวง หมายเลข 3100 (ถ.เลียบคลองรังสิต) รวมสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ราคากลาง 502,846,896.60 บาท เหลือ 497,000,000 บาท 3.งานก่อสร้างทางหลวงสายวงแหวนรอบนอกด้านตะวันออก ตอน อ.บางพลี-อ.ธัญบุรี ราคากลาง 1,205,836,367.88 บาท เหลือ 1,183,921,000 บาท 4.งานก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายชลบุรี-พัทยา ราคากลาง 1,483,158,443.20 บาท เหลือ 1,456,316,000 บาท 5.งานก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 4 สายเพชรบุรี-อ.ชะอำ ราคากลาง 1,199,759,545.58 บาท เหลือ 1,181,705,300 บาท และ 6.งานก่อสร้างสะพานลอยข้ามทางแยกที่ อ.บ้านบึง ราคากลาง 79,920,227 บาท เหลือ 79,000,000 บาท **ขู่สอบเจอพิรุธคมนาคมต้องรับผิดชอบ นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีใน 3 โครงการที่มีงบฯลงทุนสูงกว่า 1,000 ล้านบาท ตามกระทรวงคมนาคมเสนอ แยกเป็น 1.โครงการก่อสร้างทางหลวง สายทางเลียบเมืองสระบุรีด้านตะวันออก รวมทางแนวต่างระดับทั้งสาย จำนวน 2 ตอน ซึ่งตอน 1 เปิดประมูลไปแล้ว งบประมาณ 501,495,523 บาท และตอน 2 งบประมาณ 497,517,543 บาท 2.ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ชลบุรีทั้งสาย จำนวน 4 ตอน คือ ตอนที่ 2-5 ซึ่งตอนที่ 2 เปิดประมูลไปแล้ว วงเงิน 698,479,784 บาท ส่วนโครงการที่เหลือที่ประชุมเห็นชอบ ให้รอระเบียบการประมูลระบบอี-ออคชั่นใหม่ และ 3.ทางยกต่างระดับสายรังสิต ระยะที่ 2 วงเงินงบประมาณ 376,982,331 บาท "ทั้งสามโครงการ ครม.เห็นชอบให้ก่อหนี้ผูกพันข้ามปี แต่ให้กระทรวงคมนาคม กลับไปดูความเหมาะสมด้านราคา ที่จะมีการประมูล โดยเน้นว่าเอกชนที่จะเข้ามาทำธุรกิจต้องไม่มีกำไรมากเกินไป แต่สามารถประกอบธุรกิจได้ ซึ่งกระทรวงคมนาคมชี้แจงว่ามีการต่อรองราคาการประมูลงานทั้งหมดแล้ว สามารถลดราคาลงได้ 54 ล้านบาท นอกจากนี้ นายกฯยังย้ำกับกระทรวงคมนาคมว่าจะต้องมีการตรวจสอบที่เข้มงวด ถ้าดีเอสไอ(กรมสอบสวนคดีพิเศษ) เข้าไปตรวจพบว่ามีปัญหาเกิดขึ้น กระทรวงคมนาคมจะต้องรับผิดชอบ" นพ.สุรพงษ์กล่าว **คาด"อี-ออคชั่น"ใหม่ปิดราคาประมูล นพ.สุรพงษ์กล่าวถึงระบบการประมูลอี-ออคชั่นใหม่ว่า น่าจะเป็นลักษณะ Sealed Bid (ปิดผนึกซองราคา) ที่จะปิดการสื่อสารทั้งหมด ระหว่างการประมูล เพื่อไม่ให้คู่แข่งรู้ราคาในการแข่งขัน ซึ่งที่ผ่านมาระบบอี-ออคชั่น ไม่ได้ใช้ระบบนี้ในการดำเนินการ จึงอาจทำให้เกิดช่องว่าง ส่วนราคาการประมูลงาน ของกระทรวงคมนาคม ที่มีการปรับลดลงแล้ว เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมชี้แจงว่า มีการดำเนินงานตามระเบียบเรียบร้อยแล้ว โดยมีตัวแทนสำนักงบประมาณ เข้ามาร่วมพิจารณาด้วย แต่ถ้าจะมีการส่งดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบ ก็สามารถทำได้ "ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับแจ้งว่าอยู่ระหว่างการต่อรองกับผู้รับเหมา คาดว่าจะมีการเสนอผลการเจรจาให้ที่ประชุม ครม.รับทราบภายในสัปดาห์หน้า" นพ.สุรพงษ์กล่าว **รมว.เกษตรฯบอกมีปัญหาน้อยกว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างดำเนินงานสองส่วน คือ การตรวจสอบการฮั้วประมูล โดยวันที่ 30 ธันวาคมนี้ จะเชิญเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอเข้ามาร่วมหารือด้วย ส่วนการเจรจาต่อรองกับผู้รับเหมาก็จะดำเนินการควบคู่กันไป คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังสั่งการให้นายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปตรวจสอบการประมูลงานอี-ออคชั่น ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯทั้งหมด และให้หยุดการประมูลงานทั้งหมดไว้ เพื่อรอการพัฒนาระบบอี-ออคชั่นใหม่ "เท่าที่ดูการประมูลงานของกระทรวงเกษตรฯคงมีปัญหาน้อยกว่าการประมูลงานของกระทรวงคมนาคม เพราะมีตัวเลขผลการประมูลใกล้เคียงกับราคากลางมาก" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว **"อภิสิทธิ์"หนุนดีเอสไอสอบฮั้ว ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะให้ดีเอสไอสอบสวนโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงคมนาคม เพราะเกรงว่าจะมีการสมยอมราคาว่า เป็นเรื่องที่ดี และถือว่ารัฐบาลให้ความสนใจต่อปัญหานี้ แสดงว่ารัฐบาลยอมรับแล้วว่า อี-ออคชั่นมีปัญหาเรื่องของคุณลักษณะที่กำหนด และปัญหาการสมยอม หรือการไปขัดขวางไม่ให้คนอื่น เข้าร่วมแข่งขันการประมูลได้ ซึ่งตรงกับสิ่งที่พรรคเคยท้วงไว้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้เห็นภาพการปราบทุจริตอย่างจริงจังคือ การที่รัฐบาลหยิบยกเรื่องที่มีการตั้งคำถาม แม้กระทั่งเรื่องที่อภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว มาสอบสวนสร้างความกระจ่างอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวหา หรือพาดพิงบุคคลในรัฐบาล คนใกล้ชิดผู้นำรัฐบาล หรือตัวผู้นำรัฐบาล เป็นเรื่องที่รัฐบาลยังไม่เคยมีคำตอบ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลกลับดำเนินการจริงจังในกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนของตัวเอง พรรคเรียกร้องตลอดว่า รัฐบาลจะต้องทำให้ครอบคลุม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ และมีคำตอบต่อสิ่งที่ทุกคนมีความคลางแคลงใจ ถ้ารัฐบาลทำจริงจัง พรรคก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่ **"สุเทพ"ขู่อภิปรายนอกสภา ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากจะพูดก็เหมือนซ้ำเติมนายกรัฐมนตรี ที่ชอบเอาของใหม่มาแล้วบอกว่าสุดยอด การประมูลงานไม่ได้อยู่ที่วิธีการ แต่อยู่ที่ศีลธรรม จริยธรรม และคุณธรรม หากคิดจะเข้ามาถอนทุน จะใช้อีหรือวายออคชั่นก็ช่วยอะไรไม่ได้ นายสุเทพกล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจในปี 2549 ไม่ต้องการระบุว่าจะอภิปรายกระทรวงไหน จะกลายเป็นการจองกฐิน แต่หากเกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ว่ากระทรวงไหนก็ต้องอภิปราย ซึ่งในกระทรวงเกษตรฯและคมนาคม พ.ต.ท.ทักษิณได้ชี้เบาะแสให้เอง บอกจะส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษไปดู ฝ่ายค้านจะติดตามตรวจสอบว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษสอบจริงหรือไม่ หรือจะสอบเพื่อช่วยกัน "หนักใจมากเหมือนกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ก่อนการอภิปราย เพราะหากทำอย่างนั้นก็ไม่ทราบว่าตั้งใจปรับเพื่อหนีการอภิปรายหรือไม่ ความจริงจะปรับไปตรงไหนก็อภิปรายได้ แต่หากเกิดปัญหาอภิปรายไม่ได้ ผมเห็นว่าก็ต้องนำมาพูดกันนอกสภา ไม่อย่างนั้นรัฐมนตรีจะลอยตัวไปเรื่อย รัฐบาลก็จะไม่เห็นความสำคัญของสภา แต่ยังไม่ได้หารือกันในพรรคว่าจะดำเนินการอย่างนี้หรือไม่" นายสุเทพกล่าว หน้า 1 นายกฯ เบรกประมูลเมกะโปรเจค กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2548 สั่งรอระเบียบ'อี-ออคชั่น'ใหม่ - หวังปราบคอร์รัปชัน ตั้งกรรมการ ตรวจสอบสัญญาเช่าช่วงวิทยุ-โทรทัศน์ ล้างภาพผู้ประกอบการกินหัวคิว เวลาออกอากาศของสถานี แนะเลิกเทิร์นคีย์แก้ฮั้วประมูล "ทักษิณ" สั่งชะลอประมูลเมกะโปรเจค กำชับรอระเบียบ อี-ออคชั่นใหม่ บังคับใช้ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า กำชับเอาจริงนโยบายปราบคอร์รัปชัน อ้างข้าราชการ-นักธุรกิจทุจริตมองเห็นยาก ไม่เหมือนนักการเมืองที่ถูกสปอตไลท์ฉาย พร้อม สั่งคลัง-กรมศุลฯ รื้อกระบวนการทำงานหลังผลสำรวจพบรับเงินใต้โต๊ะดันต้นทุนส่งออกพุ่ง 70% ผู้บริหารการท่าเรือฯ เดินหน้าแก้ไขภาพพจน์ทุจริต ด้านบริษัทตลาดกลางอี-ออคชั่น แนะเลิกประกวดราคาแบบเทิร์นคีย์ แก้ฮั้วประมูล กรมบัญชีกลางชี้ช่วยประหยัดงบกว่าหมื่นล้าน น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.วานนี้ (27 ธ.ค.) ว่าก่อนเข้าวาระการประชุมพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งให้ทุกกระทรวงชะลอประมูลโครงการขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ไปจนกว่าระเบียบจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ออค ชั่น)ฉบับใหม่จะแก้ไขเสร็จในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 โดยให้ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จัดทำระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการประมูลด้วยระบบอี-ออคชั่น ให้ชัดเจนและประกาศบังคับใช้ได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 เพื่อให้ทุกหน่วยงานรัฐปฏิบัติตามระเบียบใหม่ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ได้เน้นให้เกิดความโปร่งใสในการจัดประมูลโครงการต่างๆ ของภาครัฐ "กระทรวง ทบวง กรมใดๆ ก็ตามที่มีการเตรียมการที่จะดำเนินการให้มีการประกวดราคา จัดซื้อจัดจ้าง ให้ประกาศการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างไปได้ แต่ยังไม่ให้ดำเนินการเรื่องการประมูลอี-ออคชั่น จนกว่าที่จะมีระเบียบใหม่ออกมาบังคับใช้ ก็คือ กำหนดว่าภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549" โฆษกประจำสำนักนายกฯ อ้างคำพูดของนายกฯ ในที่ประชุม ครม. "สุรพงษ์" ชี้คอร์รัปชันไทยเหมือนภูเขาน้ำแข็ง น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า การทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยเป็นเหมือนภูเขาน้ำแข็ง ขณะนี้นักการเมืองถูกสปอตไลท์จับทำให้เห็นได้ง่าย แต่พวกที่อยู่ข้างล่างภูเขาน้ำแข็งโดยเฉพาะนักธุรกิจ และข้าราชการมองเห็นได้ยาก จึงต้องสร้างวิธีที่ทำให้เกิดความโปร่งใส ที่ผ่านมาแนวทางการประมูลระบบอี-ออคชั่น กำหนดกว้างๆ ทำให้เกิดข้อผิดพลาด นายกฯ จึงสั่งการให้ ดร.วิษณุ ไปร่างระเบียบให้มีความรัดกุมและเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ได้ให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไปพิจารณาการกำหนดราคากลางให้มีความเหมาะสม ส่วนความคืบหน้ากรณีพ.ต.ท.ทักษิณ สั่งให้กระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลับไปต่อรองการประกวดราคา 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 9.3 พันล้านบาท ในการประชุม ครม.วานนี้ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบว่า ได้ไปต่อรองราคากับผู้รับเหมาการก่อสร้างถนนจำนวน 6 สายทางว่าสามารถต่อรองลดราคาลงมาได้ต่ำกว่าราคากลาง 154.1 ล้านบาท จากเดิมที่ผู้ประมูลเสนอราคา 9,470.5 ล้านบาท ในราคากลาง 9,474.7 ล้านบาท เหลือ 9,320.5 ล้านบาท โดยได้มีการสอบถามสำนักงบประมาณในที่ประชุม ครม.ราคาดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสำนักงบประมาณก็ยืนยันว่า เหมาะสมเป็นราคาที่รับได้ อย่างไรก็ตามสำนักงบไม่ขัดข้องหากรัฐบาลจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปสอบสวนอีกครั้ง โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ย้ำว่าราคาประมูลโครงการภาครัฐนั้นต้องเป็นประโยชน์กับภาครัฐ และเอกชนก็รับได้ นายกฯ สั่งแก้ปัญหาจ่ายใต้โต๊ะกรมศุลกากร นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีผลวิจัยเกี่ยวกับการทำงานของกรมศุลกากร ที่ระบุว่าทำให้เกิดค่าใช้จ่าย ต่อผู้ประกอบการเพิ่มจากปกติถึง 70% ของมูลค่าใช้จ่ายในการนำของออก นายกฯ จึงให้กระทรวงการคลัง แลกรมศุลกากร ไปเร่งดำเนินการปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดยใช้หลักที่เป็น One Stop Service และ E-Service "นายกฯ เน้นให้คำนึงถึงความโปร่งใส ให้สามารถจะแก้ปัญหา การที่มีชิปปิง ทำหน้าที่เป็นนายหน้าในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ให้มีการแก้ปัญหา อย่างเมื่อก่อนนี้ที่มีการประเมินภาษีศุลกากรโดยใช้เป็นในลักษณะเป็นการเหมาแบบตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งทำให้เกิดความไม่โปร่งใสในการดำเนินการ ทั้งหมดให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2549" น.พ.สุรพงษ์ กล่าวพร้อมกับระบุว่า นายกฯ เน้นว่าจะต้องแก้ปัญหาที่ถูกร้องเรียนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องเงินค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะไม่ควร ดร.วิษณุ กล่าวถึงกรณีที่นายกฯ มอบให้ตรวจสอบการฮั้วประมูลโครงการต่างๆ ผ่านระบบ e-auction ว่ามอบให้กรมบัญชีกลางไปดูแล ในฐานะดูเรื่องระเบียบพัสดุ โดยให้ไปแก้ไขระเบียบพัสดุ กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับ e-auction ไว้ในระเบียบให้ชัดเจน เพราะการไม่ทำตามคำแนะนำไม่ผิด แต่ไม่ทำตามระเบียบจะมีความผิด ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตดังกล่าวก็ควรจะต้องชะลอโครงการไปก่อน ตั้งกรรมการสอบนายหน้าช่อง 5 น.พ.สุรพงษ์ กล่าวอีกว่าในที่ประชุม ครม.นายกฯ ได้ย้ำให้เร่งรัดปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ และผู้ผลิตรายการของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) ที่มีปัญหานายหน้าเช่าเวลา แล้วไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงต่อ จนเกิดความขัดแย้งขึ้น ทำให้รัฐบาลไม่ได้รับผลประโยชน์ ทั้งที่ต้องการให้ผู้มีความรู้ ความสามารถจัดทำรายการเพื่อประโยชน์ของประชาชน "นายกฯ จึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการให้เช่าเวลา มีนายจาดุร อภิชาติบุตร รองปลัดสำนักนายกฯ เป็นประธาน ออกประกาศเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 518/2548 ทำหน้าที่ตรวจสอบการให้เช่าเวลาออกอากาศ ทั้งสื่อของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานทั้งทหาร และพลเรือน และให้รายงานข้อเท็จจริงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหานายหน้าดังกล่าว" น.พ.สุรพงษ์ กล่าว ทั้งนี้การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับมติ ครม.วันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ในเรื่องการแก้ปัญหาเช่าช่วงเวลา ซึ่งเป็นคู่สัญญากับสถานีวิทยุหรือสถานีโทรทัศน์ ที่นำเวลาจากสถานีไปให้คนอื่นเช่าช่วง ทำให้มีปัญหาเรื่องนายหน้าแสวงหาประโยชน์ ทำให้เกิดความขัดแย้ง ขณะที่ภาครัฐไม่ได้รับผลประโยชน์เพิ่ม ผอ.ท่าเรือกรุงเทพ เร่งแก้ภาพพจน์เงินใต้โต๊ะ นางสุนิดา สกุลรัตน์ ผู้อำนวยการการท่าเรือกรุงเทพ กล่าวว่า ตามที่ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้นำเสนอผลการจัดทำดัชนีการอำนวยความสะดวกทางการค้าของไทย โดยสอบถามผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก 200 ราย ระบุว่าปัญหาการรับเงินใต้โต๊ะของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจนำเข้าส่งออกนั้น การท่าเรือฯ ขอชี้แจงในประเด็นเกี่ยวกับเงินใต้โต๊ะ ว่าได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นเวลาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2539 เป็นต้นมา โดยการปรับปรุงระบบการดำเนินงานและการบริการ ซึ่งมีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในระบบบริการสินค้าและตู้สินค้า อาทิ EDI e-Payment การส่งข้อมูลตู้สินค้าผ่านเข้า-ออกประตูตรวจสอบสินค้า (CODECO) และข้อมูลการขนถ่ายและบรรทุกตู้สินค้า (COARRI) ทำให้ลดการติดต่อระหว่างผู้ใช้บริการ " ภายในปี 2553 การท่าเรือจะใช้ระบบนำสินค้าผ่านเข้าออกผ่านคอมพิวเตอร์ โดยไม่พบเจ้าหน้าที่จะทำให้คำครหาต่างๆ ไม่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาเรา ถูกกล่าวหาว่ามีเจ้าหน้าที่รับเงินใต้โต๊ะ แต่ก็ได้แก้ไขการให้บริการ จนได้รับเลือกเป็นรัฐวิสาหกิจดีเด่น ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ที่สำรวจหาข้อเท็จจริงที่ชัดเจน" นางสุนิดากล่าว แนะเลิกเทิร์นคีย์แก้ฮั้วผ่านอี-ออคชั่น พ.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พันธวณิช จำกัด ผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ระบบอี-ออคชั่น เป็นเพียงตัวกลางระหว่างผู้เข้าประมูลเท่านั้น ส่วนการสมยอมราคา หรือฮั้วประมูล สามารถทำได้ตั้งแต่ขั้นตอนออกสเปคสินค้า ที่เข้าประมูล ซึ่งจะเอื้อให้สินค้ารายใดรายหนึ่งก็ได้ แต่วิธีดังกล่าวทำให้มีผู้ค้าเข้าร่วมประมูลน้อยราย และมักเป็นผู้ค้ารายเดิมๆ ซึ่งสามารถฮั้วราคากันได้ง่าย และอาจเกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างสินค้าและบริการ ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันด้านราคาเท่าที่ควร ซึ่งหากเทียบกับการยื่นซองประกวดราคาแบบเดิม ผู้เข้าประมูลสามารถเข้าหาเจ้าหน้าที่รัฐให้ร่วมมือ โดยยื่นซองราคา ที่เว้นช่องว่างที่ให้เจ้าหน้าที่เติมราคาเองได้หากดูราคาคู่แข่งแล้ว หรือใช้วิธีให้คนขับรถไปชนคนที่จะไปยื่นซองประกวดราคา เพื่อให้บริษัทคู่แข่ง ยื่นเอกสารไม่ทันประมูลก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลจริงใจจะลดคอร์รัปชันจริงๆ น่าจะยกเลิกการประมูลแบบเทิร์นคีย์ในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งแต่ละบริษัท ต่างจ้างเอาท์ซอร์สให้บริษัทอื่นต่อ แต่การใช้ระบบเทิร์นคีย์ ทำให้จำกัดจำนวนผู้เข้าประมูล เพราะต้องใช้เงินทุนสูง ราคากลางต้องกำไรไม่เกิน 20% ส่วนการตั้งราคากลาง ควรตั้งไว้ไม่ให้มีกำไรสูงกว่า 20% เพราะหากเกิน อาจทำให้เกิดการฮั้วได้ แต่ถ้ากำไรต่ำ และบริษัทที่เข้าประมูลแบ่งเงินสินบนส่วนที่กำไร 10% ของโครงการก็ไม่คุ้ม "อี-ออคชั่นก็เหมือนปืน ว่าจะไปอยู่ในมือตำรวจหรือมือโจร การจะหันไปใช้ระบบเก่า ก็เหมือนกับเป็นไดโนเสาร์ที่ล้าหลัง" พันเอกรังษีกล่าว ด้านนายไตร กาญจนดุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พันธวณิช กล่าวว่า การใช้อี-ออคชั่น ที่ไม่มีประสิทธิภาพนั้น จะเกิดขึ้นกรณีมีการเปิดเผยรายชื่อผู้ค้าที่รับ/ ซื้อเอกสารประกอบการประมูล รวมถึงผู้ค้าทราบจำนวนและรายชื่อคู่แข่ง ทำให้เกิดการฮั้วราคาก่อนประมูล และตั้งราคากลางไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศษฐกิจ เป็นเหตุให้ผู้ค้าไม่สามารถเสนอราคาได้ "การประมูลด้วยระบบอี-ออคชั่น เป็นเพียงขั้นตอนต่อรองการเจรจาราคาอย่างเดียว ซึ่งการตรวจคุณสมบัติของผู้ค้า และตรวจรับของหน่วยงาน ต้องมีมาตรฐานการตรวจคุณสมบัติ รวมทั้งตรวรรับงานจากผู้ค้าที่ชนะประมูลที่โปร่งใส ให้ตรงตามเงื่อนไขรายละเอียด ของสินค้า และบริการที่กำหนด" นายไตรกล่าว กรมบัญชีกลางยันประหยัดงบรัฐ ด้านนางสาวชุณหจิต สังข์ใหม่ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนามาตรฐานระบบพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การใช้อี-ออคชั่น ทำให้ผู้เข้าประมูลเสนอราคาได้หลายครั้ง เกิดการแข่งขันมากขึ้น หากเทียบกับการประมูลแบบเดิม ซึ่งปีงบประมาณ 2548 รัฐบาลสามารถประหยัดงบได้กว่าหมื่นล้านบาท คิดเป็น 10% ของงบจัดซื้อรัฐ ทั้งนี้ล่าสุด ครม. ได้อนุมัติหลักการ ให้จัดตั้งคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ราคากลาง ของงานก่อสร้างทั้งหมด เพื่อปรับราคาให้ละเอียดและเป็นปัจจุบัน สะท้อนกับต้นทุนจริง นอกจากนี้ สำนักงานฯ ได้ส่งร่างระเบียบพัสดุจัดซื้อจัดจ้างปี 2549 ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กำลังพิจารณาโดยเน้นการโปร่งใส ตรวจรับผู้รับผิด เพิ่มประสิทธิภาพ ได้มากขึ้นรวมทั้งเตรียมจ้างบริษัทภายนอก ให้เข้ามาตรวจสอบบริษัทผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ ในไตรมาสแรกของปีหน้า
|