หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ควรมองเศรษฐกิจปีหน้าอย่างไร

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10154

การพยากรณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องให้ความสนใจกับเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ซึ่งนอกจากจะมีอิทธิพลต่อประเทศเล็กๆ แล้ว ยังมีความผันผวนรวดเร็วกว่าในทศวรรษก่อนๆ อย่างมากมาย

ความผันผวนนี้เป็นความเสี่ยงที่จะต้องคอยสังเกตว่ามีปัจจัยใด ที่จะส่งผลลบต่อทิศทางเศรษฐกิจภายในประเทศหรือไม่ และความไม่แน่นอนต่างๆ มีน่าจะเพิ่มสูงขึ้นหรือลดลง

ในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจโลก และการค้าขยายตัวสูงมาก ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์ รวมทั้งได้ชักนำให้มีการพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจในแง่ดีกันมาก การคาดคะเนเศรษฐกิจสำหรับปี 2548 จึงผิดพลาดไปอย่างมาก เมื่อเศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อจริงๆ

สำหรับปี 2549 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐก็คาดคะเนว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในอัตราที่สูงขึ้นกว่าอัตราการเติบโตในปี 2548 โดยให้เหตุผลว่า มูลค่าส่งออกจะยังคงขยายตัวดีต่อเนื่อง ในขณะที่การใช้อัตรากำลังการผลิตที่อยู่ในเกณฑ์สูง จะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น

ส่วนอัตราเงินเฟ้อก็ประมาณการว่าจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็วตามราคาน้ำมันโลกที่คาดว่าจะอ่อนตัวอย่างต่อเนือง

การคาดคะเนในทิศทางดังกล่าวนี้สะท้อนการมองว่าปัญหา Global Stagflation กำลังจะผ่อนคลายลง และรัฐบาลจะกระตุ้นอุปสงค์รวม โดยไม่สร้างปัญหาเงินเฟ้อแก่ประเทศ

ถึงแม้ปัญหาราคาน้ำมันโลกในปัจจุบัน จะมีผลกระทบที่ไม่รุนแรง เท่าช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันโลกสองครั้งแรก แต่ต้นทุนการผลิต และการลำเลียงน้ำมันปิโตรเลียม กำลังอยู่ในยุคของการก่อการร้ายซึ่งยากต่อการคาดการณ์เป็นอย่างมาก

ในอดีตนั้น ราคาน้ำมันโลกมักมีราคาดุลยภาพในระดับสูงเป็นเวลานาน มากกว่าที่จะเป็นสภาวะชั่วคราว และที่สำคัญก็คือในปัจจุบันต้นทุนการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม น่าจะสูงกว่าในอดีตมาก มิฉะนั้นราคาตลาดโลก ยากที่จะยืนอยู่เกินระดับ 30-35 เหรียญต่อบาร์เรลเป็นเวลานานเช่นนี้

ในแง่ของประสบการณ์แล้ว ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งที่สอง (2522-2523) ได้นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวระหว่างปี 2524-2526 ซึ่งกว่าประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน จะเริ่มเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ก็เมื่อราคาน้ำมันโลกลดต่ำลงอย่างหนัก ในปี 2527 แล้ว โดยที่หลายประเทศก็ยังคงมีปัญหาหนี้สินอยู่

ภายใต้ความเสี่ยงจากปัญหา Global Stagflation การพยากรณ์เศรษฐกิจในปี 2549 จึงควรคำนึงถึงปัจจัย หรือความเป็นไปได้ดังต่อไปนี้

(1) ความไม่แน่นอนของทิศทางค่าเงินสหรัฐ

การใช้จ่ายเกินตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่แสดงอาการออกมาในรูปของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ได้สร้างแรงกดดัน ให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐ มีทิศทางที่อ่อนตัวในระยะยาว และที่ผ่านมาก็มีการอ่อนค่าอย่างชัดเจน เทียบกับค่าเงินสกุลหลักต่างๆ

การดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่อิงค่าเงินเหรียญสหรัฐอย่างมากนั้น มีส่วนกระตุ้นให้เศรษฐกิจ มีการใช้จ่ายเกินตัวมากขึ้นตามไปด้วย

แต่ในปี 2549 นี้ ความไม่แน่นอนน่าจะมีมากขึ้น เพราะการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ที่เคยกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งแต่เผชิญภาวะชะลอตัวและการก่อการร้าย 11 กันยายน จนกระทั่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 46 ปีนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว

สัญญาณที่มีต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์ จึงเริ่มมีลักษณะผสมหรือไม่ชัดเจน (mixed signals) มากขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่กำลังเข้าสู่ระดับปกติหรืออาจปรับตัวสูงขึ้นอีก ถ้าจำเป็นอาจทำให้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์ เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนได้ แม้ว่าปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จะยังคงสร้างแรงกดดันในระยะยาวอยู่ด้วย

ภายใต้ประธานธนาคารกลางคนใหม่ มีความเป็นไปได้สูงที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ จะให้น้ำหนักกับภาวะเงินเฟ้อมากขึ้น ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่คาดคะเนว่าจะชะลอลงนั้น ก็จะไม่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตราบใดก็ตามที่ไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง

ดังนั้น ถ้าค่าเงินสหรัฐมีทิศทางขาขึ้น ไม่เป็นไปตามที่คาดกันไว้ อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศของไทยจะต้องสูงขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพในรูปของเงินดอลลาร์ สภาพคล่องส่วนเกินก็จะหดตัวและไม่เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจ และการเก็งกำไรที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยมากมายเฉกเช่นหลายปีที่ผ่านๆ มา

(2) ศักยภาพของภาคส่งออก

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ภาคส่งออกมีความอ่อนไหวต่อปัญหา Global Stagflation อย่างเห็นได้ชัด และก็มิได้แสดงบทบาทนำการเจริญเติบโตมากอย่างที่เชื่อกัน

ดังจะเห็นได้ว่าในปี 2548 นี้ มูลค่าการส่งออกของไทยที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15-16 นั้น ส่วนใหญ่เป็นการเติบโต เนื่องจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น ตามต้นทุนการผลิต และภาวะเงินเฟ้อ การเติบโตของปริมาณ หรือตามมูลค่าที่แท้จริง กลับอยู่ในอัตราไม่ถึงร้อยละ 4.5 ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกในปีนี้ขยายตัวในอัตราปรกติคือร้อยละ 4.3

นี่เป็นการแสดงถึงบทบาทที่อ่อนแอลง ของภาคส่งออก ทั้งๆ ที่ได้รับการอุดหนุนจากนโยบายค่าเงินบาท ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีติดต่อกัน

ในปี 2549 คาดกันว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในอัตราใกล้เคียงเดิมคือร้อยละ 4.3 โดยที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักคาดว่า จะขยายตัวต่ำลง

ภาคส่งออกจึงไม่น่าจะมีบทบาทนำการเจริญเติบโต และต้องอาศัยโชคช่วยมากขึ้น

การพึ่งพานโยบายค่าเงินบาทต่ำ คงช่วยไม่ได้มากนักในยามที่มีปัญหาเงินเฟ้อ

(3) การชะลอตัวของภาคเอกชน

ความจริงแล้ว เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศแทบทุกรายการยังสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลค่าของภาคธุรกิจการค้าส่ง-ค้าปลีก และดัชนีการบริโภคภาคเอกชน

การทรุดตัวของการบริโภคภาคเอกชนเป็นสัญญาณสำคัญ ที่แสดงถึงการปรับตัวที่มีต่อภาวะเงินเฟ้อ อันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิต

ในกรณีทั่วไปที่ภาวะเงินเฟ้อเกิดจากการขยายตัวของอุปสงค์รวม การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน จะมีความผันผวนน้อยเนื่องจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นนั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้น

แต่เมื่อภาวะเงินเฟ้อมีสาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตดังเช่นในปัจจุบัน ประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น ในขณะที่รายได้มิได้ปรับตัวสูงขึ้นตาม ผู้บริโภคจึงต้องพยายามปรับตัวซึ่งในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ตัวเลขดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ที่จัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ก็สะท้อนในทิศทางนี้ กล่าวคือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้นเทียบกับร้อยละ 5.2 และ 4.1 ในปี 2547 และ 2548 ตามลำดับ

การทรุดตัวของดัชนีการบริโภคอุปโภคภาคเอกชนนี้เป็นการแกว่งตัว ที่จะช่วยให้ทางการ และภาคเอกชน เห็นสัญญาณได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยภาพรวมแล้วเศรษฐกิจปีหน้า มีแนวโน้มจะขยายตัวในอัตราใกล้เคียง หรือต่ำกว่าการขยายตัวในปี 2548 นี้ หรือประมาณร้อยละ 4.5 โอกาสที่จะเติบโตสูงถึงร้อยละ 5.7 ยังมีไม่มากนัก

ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางด้านการเงิน และการคลังที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ก็เริ่มมีขีดจำกัดมากขึ้น ไม่เหมือนห้วงเวลาที่ค่าเงินสหรัฐตกต่ำและเศรษฐกิจการค้าโลกฟื้นตัวอย่างดี

ภาครัฐและภาคเอกชนไม่ควรสรุปว่าเศรษฐกิจไทย ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และยิ่งไม่ควรเชื่อว่าปัญหาภาวะเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวและการขาดดุลบัญชีที่เดินสะพัด เป็นปัญหาที่เล็กหรือมีลักษณะชั่วคราว

เศรษฐกิจไทยนั้นกำลังเริ่มเผชิญอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งหมายถึงความยากลำบากของประชาชนที่ยากจน และชนชั้นกลางที่มีรายได้ค่าจ้างคงที่ รวมทั้งความสามารถที่ด้อยลง ในการแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศ ในขณะเดียวกันประเทศไทย ก็เริ่มเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชีย ที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล

ทรรศนะในแง่ดีย่อมสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อการบริหารของภาครัฐ และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และอาจให้ผลทางจิตวิทยาในเชิงบวก ในขณะที่การมองในแง่ร้ายมักไม่ถูกใจผู้ได้ยินได้ฟัง

แต่ทรรศนะที่วิเคราะห์สถานการณ์ในแง่บวกอยู่เสมอ ก็มีข้อเสียอยู่มาก เพราะให้นัยว่าภาวะเศรษฐกิจมิได้มีอะไรที่จะต้องกังวล ทำให้ไม่เห็นร่องรอยของความเปราะบางทั้งหลายทั้งปวง

เศรษฐกิจยุคปัจจุบันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ในขณะที่มาตรการของรัฐนอกจากมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติแล้ว ยังส่งผลกระทบได้ช้ามาก (lagged effects) การประเมินสถานการณ์จึงควรเน้นความระมัดระวัง หรือการป้องกันปัญหาต่างๆเป็นการล่วงหน้า

หน้า 6