หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐกิจปี 2549

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3752 (2952)

เศรษฐกิจของบ้านเราในปี 2548 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ เป็นปีที่ย่ำแย่ที่สุด ที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนสิ้นปีที่แล้วผิดกันหมด เพราะออกมาย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์ค่อนข้างมาก จากสาเหตุที่เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่คาดฝัน หรือที่คาดไว้ก็แย่กว่าเดิมไว้มาก จะลองไล่ดูว่ามีปัจจัยลบที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ดังนี้

1.เกิดปรากฏการณ์คลื่นยักษ์ขึ้นเมื่อปลายปี 2547 เป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงอย่างไม่เคยคิดฝันมาก่อน มีผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก นักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวพักผ่อนในแหล่งท่องเที่ยวในฝั่งทะเลอันดามันหายไปกว่าร้อยละ 80-90 เหลืออยู่เพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ผลต่อเนื่องจากเรื่องนี้ต่อธุรกิจอื่นๆ ขยายตัวเป็นวงกว้าง

2.เรื่องปัญหาความไม่สงบทาง 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ปี 2547 ทำท่ารุนแรงขึ้นในปี 2548 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดระเบิดขึ้นที่สนามบินหาดใหญ่ ซึ่งทำให้การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจต้องปรับการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจกันหมด สถานการณ์รุนแรงขึ้นและไม่มีทีท่าจะลดความรุนแรงลงเลย มีข่าวความรุนแรงเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ ที่แย่คือพวกเราทะเลาะกันเอง ข่าวพระสงฆ์องค์เจ้า อิหม่าม โต๊ะครู ถูกฆ่า ภาพพระออกบิณฑบาตรต้องมีทหารคุ้มกัน วัดวาอาราม สุเหร่า ต้องมีทหารคุ้มกัน เป็นภาพที่น่ากลัวแพร่กระจายไปทั่วโลก

3.ปัญหาดอกเบี้ยที่สหรัฐอเมริกาขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน รวมแล้วถึง 13 ครั้ง จากดอกเบี้ยเพียง 1 เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ 4.25 เปอร์เซ็นต์ก่อนสิ้นปี การที่ดอกเบี้ยระยะสั้นที่อเมริกาขึ้นไปเรื่อยๆ มีผลทำให้ผลตอบแทนต่อตราสารระยะยาวมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน กองทุนต่างๆ จึงไม่นิยมซื้อตราสารระยะยาว เพราะซื้อปั๊บก็ขาดทุนทันที เพราะราคาตราสารจะตกลง ผู้ลงทุนจึงมีปัญหาในการระดมทุนระยะยาว เพราะไม่ทราบว่าเมื่อใดตลาดเงินทุนระยะยาวจะหยุดปรับตัวเสียที โยงมาถึงบ้านเรามีปัญหาดอกเบี้ย มีแนวโน้มสูงขึ้น มีปัญหาโยงไปถึงเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ถ้าทางการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายบ่อยนัก ก็มีผลกระทบต่อภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ถ้าไม่ขึ้นก็มีผลต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ปีนี้เราก็เลยประสบกับทั้งสองอย่าง คือ ปัญหาดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น และปัญหาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

4.ปัญหาไข้หวัดนก ซึ่งเป็นข่าวครึกโครมกลายเป็นข่าวใหญ่ ไข้หวัดนกก็เลยกลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจไปด้วย เพราะไก่สดและไก่ปรุงรสเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย เมื่อประเทศผู้นำเข้าไก่ของเราสั่งห้ามนำไก่ของเราเข้าประเทศ ทีแรกสั่งห้ามหมดเลย ไม่ว่าไก่สดหรือไก่สุกปรุงรส ต่อมาจึงอนุญาตให้นำไก่สุกเข้าได้

กุ้งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกกีดกันจากทั้งยุโรปและอเมริกา ราคากุ้งเมื่อต้นปีจึงตกอย่างหนัก มาปลายปีจึงค่อยคลี่คลายเมื่อยุโรปและอเมริกาผ่อนคลายให้

5.ปัญหาราคาน้ำมันแพงปีที่แล้วราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างดุเดือดต่อเนื่องมาจากปีก่อน แต่มารุนแรงและถีบทะยานสูงขึ้นไม่รู้จักหยุดในปี 2548 นี้ ความต้องการพลังงานทั้งจากจีน อินเดีย ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางด้านผู้ผลิตก็มีปัญหาสงครามในตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย รัสเซียมีบริษัทน้ำมันซ้ำเติม โดยกองทุนต่างๆ เอาเงินออกจากตลาดทุน เพราะคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะแพงขึ้น และหันมาทุ่มเงินเก็งกำไรในเรื่องน้ำมัน รัฐบาลของเราท่านก็ใจดีสั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซล ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดว่าจะเกิดปัญหาทางการคลังของประเทศ และปัญหาเรื่องเงินเฟ้อที่แท้จริงถูกกดไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง ยิ่งกดไว้ในราคาต่ำการนำเข้าก็ยิ่งมาก เพราะมีการกักตุนของไว้ใช้หรือไม่ก็รีบใช้รีบซื้อเพราะคิดว่าวันหนึ่งรัฐบาลก็ต้องประกาศขึ้นราคาน้ำมัน สร้างความไม่แน่นอนเข้าไปอีก

6.ปัญหาความแห้งแล้งปี 2548 นี้ก็แปลก เกิดภาวะแห้งแล้งอย่างหนักมาตั้งแต่หลังสงกรานต์ พืชพันธุ์ธัญญาหารกระทบเสียหายมาก น้ำต้นทุนในเขื่อนทุกเขื่อนลดลงอย่างน่าตกใจ ที่ร้ายที่สุดก็คือ ฝนไม่ยอมตกที่บริเวณชาย ฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเกือบทุกชนิด อ่างเก็บน้ำดอกกราย และหนองปลาไหลแห้งขอด ความตกใจในเรื่องน้ำขาดแคลนที่พื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ โรงงานต่างๆ ต้องซื้อน้ำ จะใช้เรือจากปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยาไปส่ง น้ำดิบราคาถีบตัวสูงขึ้นถึงลูกบาศก์เมตรละ 150 บาท คาดการณ์กันว่าถึงจะมีฝนตกก็พอรอดตายเท่านั้น อย่างไรก็ไม่ชนไปจนถึงปี 2549 ระบาดไปทั่ว

แต่พอปลายปีเพียง 2 เดือน ฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก น้ำท่วมตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ เรื่อยๆ ลงมาจนถึงภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน เรื่อยไปถึงภาคใต้ ก่อนสิ้นปีน้ำท่วมอย่างหนักที่หาดใหญ่ และจังหวัดใกล้เคียงทั้งหมด น้ำในเขื่อนที่แห้งขอดก็เต็มหมดทุกเขื่อนทั่วประเทศ การเพาะปลูกหน้าแล้งปีหน้าไม่น่ามีปัญหา นี่ก็ไม่น่าเชื่ออีกเหมือนกัน คงเป็นเพราะ "พระสยามเทวาธิราช" ที่ช่วยประเทศไทยเอาไว้ ตอนนี้การก่อสร้างท่อน้ำเชื่อมแหล่งน้ำทั้งหมดในเขตบริเวณพื้นฝั่งชายทะเลตะวันออกก็เสร็จหมดแล้ว น้ำก็มีแล้ว

ขณะเดียวกันฝนแล้ง ราคาสินค้าเกษตรเกือบทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นยางพารา น้ำตาล มันสำปะหลัง ข้าว ปาล์มน้ำมัน และอื่นๆ พากันขึ้นราคาหมด ราคาที่ขึ้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็สูงกว่าปริมาณที่ลดลง เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วสุดท้ายปีนี้รายได้ของเกษตรดีขึ้น แทนที่จะเลวลง ซึ่งก็ช่วยได้มากสำหรับรายได้ของเกษตรกร

7.ปัญหาสุดท้ายที่ไม่น่าเกิดก็เกิดในช่วงปลายปี คือ ปัญหาความเสี่ยงทางการเมืองซึ่งไม่มีใครคาดฝันว่าจะเกิดก็เกิด เพราะรัฐบาลมีเสียงในสภาอย่างท่วมท้นถึง 350 เสียง แต่เอาไปเอามามีกระแสนอกรัฐสภาต่อต้านรัฐบาล สื่อมวลชนรายงานข่าวอย่างน่าตกใจว่ากระแสต่อต้านรัฐบาลมีมากขึ้นเรื่อยๆ และมีผลสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้ และรัฐบาลมีสิทธิล้มได้จากกระแสและมติมหาชนนอกรัฐสภา การเสนอข่าวในต่างประเทศก็น่าตกใจเลยทำให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องการเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่บ้านเรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออาจจะเป็นเพราะเรามี "พระสยามเทวาธิราช" เรื่องจึงสงบลงได้อย่างไม่น่าเชื่ออีก

ทีนี้มาลองพิจารณาดูว่าปีหน้าเศรษฐกิจของเราจะเป็นอย่างไร การคาดการณ์ของทางการไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ก็ออกมาแล้ว ตัวเลขที่ข้าราชการทำได้นั้นเกินการคาดการณ์จากแบบจำลองมหภาค โดยแบบจำลองทั้ง 3 แห่งมีโครงการสร้างไม่เหมือนกัน แต่ก็พลิกล็อกหมด เพราะครึ่งหลังของปีภาวการณ์ต่างๆ พลิกกลับหมดในที่สุด ก็ประมาณกันว่าปี 2548 นี้ เศรษฐกิจคงจะขยายตัวอยู่ระหว่าง 4.5 ถึง 5.0 เปอร์เซ็นต์ ปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ราวๆ 5.0-5.5 เปอร์เซ็นต์ ที่เอามาเล่าได้เพราะปีนี้รัฐมนตรีคลังท่านให้ผมไปนั่งฟัง ช่วยท่านซักซ้อมกับเขาด้วย ตัวเลขออกมาอย่างนั้น

ทีนี้มาลองดูว่าทำไมจึงคิดออกโดยไม่ต้องเอาแบบจำลองมาคิด คิดแบบที่ผมเคยทำ คือ จับตัวเลขบวกลบคูณหารในใจเอา

ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ที่ว่าน่าจะขยายได้ 4.5-5.0 เปอร์เซ็นต์นั้น น่าจะใกล้เคียงความจริงแล้ว เพราะเป็นตัวเลขจริงเสียตั้ง 9 เดือน เป็นการประมาณการเพียง 3 เดือนที่เหลือ เดี๋ยวนี้การเก็บตัวเลขเร็วมากเพราะระบบคอมพิวเตอร์ ไม่เหมือนเมื่อก่อนใช้บวกเลขด้วยมือ ข้อมูลจึงรู้ได้เร็ว

สำหรับปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวมากน้อยอย่างไรก็มาไล่ดูว่าทั้งๆ ที่แรงเหวี่ยงทางเศรษฐกิจขาขึ้นยังมีอยู่ตามวัฏจักร แต่เจอปัญหาทั้งเก่าและยังแก้ไม่ได้ คือ ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้และปัญหาใหม่ รวมแล้วถึง 7 อย่างด้วยกัน แต่ด้วยแรงเหวี่ยง ซึ่งที่จริงก็คือ ความต้องการลงทุนขยายกิจการ การบริโภค และการส่งออก และการท่องเที่ยวยังมีอยู่ ในช่วงครึ่งหลังของปี ครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจจึงขยายตัวได้ประมาณ 5.5 เปอร์เซ็นต์

ตัวที่สำคัญที่สุดสำหรับปีหน้าก็ได้แก่ ราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเชื่อว่าภาวะราคาน้ำมันแพงได้ผ่านไปแล้ว ด้วยเหตุผลทั้งในด้านความต้องการใช้ (demand) และปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ (supply) กล่าวคือเมื่อราคาน้ำมันขึ้นมาเป็นเวลานาน มีการปรับตัวทางด้านการใช้พลังงานอย่างมากในอเมริกาและยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศพัฒนาแล้ว เพราะประเทศเหล่านี้ใช้พลังงานฟุ่มเฟือย การใช้พลังงานต่อหัวของประชากรสูงเกินความจำเป็น ถ้าประหยัดเพียงเล็กน้อยก็จะมีผลต่อตลาด นอกจากนั้น อุตสาหกรรมต่างๆ ก็เริ่มปรับตัว หาพลังงานทดแทน เช่น ถ่านหินและอื่นๆ มาทดแทนน้ำมันมากขึ้น แม้แต่จีนเองก็ประหยัดการใช้พลังงานมากขึ้น ขณะเดียวกันทางด้านการผลิตก็มีการขุดเจาะผลิตน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศรัสเซียและประเทศที่เคยอยู่กับสหภาพโซเวียตเก่า ก็เพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น ปัญหาการเมืองในกลุ่มตะวันออกกลางก็น่าจะคลี่คลายลง

เมื่อเป็นอย่างนี้นักเก็งกำไรที่เคยปั่นราคาน้ำมันขึ้น เดิมเคยกะว่าจะปล่อยน้ำมันออกตอนหน้าหนาว ก็เลยทะยอยปล่อยของออก แล้วไปเข้าปั่นราคาทองคำแทน ปีหน้าราคาน้ำมันน่าจะมีแนวโน้มลดลง หรืออย่างมากก็ไม่ขึ้นไปอีก หน้าหนาวปีนี้แทนที่ราคาน้ำมันจะทยานขึ้นกลับมีแนวโน้มลดลง แต่ทองคำมีราคาแพงขึ้น รอให้ดอกเบี้ยขึ้นจนสุดแล้วนักลงทุนจึงค่อยเข้าตลาดตราสารหนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ภาวะการนำเข้าของเราก็คงจะเบาบางลง รวมทั้งความกดดันเรื่องเงินเฟ้อของเราก็น่าจะเบาบางลง เป็นผลดีกับเรา

ความกดดันเรื่องดอกเบี้ยคงจะมีอยู่ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า แต่ครึ่งหลังอเมริกาคงจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยแล้ว คาดการณ์กันว่าคงจะขึ้นอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25 เปอร์เซ็นต์แล้วก็หยุด เพราะตลาดคงเข้าสู่จุดสมดุลแล้ว

เรื่องท่องเที่ยวของเราก็กลับมาเร็วกว่าที่คาด ตอนนี้ห้องพักตากอากาศทางชายฝั่งทะเลอันดามันเต็มอีกแล้ว ฝรั่งเลิกกลัวสึนามิ คนเอเชียเลิกกลัวผีแล้ว แล้วก็ล้นมาฝั่งอ่าวไทย สมุยและพัทยาก็เต็ม กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย ก็ดีขึ้น

การส่งออกถ้าเอเชีย เช่น จีน อินเดีย และรัสเซีย ยังเป็นเขตการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงของโลก การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เยื่อและกระดาษ รวมทั้งปิโตรเคมีก็น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา

เมื่อเป็นอย่างนี้ การลงทุนภาคเอกชนซึ่งอั้นมา 2 ปีแล้ว น่าจะขยับขยาย เพราะหลายอุตสาหกรรมผลิตเต็มกำลังการผลิตแล้ว และอยากจะลงทุนเพิ่มเติม แต่ชะลอไว้ก่อน เพราะปัจจัยต่างๆ 7 อย่างทีกล่าวมาข้างต้น รัฐบาลคงจะปรับโครงสร้างภาษีอากรใหม่ต้อนรับการลงทุนระลอกใหม่ของภาคเอกชน

การลงทุนภาครัฐบาลเห็นว่าจะเพิ่มจากปี 2548 ซึ่งมีเพียง 50,000 ล้านบาท เป็น 200,000 ล้านบาท ก็น่าจะรวมเป็นการลงทุนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

การนำเข้าปีหน้าน่าจะอ่อนตัวลงบ้าง เพราะราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง ประกอบกับปีนี้ภาคอุตสาหกรรมของเรากักตุนวัตถุดิบกันไว้เต็มเหนี่ยว ปีหน้าก็น่าจะเป็นปีที่ใช้วัตถุดิบที่กักตุนเอาไว้เสียส่วนหนึ่ง ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด แม้ว่าจะขาดดุลก็น่าจะขาดดุลน้อยกว่าปีนี้ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวดีกว่าปีนี้

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีใครคาดการณ์ได้ แต่เมื่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังขาดดุลอยู่ ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐก็ไม่น่าจะแข็งกว่าปีนี้ แต่เมื่อธนาคารกลางของเราดำเนินนโยบายดอกเบี้ยให้เข้าใกล้ดอกเบี้ยเงินดอลลาร์มากขึ้น ปีหน้าเสถียรภาพของเงินบาทน่าจะดีกว่าปีนี้

ถ้าผลตอบแทนของตราสารหนี้ในต่างประเทศเริ่มมีเสถียรภาพ ไม่มีแนวโน้มสูงขึ้นไปอีก เอกชนที่มีเครดิตระดับกลางของเราก็น่าจะออกไประดมทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น ดังนั้น แม้ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล แต่ดุลการชำระเงินก็อาจจะเกินดุลก็ได้ ไม่น่าห่วงมาก

แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าปีหน้าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นมาอีก เรื่องนี้เอาแน่ไม่ได้แต่ตอนนี้ยังคิดไม่ออก เหมือนกับต้นปีนี้ก็คิดไม่ถึงว่าจะโดนแจ๊กพอตอย่างนี้

จึงประมาณการว่า เศรษฐกิจปีหน้าน่าจะขยายตัวได้อย่างน้อยก็ไม่เลวกว่าครึ่งหลังของปี 2548 นี้ คือราวๆ 5.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการคาดการณ์อย่างระมัดระวังแล้ว

ถ้าการเมืองไม่มีปัญหาอาจจะถึง 6.0 ก็ได้ใครจะไปรู้

หน้า 2