หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การปฏิรูปให้ทันสมัย สมัย ร.5

พลวัต เศรษฐศาสตร์ : ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2548

เวลานี้มีการพูดถึงการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยกันมาก รัฐบาลทักษิณเองก็ได้ประกาศแนวทางและนโยบายในเรื่องนี้ และตั้งท่าว่าจะเอาจริงเอาจังถึงขั้นเชิญทูตประเทศต่างๆ มาฟัง และร่วมเสนอโครงการเมกะโปรเจค เพื่อยกระดับการก้าวหน้าของประเทศ อย่างก้าวกระโดด

ต้นแบบของการปฏิรูปให้ทันสมัย โดยกษัตริย์นักปฏิรูปในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เป็นหลักฐานชั้นดี ของประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ตอนต้น เนื่องจากมีการชำระประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง

แต่ละครั้งที่ถูกชำระชนชั้นนำของรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้ใส่ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ความใฝ่ฝัน ความเป็นไปในบ้านเมือง ลงไปในพงศาวดารอยุธยาด้วย ชนชั้นนำและสถาบันกษัตริย์ เพิ่งผ่านความตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวง มาจากความพินาศล่มสลายของอยุธยา

พงศาวดารอยุธยาที่เขียนขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงบอกถึงสภาพการเมือง เศรษฐกิจ สังคมในสมัยก่อนการปฏิรูปให้ทันสมัยในสมัยรัชกาลที่ห้าได้เป็นอย่างดี

ช่วงสมัยของ ร.4 ต่อเนื่องจนถึง ร.5 เป็นยุคล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตก ประเทศรอบข้าง ล้วนตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และฝรั่งเศส ด้วยพระปรีชาสามารถของ ร.4 และ ร.5 ไทยจึงรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สยาม ปิดจุดอ่อนของประเทศในแถบนี้ที่ตะวันตกใช้เป็นหนึ่งในข้ออ้างหลายๆ ข้อ ทำให้ประเทศเป็นเมืองขึ้น ด้วยเหตุผลล้าหลัง ป่าเถื่อนและไม่ทันสมัย

การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง จึงเป็นส่วนผสมของพระปณิธานในการปฏิรูปสยาม บวกกับสภาพแวดล้อมภายนอกและเงื่อนไขภายในบีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย

ในสมัยนี้ก็เช่นเดียวกัน ความตั้งใจในการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยเป็นผลทั้งจากความมุ่งมั่นของรัฐบาล และสภาพโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีตามกรอบองค์การการค้าโลกบีบให้ต้องเปลี่ยนแปลง

ร.5 ทรงปฏิรูปประเทศให้เจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ ปรับปรุงระบบศาล ปฏิรูประบบราชการ รวมศูนย์อำนาจการเมืองการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง ทรงประกาศเลิกทาส สร้างทางรถไฟและระบบคมนาคมทันสมัย จัดตั้งหน่วยงานไปรษณีย์โทรเลข และดำเนินหลายประการให้ประเทศทันสมัย

ในสมัย ร.4 ต่อเนื่องมายัง ร.5 มีการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจครั้งสำคัญ คือ การเปิดประเทศมากขึ้น และระบบการผลิตถูกเปลี่ยนจากระบบการผลิต เพื่อยังชีพมาเป็นระบบการผลิต เพื่อการค้า แรงงานถูกระดมไปใช้ในการผลิต แทนที่การถูกเกณฑ์ไปช่วยราชการ ยกเลิกการเก็บส่วยอากรทั้งหลาย เศรษฐกิจเริ่มก่อตัวเป็น Monetary Economy มากขึ้น อันเป็นผลมาจากการทำสนธิสัญญาบาวริ่ง กับอังกฤษ (พ.ศ. 2398) และสัญญาในรูปแบบเดียวกันที่ทำกับประเทศมหาอำนาจ

ต่อมาสนธิสัญญาบางส่วนที่เสียเปรียบได้ถูกแก้ไขสมัยที่ท่าน รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ไทยต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนไปให้มหาอำนาจตะวันตก หลังจากเกิดข้อพิพาทกับฝรั่งเศส เรื่องดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อการปฏิรูปทางการทหาร ในช่วงเวลาต่อมา และตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องมีกองทัพแห่งชาติสมัยใหม่อันทรงประสิทธิภาพ เพื่อต้านทานการรุกรานจากตะวันตก

การทหารที่เข้มแข็งนี้ยังเป็นเครื่องเสริมให้การทูตเข้มแข็งด้วย ด้วยการที่เป็นเยาวกษัตริย์ ในช่วงต้น ร.5 อำนาจตกอยู่กับวังหน้า และผู้สำเร็จราชการ ย้อนกลับไปในสมัยอยุธยาตอนปลายก่อนเสียกรุงครั้งที่สอง มีการแย่งชิงตำแหน่งพระมหากษัตริย์กันบ่อยครั้ง เป็นผลมาจากการขาดหลักการปฏิบัติในการสืบราชสมบัติที่แน่นอน วังหน้าซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญมักเป็นพระราชอนุชา หรือเชื้อพระวงศ์อาวุโส มักเกิดเหตุขัดแย้งกับพระราชโอรส สิ่งนี้ต่อเนื่องมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

การสร้างฐานทางการเมืองและการทหารนี้ ยังเป็นการปรับดุลอำนาจภายในสยามเวลานั้น ปัญหาประการหนึ่งที่ ร.5 ทรงเผชิญในช่วงแรกของการครองราชย์ คือ การปราศจากพวกพ้องที่เป็นฐานอำนาจ การบริหารราชการแผ่นดิน ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพระบรมมหาศรีสุริยวงศ์

พระองค์ทรงปฏิรูปอำนาจบริหารบ้านเมืองด้วยการยกเลิกตำแหน่งมหาอุปราช สลายแรงงานเกณฑ์และระบบไพร่ ลดอำนาจขุนนางตระกูลบุนนาค จัดตั้งกองทหารมหาดเล็ก จัดตั้งโรงเรียนการทหาร และโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ต่อมาข้าราชการรุ่นใหม่และนายทหารเหล่านี้ ได้มีส่วนสำคัญในการก่อการ ร.ศ.130 เพื่อระบบประชาธิปไตย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475 มีการดำเนินวิเทโศบายที่ผูกมิตร กับประเทศมหาอำนาจทุกประเทศ เพื่อให้มหาอำนาจเหล่านี้คานอำนาจกันเอง

พระองค์เสด็จประพาสยุโรปถึงสองครั้ง และทรงแต่งตั้งราชทูตไปประจำประเทศต่างๆ การต่างประเทศในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนั้น ถือว่าเป็นการปฏิรูปกิจการต่างประเทศครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่สมัยพระนารายณ์

ด้านการศาสนาได้มีการปฏิรูปต่อเนื่องมาจากสมัยพระราชบิดา คือการสถาปนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหามงกุฎราชวิทยาลัย ให้เป็นสถาบันการศึกษาทางพุทธศาสนา และปริยัติธรรม นอกจากยังได้จัดตั้งสภาอุณาโลมแดง

การปฏิรูปให้ทันสมัยในสมัย ร.5 ไม่ได้ทำแบบเร่งรีบและใช้เวลายาวนานถึง 35 ปี ฉะนั้นผู้นำคนไหนก็ตามต้องการทำงานปฏิรูป ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอยู่ในอำนาจยาวนานพอที่ทำให้ภารกิจบรรลุผล หรือต้องแสวงหาทายาท ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มารับภารกิจต่อ หากมีเหตุต้องลงจากอำนาจ การอยู่ในอำนาจได้ยาวนานในยุคสมัยประชาธิปไตย จะขึ้นอยู่กับแรงศรัทธาและสนับสนุนจากประชาชนเป็นสำคัญ

ผู้นำปฏิรูปที่ดี ต้องไม่หลงลืมตัวไปกับความสำเร็จของงาน จนละเลยผู้ตาม ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนทั้งมวล สุภาษิตจีน กล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า น้ำหมายถึง ราษฎร เรือหมายถึงประมุข หากผู้นำผู้ปกครองไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ก็มิอาจดำรงตำแหน่งอยู่ได้เหมือนดั่งเรือที่มิอาจลอยหากปราศจากน้ำคอยรองรับทำนองเดียวกัน หากน้ำไม่ปรารถนาเรือ ก็สามารถล่มเรือให้จมลงได้ เหมือนดั่งวันใดที่ประชาชนปฏิเสธไม่ยอมรับตัวผู้นำ ก็อาจร่วมแรงร่วมใจคว่ำผู้นำคนนั้น ลงจากตำแหน่ง ความสำเร็จของผู้นำผู้ปกครองอยู่ที่ศรัทธา ที่ได้รับจากประชาชน