หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การกลับมาของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

บทความพิเศษ  วงกต วงศ์อภัย wongkot_w@yahoo.com  มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1323

"แม้จะใช้ผลการคาดการณ์จากการประมาณการณ์แบบประนีประนอมที่สุด คาดว่าโลกจะต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เป็นอย่างน้อย ภายในกลางคริสต์ศตวรรษนี้"

Mohamed El Baradei

ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)

การพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของความต้องการใช้พลังงานนั้นในตลอดปีนี้และปีที่ผ่านมานั้น นอกเหนือจากที่ส่งผลกระทบ ไปถึงราคาน้ำมัน ที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์แล้ว ยังส่งผลด้านจิตวิทยา ถึงความเพียงพอของพลังงานไปทั่วโลกอีกด้วย เมื่อรวมกับการมีผลบังคับใช้ของพิธีสารเกียวโตที่กำหนดไว้ว่าประเทศอุตสาหกรรมในพิธีสาร จะต้องมีการดำเนินการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน และยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน) ทำให้หลายฝ่ายต่างวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ถึงความต้องการพลังงานในปัจจุบัน ที่ทั้งเพิ่มสูงขึ้น และคุณภาพของพลังงานที่ต้องสะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมกับราคาที่เหมาะสม

จึงไม่น่าแปลกใจที่ในปีนี้ คำถามเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์จะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

 

พลังงานนิวเคลียร์

พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งให้ความร้อนสูง และสามารถนำความร้อนนั้น ไปใช้ผลิตไฟฟ้า แทนการใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่นได้ โดยจะแช่เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ไว้ในน้ำภายในโครงสร้างปิดสนิท เพื่อถ่ายความร้อนที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ไปต้มน้ำโดยตรง ซึ่งน้ำที่รับความร้อนมาแล้วนั้นอาจเดือดเป็นไอน้ำโดยตรง หรือนำความร้อนนั้นไปถ่ายเทให้กับน้ำอีกระบบหนึ่งให้เดือดแล้วแต่ชนิดของโรงไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบมา

ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ก่อให้เกิดความร้อนมี 2 ชนิด ได้แก่ ปฏิกิริยาฟิวชั่น (การรวมตัวของธาตุน้ำหนักเบากลายเป็นธาตุใหม่ และปลดปล่อยความร้อนออกมา คล้ายพฤติกรรมดวงอาทิตย์ ซึ่งในปัจจุบัน ยังไม่สามารถนำวิธีนี้มาใช้งานได้จริง)

และปฏิกิริยาฟิชชั่น (ซึ่งใช้กันอยู่ทั่วไปในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยการกระตุ้นธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม ให้เกิดการแตกตัว กลายเป็นธาตุใหม่ พร้อมการปลดปล่อยความร้อนขึ้น) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบฟิชชั่นจะใช้เวลาก่อสร้างราว 12 ปี ซึ่งในประเทศไทยได้เคยมีแผนการก่อสร้างขึ้นครั้งแรกที่อ่าวไผ่ อ.ศรีราชา ในปี 2517

แต่ต่อมาโครงการได้ถูกระงับไว้

ซึ่งความแตกต่างของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และระเบิดปรมาณู คือแม้ว่าต่างใช้ปฏิกิริยาฟิชชั่นเช่นเดียวกัน แต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่สามารถเกิดระเบิดได้เหมือนกับระเบิดปรมาณู เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียม ที่เจือจางมาก คือมียูเรเนียม-235 ไม่เกินร้อยละ 4 ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์เกิดขึ้นได้ช้าและมีขีดจำกัด ในขณะที่ระเบิดปรมาณูใช้ยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นมากกว่าร้อยละ 90 เมื่อทำงานจะมีปฏิกิริยานิวเคลียร์เกิดขึ้นอย่างรุนแรง และต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว เกิดการระเบิดได้อย่างรุนแรงในที่สุด (ที่มา : สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ)

 

อุบัติเหตุ

หากตัดเงื่อนไขเกี่ยวกับความเสี่ยง ต่อการเกิดอุบัติเหตุในการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการจัดการกากกัมมันตรังสี ที่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากออกไปแล้ว พลังงานนิวเคลียร์จัดเป็นพลังงานสะอาด และมีราคาถูก ที่จะเข้ามาเป็นทางเลือกหลัก ในการผลิตไฟฟ้าในทุกประเทศอย่างแน่นอน หากแต่ในทางปฏิบัติจริง กลับมิได้เป็นดังที่คิด

เมื่อพิจารณาย้อนไปในอดีต โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกของโลกได้เดินเครื่องที่เมือง Calder Hall ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ.2499 และมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังจากวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรก (ปี 2516) และมีสัดส่วนทั้งการผลิตไฟฟ้า ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 18% ของการผลิตไฟฟ้ารวมทั่วโลกในช่วงปี 2530 (หมายถึงไฟฟ้าที่ใช้ทั้งโลก มาจากพลังงานนิวเคลียร์ 18%) และคงสัดส่วนไว้ค่อนข้างคงที่ที่ราว 16% ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีจำนวนเตาปฏิกรณ์กระจายราว 440 ชุดใน 31 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูล มกราคม 2548)

ในปัจจุบัน ลิทัวเนีย ถือเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศสูงสุดที่ราว 80% โดยมีฝรั่งเศสตามมาเป็นลำดับสองที่ราว 78% โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เหล่านี้ ถูกนำมาผลิตเป็นไฟฟ้าฐาน (Base load) ซึ่งหมายถึงไฟฟ้าที่ได้จะส่งมาสู่ระบบสายส่งในปริมาณที่แน่นอน และโรงไฟฟ้าจะเดินกำลังผลิตอยู่ตลอดเวลา

(ต่างจากการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนบางแห่ง ที่จะผลิตไฟฟ้า มาเพื่อใช้เสริมเฉพาะในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเท่านั้น เรียกกรณีนี้ว่า Peak load)

ในช่วงยุคบูมของพลังงานนิวเคลียร์ ได้มีรายงานปัญหาหรืออุบัติเหตุจากการใช้งานออกมาเป็นระยะๆ หากแต่ยังเป็นปัญหาจากการปฏิบัติงาน เสียเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่ง ในเดือนกันยายน พ.ศ.2529 อุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุด ในโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ในประวัติศาสตร์ ได้เกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล (Chernobyl) ที่เมืองเคียฟ ประเทศสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันอยู่ในประเทศยูเครน)

ซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดของการใช้พลังงานนิวเคลียร์จากฝ่ายพลเรือน มีผู้เสียชีวิตราว 15,000 คน (โดยเสียชีวิตทันที 30 คน) และต้องทนทุกข์กับอาการเจ็บป่วยจากสารกัมมันตภาพอีกเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์ที่ "เชอร์โนบิล" ได้ทำให้โลกถกเถียงกันอย่างหนักถึงความคุ้มค่าของการใช้พลังงานชนิดนี้ มีการประท้วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ แทบทุกแห่งโดยกลุ่ม NGO ที่ทำงานด้านพลังงาน ส่งผลให้การขยายตัวของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา ได้ถดถอยลงอย่างมาก สวนทางกับเทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้นตามลำดับ (ตั้งแต่ปี 2541 ถึงปี 2546 นั้น มีการสร้างเตาปฏิกรณ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อผลิตไฟฟ้าเพียง 3 เตาเท่านั้น) รวมถึงการวางแผนปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่ง โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วในทวีปยุโรป

อุบัติเหตุครั้งล่าสุดในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคมปีที่ผ่านมา ที่โรงไฟฟ้ามิฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น โดยมีการรั่วของไอน้ำในระบบผลิต ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีการรั่วของสารกัมมันตรังสี แต่ก็มีพนักงานปฏิบัติการเสียชีวิตไปถึง 4 คน

หากแต่ก่อนหน้านั้นราว 5 ปี (30 กันยายน 2542) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกแห่งหนึ่งที่เมืองโตไกมูระ ก็ได้เกิดอุบัติเหตุจากการควบคุมปฏิกิริยาในการใช้ยูเรเนียมส่งผลให้กัมมันตรังสีพุ่งขึ้นสู่อากาศ และมีผู้เสียชีวิตไป 2 คน

หลังจากอุบัติเหตุครั้งล่าสุดเกิดขึ้น ในญี่ปุ่นเองก็ได้มีการถกเถียงถึงมาตรฐานความปลอดภัย รวมไปถึงแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ใช้พลังงานจากนิวเคลียร์ ในปริมาณที่สูงเป็นลำดับสามของโลก (รองจากสหรัฐและฝรั่งเศส) โดยมีสัดส่วนการใช้นิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้าเกือบถึงหนึ่งในสาม (เฉพาะไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นผลิตจากพลังงานนิวเคลียร์นี้ ก็มากกว่าการผลิตไฟฟ้าของทั้งประเทศไทยราว 3 เท่า) ทำให้กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่นยังคงมีทัศนคติที่ดี และถือว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานหลักที่มีราคาถูก รวมถึงเป็นแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

แผนการของญี่ปุ่นคือ การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่เพิ่มอีก 12 แห่งซึ่งมีกำลังผลิตติดตั้งรวม 17,500 เมกะวัตต์ภายในอีก 6 ปี ข้างหน้า

 

การชั่งน้ำหนัก

การพิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น ย่อมมาจากการพิจารณาข้อดี และข้อเสียในระยะสั้น และระยะยาว รวมไปถึงทางเลือกอื่นๆ

ในส่วนคุณประโยชน์นั้น แน่นอนว่าพลังงานนิวเคลียร์ถือเป็นพลังงานที่สะอาด และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการผลิตไฟฟ้าต่ำมาก เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงประเภทอื่น รวมถึงสามารถปลดปล่อยพลังงานจำนวนมหาศาล โดยใช้ปริมาณวัตถุดิบเพียงเล็กน้อย

กล่าวโดยง่ายคือ เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่มีขนาดเพียง 2 เซนติเมตร จะสามารถนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าได้ เทียบเท่ากับไฟฟ้าที่ได้จากถ่านหินคุณภาพดี ในปริมาณหนึ่งตันครึ่งทีเดียว

แต่ในทางตรงข้าม การใช้พลังงานนิวเคลียร์ก็มีข้อด้อยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ การทำเหมืองยูเรเนียม (ที่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ในการผลิตไฟฟ้า) ยังมีเทคโนโลยีการขุดเจาะที่ไม่สะอาด การขนส่งเชื้อเพลิง ไปยังจุดใช้งานยังมีความเสี่ยง รวมไปถึงการจัดการกากเชื้อเพลิงหลังจากที่ใช้ผลิตพลังงานแล้ว กากดังกล่าวจะยังคงความอันตรายในระดับสูงอีกนับร้อยปี และยังหาวิธีที่จะกำจัดอย่างเด็ดขาดในโลกไม่ได้ (ในปัจจุบัน จะใช้การฝังลงไปในชั้นหินแกรนิตใต้ดิน โดยฝรั่งเศสถือเป็นประเทศที่มีความเชี่ยวชาญสูงในด้านนี้)

และที่สำคัญสูงสุดคือ ความกังวลของผู้คนที่อาศัยอยู่รอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เกี่ยวกับความปลอดภัย และมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ดังที่ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง

 

อนาคต

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนใหญ่ในยุโรป ต่างยังคงมีอายุใช้งานได้ในราวอีก 10 ถึง 20 ปีช้างหน้า และนักอนุรักษ์ต่างก็หวังกันว่า ในระหว่างช่วงเวลาที่เหลืออยู่ดังกล่าว ควรจะเป็นมุ่งเน้นการลงทุนใหม่ในลักษณะการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอื่น เข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ควรถูกปลดระวางไป

ด้วยเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ที่สังคมต้องการคุณภาพอากาศที่สะอาดขึ้น ไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ได้ถูกนำกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ในแทบทุกประเทศอุตสาหกรรม และผู้มีอำนาจตัดสินใจในประเทศเหล่านั้น ต่างมีแนวคิดที่ "เปิด" มากขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หากแต่อันตรายจากการใช้งานและอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้น ยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นซื้อเวลาออกไป

หากแต่เมื่อพิจารณาจากท่าทีของฝ่ายรัฐบาลประเทศต่างๆ แล้ว โอกาสในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ ไม่ได้ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในอนาคต

หลังจากที่ไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่อีกเลยในประเทศยุโรปตะวันตก นับตั้งแต่ปี 2534 ในปีนี้รัฐบาลฟินแลนด์ ได้ตัดสินใจอนุมัติการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของประเทศตามพิธีสารเกียวโต (ปัจจุบันฟินแลนด์มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ 20% และถือเป็นหนึ่งในประเทศ ที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมชั้นแนวหน้าของโลก)

นอกจากฟินแลนด์แล้ว ยังมีฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่มีนโยบายเด่นชัดและมั่นคงต่อพลังงานนิวเคลียร์ มีแผนการลงทุนเกี่ยวกับนิวเคลียร์ในระยะยาว อีกหลายโครงการ มีมูลค่ารวมกว่า 6 ล้านล้านบาทใน 30 ปีข้างหน้า (รวมถึงโครงการนิวเคลียร์แบบฟิวชั่น ที่จำลองการสร้างพลังงานของดวงอาทิตย์ในชื่อ ITER)

ในส่วนประเทศยุโรปตะวันตกประเทศอื่น ต่างยังคงสงวนท่าทีในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ โดยพยายามที่จะพัฒนาพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นให้เข้ามาทดแทนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ (เช่น พลังงานลมในเยอรมนีและเดนมาร์ก หรือ พลังงานจากน้ำขึ้น-น้ำลงในอังกฤษ) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนของประเทศตนให้สูงขึ้นถึง 21% ภายในปี พ.ศ.2554

สำหรับสหรัฐ ประธานาธิบดีบุช ได้ประกาศนโยบายด้านพลังงานในเดือนเมษายนปีนี้ โดยได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ ในการสร้าง และพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ เพิ่มเติมจากเดิมและมีแนวโน้มที่จะพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนประเทศกำลังพัฒนากลับมีแนวทางที่สวนทางกัน ในปัจจุบันมีเตาปฏิกรณ์ที่ยังรอการติดตั้งอยู่ราว 30 ชุด โดยเกือบทั้งหมดนี้ จะถูกติดตั้งในประเทศในทวีปเอเชีย เช่น อิหร่าน เกาหลีใต้ และรวมถึงกลุ่มยุโรปตะวันออก เช่น ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปากีสถานที่ปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ที่ 425 เมกะวัตต์ ได้ประกาศว่า จะมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอีก 9,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2558 และจะขยายต่อไปอีก 7,500 เมกะวัตต์ในอีก 15 ปีต่อไป

ในปัจจุบันปัจจัยหลักที่จะส่งผลให้เกิดการ "บูม" อีกครั้งของนิวเคลียร์ได้ถูกจำกัดเหลือเพียง 3 ปัจจัยคือ ความต้องการการพัฒนาอย่างยั่งยืน, ข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต และการแข่งขันด้านราคาในกิจการไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งในกรณีประเทศไทย แม้ยังคงไม่มีความจำเป็นในการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในระยะสั้น เนื่องจากยังพอมีศักยภาพการพัฒนาทรัพยากรเหลืออยู่ โดยสามารถพัฒนาแสงแดด ชีวมวล (วัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรกรรม) มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น

แต่ด้วยต้นทุนที่สูง (ในขณะที่ราคาขายไฟฟ้าของไทยถือว่า "ต่ำมาก" เมื่อเทียบกับนานาประเทศ) ความไม่แน่นอนในด้านความเพียงพอ ของชีวมวลในระยะยาว รวมถึงปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่ลดต่ำลง ประกอบกับความจำเป็นในการพัฒนาไฟฟ้าของประเทศในช่วง 20 ปีข้างหน้าที่จะพุ่งสูงขึ้นกว่าในปัจจุบันกว่า 2 เท่า

แม้ว่าแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า (PDP) ของประเทศฉบับปัจจุบันจะไม่กล่าวถึงพลังงานนิวเคลียร์ โดยไทยจะพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติเป็นหลักในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทุกโรงที่ก่อสร้างใหม่ไปอีกราว 10 ปี

แต่ตราบใดที่โลกยังไม่มีการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่เพื่อผลิตไฟฟ้า ความพยายามในการนำพลังงานนิวเคลียร์ มาใช้ในประเทศไทย ยังจะต้องเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอนในอนาคต

หน้า 27