|
||||||||||||||
|
กระแสคิดนอกกรอบใน
WTO ฮ่องกง
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3751 (2951) การประชุมคณะมนตรีองค์การการค้าโลกครั้งที่ 6 ที่ฮ่องกงในเดือนธันวาคมนี้ ประเทศกำลังพัฒนาได้เริ่ม "คิดนอกกรอบ" ที่ถูก "ตีตรวน" ให้วนเวียนเจรจากติกาการค้าโลกและนโยบายที่ถูกตีกรอบไว้โดยประเทศร่ำรวยที่พัฒนาด้านอุตสาหกรรมแล้ว กรอบกติกาขององค์การการค้าโลกที่เจรจากันมาตั้งแต่รอบอุรุกวัยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่สวนทางกับทฤษฎีเศรษฐ ศาสตร์ของเคนส์ ซึ่งเสนอว่าการพัฒนาเศรษฐกิจจะไปได้ดี ก็ต่อเมื่อรัฐบาลใช้งบประมาณเข้าแทรกแซง และร่วมวางแผน ในขณะที่ทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ซึ่งได้รับการผลักดันโดยประธานาธิบดีเรแกนของสหรัฐ และนายกรัฐมนตรีแทตเชอร์ของอังกฤษอย่างแข็งขัน และได้รับการสนับสนุนทางทฤษฎีจากโปรเฟสเซอร์ มิลตัน ฟรีดแมน มาแต่ต้นจนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับในความผิดพลาดของทฤษฎีข้างต้น แต่องค์การการค้าโลก ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกและกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยแล้ว คือ OECD ก็ยังผลักดันทฤษฎีเสรีนิยมใหม่อย่างแข็งขันเพราะว่าตนเองได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ เสรีนิยมใหม่ได้พัฒนากลายมาเป็นยุคโลกาภิวัตน์ที่ได้รับการขนานนามไว้หลายชื่อด้วยกัน เช่น ยุคครอบโลก ยุคการแข่งขันเสรี ยุคการค้าเสรี ยุคตลาดเสรีและไร้พรมแดน ยุคโลกไร้พรมแดน เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าชื่ออะไร แก่นแท้ของโลกยุคนี้คือการจัดระเบียบเศรษฐ กิจโลกด้วยการสร้างกติกา นโยบาย และกรอบคิดของ "การล่าอาณานิคมยุคใหม่" ระบอบเสรีนิยมใหม่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยที่มีหลักการว่า รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน แต่เสรีนิยมใหม่กำหนดว่า การแข่งขันต้องเสรี หมายความว่า รัฐต้องวางมือ ปล่อยให้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทแทนผลประโยชน์ของสาธารณะและประชาชนตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย รัฐไม่สามารถปกป้องผู้อ่อนแอหรือปลาเล็กได้อีกต่อไป เพราะขัดกับหลักการแข่งขันเสรี รัฐต้องคุ้มครองผลประโยชน์และสิทธิของบริษัท แม้ว่าจะเป็นผลเสียต่อสังคมหรือส่วนรวม เช่น ราคาแพงของค่าไฟฟ้า ประปา ไปรษณีย์ ค่ารักษาพยาบาล ค่าการศึกษา ค่าทางด่วน ค่ารถไฟฟ้า ค่ารถเมล์ ค่ารถใต้ดิน เป็นต้น รัฐต้องถอนตัวจากพันธกิจพื้นฐาน อันได้แก่ การจัดหาให้บริการด้านการศึกษาราคาถูก ด้านการรักษาพยาบาลราคาถูก ด้านสาธารณูปโภคราคาถูก โดยให้เอกชนทำแทนด้วยการคิดราคาตามใจชอบโดยข้ออ้างว่าราคาตลาด อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ ที่เรียกระบอบนี้ว่าเสรีนิยมใหม่ เพราะตั้งอยู่บนพื้นฐานทฤษฎีเสรีนิยมของอาดัม สมิท นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษ ในศตวรรษที่ 18 แต่ อาดัม สมิท แม้ว่าจะสนับสนุนระบบการแข่งขันอย่างเสรี แต่ก็ไม่สนับสนุนการผูกขาด เสรีนิยมใหม่ที่ได้รับการฟื้นตัว หลังจากยุคเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงทศวรรษ 1930 และถูกแทนที่ด้วยลัทธิเคนส์ที่สนับสนุนการใช้งบประมาณของรัฐ และนโยบายของรัฐเข้าแทรกแซงเพื่อสร้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสรีนิยมใหม่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ในช่วงปี 1960-1970 จนถึงปัจจุบันโดยนายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แทตเชอร์ ของอังกฤษ และประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของอเมริกา โดยเริ่มจากการผลักดันให้ขายรัฐวิสาหกิจ เน้นการแข่งขัน (ปลาใหญ่กินปลาเล็ก-มือใครยาวสาวได้สาวเอา) ระหว่างชาติ ระหว่างภูมิภาค ระหว่างบริษัท และระหว่างปัจเจกบุคคล เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด เสรีนิยมจึงได้รับการขนานนามว่า เสรีนิยมใหม่ แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าชื่ออะไร แก่นแท้ของโลกยุคนี้คือการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลก ด้วยการสร้างกติกา นโยบาย และกรอบคิดของ "การล่าอาณานิคมยุคใหม่" ที่กำลังดำเนินการเจรจาอยู่ในการประชุมองค์การการค้าโลกที่ฮ่องกงในขณะนี้ รายงานของธนาคารโลก และ UNDP ยืนยันอย่างไม่เป็นที่ต้องสงสัยว่า ระบบการค้าเสรีทำให้บริษัทข้ามชาติ และชนชั้นนำระดับบนไม่ถึงร้อยละ 10 มั่งคั่งขึ้น แต่ร้อยละ 90 ของประชากรโลกยากจนลงและต้องทำงานอย่างทาส ในขณะประเทศที่พัฒนาแล้ว อันได้แก่ สหรัฐ อียู และญี่ปุ่น ไม่ยอมอ่อนข้อในเรื่องการให้คำมั่นสัญญาในเรื่องระยะเวลา ที่จะยุติการอุดหนุนภาคเกษตรของตนในด้านต่างๆ เช่น การอุดหนุนการส่งออก การซื้อสินค้าเกษตรของตน มาส่งไปให้ความช่วยเหลือ ประเทศยากจน ฯลฯ ตัวเลขการอุดหนุนการเลี้ยงวัว 1 ตัว ของอียูเฉลี่ยวันละ 2.70 เหรียญ สหรัฐและญี่ปุ่น 8 เหรียญ ในขณะที่รายได้เฉลี่ยของครอบครัวชาวอินเดียและประชากรร้อยละ 50 ในโลกตกเพียงวันละ 1.50 เหรียญ แต่ประเทศสหรัฐ อียู และญี่ปุ่น ซึ่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมล้นตลาดกลับเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนา เปิดตลาดสินค้าที่ไม่ใช่ภาคเกษตร (nonagriculture market access - NAMA) โดยการลดภาษีสินค้าเข้าอุตสาหกรรม ให้ลดลงจนกระทั่งไม่เก็บเลย ซึ่งจะเป็นการทำลายอุตสาหกรรมทารกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างสิ้นเชิง ในการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2548 ตัวแทนของกลุ่มประเทศ G-90 ได้ประท้วงว่าร่างของภาคผนวก C ที่เกี่ยวกับการเปิดเสรีภาคบริการของตนที่ต้องการใช้แทนที่ร่างทรงของประเทศพัฒนาแล้วที่ร่างกันเองขึ้นที่เจนีวา ไม่ได้รับการนำเสนอเข้าที่ประชุมและห้ามพิมพ์แจกจ่าย โดยข้ออ้างว่าไม่ได้เสนอเข้ามาอย่างเป็นทางการ Chakravarthi Raghavan นักสังเกตการณ์จากอินเดียให้สัมภาษณ์ว่า หากประเทศกำลังพัฒนายอมรับร่างของ Lamy ผู้อำนวยการ WTO คนปัจจุบัน ก็เท่ากับว่าเป็นการหมุนทวนระบบเศรษฐกิจกลับไปสู่ยุคอาณานิคมอีกครั้งหนึ่ง เขากล่าวว่า ประเทศกำลังพัฒนาต้องการพื้นที่กำหนดนโยบายใหม่ (policy space) ที่ไม่ได้อยู่ในกรอบขององค์การการค้าโลก เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง Rubens Ricupero อดีตเลขาธิการของ UNCTAD ให้ความเห็นต่อการประชุม WTO ที่ฮ่องกงครั้งนี้ในเรื่องการต่อรองเรื่องการลดการอุดหนุนสินค้าเกษตรของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยแลกกับการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมโดยที่ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ยอมอ่อนข้อในเรื่องการลดการอุดหนุนของตน แต่กลับยืนยันให้ประเทศกำลังพัฒนาลดภาษีสินค้าเข้าอุตสาหกรรม เขากล่าวว่า "การไม่มีข้อตกลงเลยก็ยังดีกว่าการมีข้อตกลงที่เลว" ในกรณีของบราซิลอุตสาหกรรมรถยนตร์ และอิเล็กทรอนิกส์จะล้มละลายทันที ประเด็นที่เป็น "ทางตัน" ของการประชุมครั้งนี้ คือ 1.สหรัฐ อียู และญี่ปุ่น ต้องการกดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดตลาดและลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมนำเข้า (NAMA) ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเพราะจะเป็นการทำลายอุตสาหกรรมภายในประเทศของตน 2.สหรัฐ ต้องการผลักดันและกดดันประเทศกำลังพัฒนาในข้อตกลงให้เปิดเสรีภาคบริการอย่างเต็มที่ (GATS) ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม 3.ประเด็นการกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการลดการอุดหนุนภาคเกษตรของสหรัฐ อียู และญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้ยืนกรานไม่ยอมที่จะระบุปีที่ชัดเจนในการยุติการอุดหนุน Clodoaldo Hugueney, ทูตการค่าของบราซิลกล่าวว่า สหรัฐ อียู และญี่ปุ่น ในการลดการอุดหนุนภาคเกษตรกรรมของตน ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงระดับของการลดการอุดหนุนอย่างจริงจัง เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ในเอกสารของอียูเองระบุว่า ในปี 2003 สหรัฐได้อุดหนุนภาคเกษตรของตนในรูปของ "ความช่วยเหลือด้านอาหารให้ต่างประเทศ" เป็นเงินถึง 2.6 พันล้านเหรียญ หรือ 1 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นมูลค่าร้อยละ 20 ของการส่งออกข้าวสาลีของสหรัฐ และร้อยละ 50 ของมูลค่าการส่งออกของสินค้านมผงของสหรัฐ ประเทศอียูก็ใช้วิธีการเช่นเดียวกันนี้ในอุตสาหกรรมโคนม ในประเทศกำลังพัฒนาจึง "เดี้ยง" เป็นแถว และทารกในประเทศกำลังพัฒนาก็ถูกหลอกให้กินนมผงแทนนมแม่ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าและไม่เสียเงินตราต่างประเทศด้วย ในการเจรจาที่ฮ่องกงนี้สหรัฐเสนอให้ยกเว้นเรื่อง "ความช่วยเหลือด้านอาหารให้ต่างประเทศ" ร้อยละ 85 ความเห็นแก่ได้ของประเทศที่พัฒนาแล้วจึงทำให้การเจรจาขององค์การการค้าโลกถึงทางตันทุกครั้ง เพราะประเทศกำลังพัฒนาได้ "ตื่น" แล้ว และได้รวมตัวกันเป็น G-20, G-33, Africa Group, LDC Group and the ACP Group เพื่อร่วมกันต่อรอง จึงทำให้ WTO เดินมาถึง "ทางตัน" หน้า 2
|