|
||||||||||||||
|
เกาหลีใต้กับวิจัยลวงโลก
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10148 เรื่องอื้อฉาวของนักวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพชื่อดังของเกาหลีใต้เมื่อเร็วๆ นี้ มีบทเรียนให้คนในสังคมพึงสำเหนียก เพราะมันตอกย้ำสัจธรรมที่ว่า "สิ่งใดที่ไม่ถูกต้องแล้ว สิ่งนั้นไม่มีวันจีรัง" Hwang Woo Suk สัตวแพทย์ผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ อายุ 53 ปี พร้อมกับทีมงานครึ่งร้อยได้รับการสนับสนุนในทุกด้าน จากประธานาธิบดีเกาหลีใต้ Roh Moo-Hyun ให้ทำงานวิจัยด้านนี้เพื่อให้เกาหลีใต้เป็นที่หนึ่งของโลก โดยใช้อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ของ Seoul National University ในปี 1990 Hwang สามารถโคลน (clone หรือก๊อบปี้ DNA ของตัวต้นแบบ) ลูกวัวได้ในปี 2004 เขาประกาศว่าสามารถผลิต stem cell ได้จากตัวอ่อนมนุษย์โดยผ่านการโคลน ในเดือนพฤษภาคมของปีนี้ก็ประกาศว่าสามารถผลิต stem cell ที่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์กับคนป่วยได้ และในเดือนสิงหาคมต่อมาก็สามารถโคลนสุนัขได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลก (หลังจากมีการโคลนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นได้สำเร็จ เรียงกันมาตั้งแต่แกะ หนู วัว หมู กระต่าย ม้า และล่าสุดแมว) โดยให้ชื่อว่าเจ้า snuppy Hwang เป็นฮีโร่คนดังของเกาหลีใต้ แต่สิ่งที่เขาได้ทำไว้ในอดีตก็ตามมาคิดบัญชีกับเขาจนได้ เมื่อเริ่มมีเสียงซุบซิบ จากนักวิจัยระดับโลกว่า เขาทำผิดจริยธรรมของนักวิจัย เพราะได้ใช้ไข่สุกของมนุษย์เพื่อเอามาทำ stem cell จากการซื้อและจากการบริจาคแบบถูกบังคับของผู้ช่วยวิจัยสาวของเขา 2 คน งานวิจัย stem cell ของมนุษย์ที่กำลังร้อนแรงแข่งขันกันอยู่ในโลกขณะนี้ มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกการแพทย์ stem cell เป็นเซลล์ของตัวอ่อนมนุษย์ (ปกติเกิดจากไข่สุกผสมกับน้ำเชื้อที่มี DNA ตามธรรมชาติของมัน) ที่ยังมิได้กลายเป็นเซลล์ของเนื้อเยื่อ หรือของอวัยวะใด ถ้าหากสามารถทำให้มันเป็นเซลล์ที่มี DNA ของคนป่วยแล้ว ก็อาจสามารถสร้างเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะใหม่ของคนป่วยคนนั้นขึ้นได้ ตัวอย่างประโยชน์ของ stem cell เช่น คนป่วยที่กล้ามเนื้อหัวใจตายเพราะ heart attack หรือคนป่วยเป็นโรคเบาหวาน ที่เกิดจากตับอ่อน ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ถ้าสามารถผลิตกล้ามเนื้อหัวใจใหม่ๆ ได้หรือผลิตเนื้อเยื่อเพื่อซ่อมตับอ่อนให้ทำงานเป็นปกติได้ คนป่วยเหล่านี้ก็จะอยู่กินส้มตำไปได้อีกหลายปี ถึงแม้จะมีเสียงซุบซิบเรื่องแหล่งของไข่ดังกล่าว แต่ Hwang ก็ปฏิเสธมาตลอด จนในที่สุดเขาก็สารภาพว่าได้ทำจริง และขอโทษสาธารณชน (ไม่ใช่เพราะสำนึกผิด แต่เพราะมีหลักฐาน และคำสารภาพของผู้ช่วยวิจัย) เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ใครๆ ก็คิดว่าความดังของเขาคงจบไปแล้ว แต่ที่ไหนได้คนเกาหลีใต้ กลับให้กำลังใจเขากันท่วมท้น มีสาวๆ บริจาคไข่สุก (ไข่ของเธอไม่ใช่ไข่ต้ม) ให้กันเป็นร้อยคน เรียกว่ายิ่งดังกว่าเก่าอีก สื่อประโคมกันสนั่นเมือง และเชียร์ให้เขาเดินหน้าต่อไปไม่ต้องกังวลกับพวกฝรั่งขี้อิจฉา เหตุการณ์ผ่านไปได้แค่ไม่ถึงสองอาทิตย์ Hwang ก็โดนอีกหมัด คราวนี้หนักกว่าเก่า และดูท่าจะร่อแร่เพราะน่าสงสัยอย่างยิ่ง ข้อกล่าวหาก็คืองานวิจัยล่าสุดของเขาที่บอกว่าสามารถผลิต stem cell ที่มี DNA ตรงกับคนไข้ได้จำนวนหนึ่งนั้น เป็นเรื่องโกหก เขาสร้างหลักฐานปลอม และหลอกลวงให้คนเชื่อ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ จู่ๆ นักวิจัยร่วมกับเขาที่เป็นนักวิจัยอเมริกัน และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนบทความ 24 คน ซึ่งได้ส่งไปลงวารสาร Science Hwang ควรถอนบทความนี้ออกไปจากวงกา รและระบุว่าเขาใช้ข้อมูลปลอม บทความชิ้นนี้อ้างว่าสามารถผลิตตัวอ่อนของมนุษย์จำนวน 11 ตัว ที่มี DNA เหมือนคนป่วย และสามารถใช้ประโยชน์ stem cell จากตัวอ่อนเหล่านี้ได้ซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้ในการสร้างเนื้อเยื่อ และอวัยวะสำหรับคนป่วยแต่ละรายขึ้นมาได้ งานวิจัยนี้ถือว่าล้ำหน้าสุดในงานวิจัย stem cell ในโลกทีเดียว เมื่อมีข้อกล่าวหานี้ขึ้น Seoul National University ก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นเหมือนครั้งที่แล้ว ได้หลักฐานและคำให้การ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเพื่อนร่วมงานหลายคน ที่กลายเป็นศัตรูเมื่อรู้ว่าถูกหลอนด้วยหลักฐานปลอมว่ามีตัวอ่อน 11 ตัว ทั้งที่โดยแท้จริงแล้วนั้นมีเพียงแค่ 2 ตัว โดย Hwang สั่งให้ถ่ายรูปตัวอ่อนให้ดูเหมือนมีหลายตัว นอกจากนี้บางคนยังให้การว่า Hwang บอกเขาเป็นการลับว่ามีการสร้างข้อมูลปลอมขึ้นด้วย Hwang ยืนยันว่าเขามิได้ทำสิ่งจอมปลอมเหล่านี้ แต่ stem cell ที่กล่าวถึงในบทความนี้เขาไม่มีแล้ว เพราะมันติดเชื้อ และตายไปหมด เขายืนยันว่าถ้าให้เวลาเขา 2 อาทิตย์เขาก็จะผลิตขึ้นมาใหม่ให้ดูได้ อย่างไรก็ดี คณะกรรมการที่ตั้งขึ้น และมีคนภายนอกมาร่วมเป็นกรรมการด้วยเชื่อคำให้การของผู้ร่วมงานหลายคน และหลักฐานที่มีในมือ ตลอดจนเห็นว่าการยอมถอนบทความดังกล่าวของตัวเขาเอง แสดงออกถึงการยอมรับว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นจริง และเชื่อว่าตัวอ่อน 2 ตัวที่อ้างนั้นอาจไม่มีตัวตนก็เป็นได้ คนเกาหลีใต้ช็อคกับข้อมูลการสอบสวนครั้งนี้มาก และกระเพื่อมไปถึงการเมือง ถึงขนาดต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการพิเศษ เนื่องจากทำให้เกาหลีใต้เสียหน้า และเสียความเชื่อถือไปเป็นอันมาก ประธานาธิบดี Roh นั้นเพิ่งเปิดศูนย์ World Stem Cell Hub ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งให้เกาหลีใต้ เป็นผู้นำด้านงานวิจัยโคลนนิ่งของโลก และได้พยายาม "โหน" งานวิจัยของ Hwang เพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองให้แก่ตัวเขา Hwang ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะกำลังถูกทอดทิ้งโดยเพื่อนร่วมงาน และประธานาธิบดี ผู้คนเริ่มมองเห็นว่างานวิจัยเรื่องนี้ของเขา ไม่มีมูลความจริงเต็มร้อย นักวิจัยคู่แข่งต่างประเทศ ต่างพากันตัดความสัมพันธ์ ที่เคยมีงานศึกษาวิจัยร่วมกับเขา ถึงแม้คำตัดสินอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา แต่เกือบทุกฝ่ายดูจะยอมรับความจอมปลอมของงานวิจัยชิ้นนี้ ความอื้อฉาวในครั้งนี้ คนเกาหลีใต้ไม่ออกมาปกป้องเพราะหลักฐานดูจะมีน้ำหนักมากขึ้นทุกวัน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับนักวิจัยที่มีความทะเยอทะยาน อยากมีผลงานแซงหน้าเพื่อนโดยไม่คำนึงถึงความจริง และจริยธรรม มันแสดงให้เห็นสัจธรรมที่ว่าสิ่งใดที่ไม่ใช่ของแท้แล้วจะไม่สามารถทนทานต่อการพิสูจน์ได้ ความเท็จและสิ่งที่แอบซ่อนไว้ย่อมเปิดเผยตัวมันเองในวันหนึ่งเสมอ หน้า 6
|