หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐกิจโต ฐานเสียงหด

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์  กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2548

การปรับปรุงตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลายเป็น talk of the town ไปอีกเรื่องแล้ว หลังจากที่สมาชิกของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ได้ออกมาให้ข้อสังเกต เกี่ยวกับการปรับการประมาณการ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ว่าอาจมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจจะโตขึ้น 4.6% เปลี่ยนมาเป็น 5.3% จนตัวแทนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้กันยกใหญ่

จริงๆ แล้ว การประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่หน่วยงานทางเศรษฐกิจ เช่น สภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนา (ทีดีอาร์ไอ) ได้กระทำกันมาทุกๆ ปีเป็นเวลานานมาแล้ว แต่สาธารณชนส่วนใหญ่และสื่อมวลชนเริ่มให้ความสนใจกับตัวเลขนี้อย่างจริงๆ จังๆ ก็ช่วงหลังการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 นี้เอง

สาเหตุประการหนึ่งที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้รับความสนใจมากขึ้น ก็เพราะประชาชนต้องการจะรู้ว่า ตัวเองจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิตไปอีกนานแค่ไหน ประโยคยอดฮิตที่ได้ยินกันเป็นประจำ ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นใหม่ๆ อย่าง "ปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง" เป็นการสื่อให้เห็นถึงบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่อึมครึม จนประชาชนและนักธุรกิจขาดความมั่นใจ

ซึ่งภายใต้บรรยากาศที่อึมครึมแบบนั้น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตไปโดยปริยาย เพราะเชื่อกันว่า เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวที่เป็นบวก ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตาดำๆ อย่างพวกเราก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ทั้งๆ ที่หลายคนไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า กระบวนการคำนวณอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ประกาศออกมานั้นเขาทำกันอย่างไร

ก่อนที่จะมีการประกาศอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจออกมานั้น จะต้องมีการประมาณการเกี่ยวกับมูลค่าของการผลิตสินค้า และบริการที่เกิดขึ้น ในประเทศในแต่ละปีออกมาเสียก่อน โดยตัวเลขนี้มีชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น (Gross Domestic Product หรือ GDP) แล้วจึงนำเอาตัวเลขนี้ไปเปรียบเทียบกับปีก่อน จึงจะทราบว่าเศรษฐกิจเติบโตขึ้นมากน้อยเพียงใด

วิธีการที่ใช้คำนวณนั้น เป็นไปตามแนวทางที่องค์การสหประชาชาติ ได้วางเอาไว้ เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลเพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้นำไปใช้ ประเทศไทยเองก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญขององค์การสหประชาชาติ มาให้คำแนะนำ เกี่ยวกับวีธีการจัดทำบัญชีรายได้ประชาชาติ จึงไม่น่าสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้อง ในทางวิชาการของการประมาณค่า

อย่างไรก็ดี ในวงวิชาการแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่าตัวเลขที่ได้นั้นไม่ใช่ตัวเลขจริงของเศรษฐกิจ และไม่มีวันที่จะเป็นตัวเลขจริงของเศรษฐกิจได้เลย เพราะข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณเป็นตัวเลขที่ได้จากการสุ่มตัวอย่าง ตามหลักการทางสถิติ ตรงนี้เองที่เป็นปัญหา เพราะความถูกต้องของการประมาณค่าขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้ ลองคิดดูเล่นๆ ว่าจะมีเจ้าของธุรกิจสักกี่คน ที่จะยอมบอกรายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต และรายได้ของตัวเองมาตรงๆ ยิ่งถ้าคนถามเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยแล้ว ยากมากที่จะได้ข้อมูลจริงทั้งหมด

เมื่อข้อมูลดิบที่นำมาใช้ในการคำนวณ มีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ต่อให้กระบวนการถูกต้อง ตามหลักวิชามากแค่ไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นตัวเลขที่บิดเบือนอยู่ดี นอกจากนี้แล้ว กว่าจะย่อยข้อมูลดิบที่มีจำนวนมหาศาลเหล่านี้ ให้เรียบร้อยก็ต้องใช้เวลานาน จนบางที กลายเป็นว่าพอคำนวณเสร็จแล้วสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป

ตัวเลขที่คำนวณได้ก็ไม่สะท้อนภาพที่แท้จริง ทำให้ต้องมีการปรับการประมาณค่ากันอีกรอบ

ถึงแม้ตัวเลขที่ได้จะไม่ได้เป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของแต่ละปี ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขเหล่านี้ จะไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย อย่างน้อยมันก็ยังช่วยบอกแนวโน้มว่าเศรษฐกิจของเรากำลังดีขึ้นหรือแย่ลง ส่วนอัตราการเติบโตจะเปลี่ยนไปสักครึ่ง หรือหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรมากนัก เพราะตัวเลขที่ได้ก็ไม่ใช่ตัวเลขจริงๆ อยู่แล้ว ถ้าอยากดูการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เราจะต้องดูเปรียบเทียบกันหลายๆ ปีจึงจะเห็นภาพที่ชัดเจน

ดังนั้น หากการปรับการประมาณการครั้งนี้ เป็นไปตามหลักวิชาการแล้ว ประชาชนอย่างเราก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง แต่ถ้าเป็นการปรับตามใบสั่งจริงๆ อย่างที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตไว้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากคนจะไม่เชื่อตัวเลขที่ประกาศออกมาแล้ว ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเองก็จะยิ่งถดถอยลงไปอีก

กลายเป็นว่า อัตราการขยายตัวที่เป็นบวกมากขึ้นเพียงเล็กน้อย กลับต้องแลกมาด้วยอัตราการขยายตัวที่เป็นลบ ของจำนวนผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย ได้ไม่คุ้มเสียเลยจริงๆ