หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
จาก สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ถึง ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (1)

คนแคระบนบ่ายักษ์  แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 09 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1321

เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว แนวคิดเรื่องวัฒนธรรมชุมชน-ภูมิปัญญาชาวบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นในประเทศไทย ยังเป็นเพียงช่วงต่อสู้ให้มีพื้นที่ทางทฤษฎีความคิดอยู่ แต่ทุกวันนี้ เรากล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า มันได้กลายเป็นกระแสสำคัญในสังคมไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นของหลวงหรือของราษฏร์ก็ตาม!

ที่กล่าวว่าอยู่ในช่วงต่อสู้เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ก็เพราะว่าแนวคิดในการพัฒนาประเทศในช่วงนั้น ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวทางการพัฒนา สู่ความเป็นสมัยใหม่ ตามวิทยาการของประเทศตะวันตกที่อ้างตัวว่า เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น วิถีชีวิตแห่งชุมชนหรือหมู่บ้านแบบดั้งเดิม ย่อมถูกมองว่าเป็นเรื่อล้าสมัย ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ให้เจริญทันสมัย

นอกจากแนวทางการพัฒนาแบบกระแสหลัก ของประเทศมหาอำนาจทุนนิยมตะวันตกแล้ว กระแสทางเลือกในขณะนั้นก็คือ แนวทางการพัฒนาแบบสังคมนิยม ซึ่งก็เน้นวิทยาการสมัยใหม่เช่นกัน จะต่างกันตรงที่เรื่องกรรมสิทธิ์ ว่าใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และผลผลิตทั้งหลาย ของฝ่ายทุนนิยมก็เป็นของส่วนบุคคล นายทุนอะไรกันไป ส่วนของฝ่ายที่อ้างว่าเป็นสังคมนิยมก็เป็นของรัฐ พรรคคอมมิวนิสต์ ก็ว่ากันไป

ย้อนไปสามสิบปีที่แล้วคือ ในราวพุทธศักราช 2516/17 แนวคิดเรื่องวัฒนธรรมชุมชนหรือวัฒนธรรมชาวบ้าน-ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้านได้รับการยอมรับก็แต่ในหมู่คนจำนวนหนึ่งเท่านั้น โดยผู้คนกลุ่มนั้นถือได้ว่า เป็นกลุ่มปัญญาชน นิสิตนักศึกษาวงแคบๆ ซึ่งมี อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์, อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์, วิศิษฐ์ วังวิญญู, ไพศาล วงศ์วรวิสิทธ์ (ปัจจุบัน พระไพศาล วิศาโล) เป็นต้น

ส่วนแนวคิดที่เป็นกระแสของปัญญาชนนิสิตนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรม- นักเคลื่อนไหวที่แข็งขันที่มีจำนวนมากกว่า กลุ่มของอาจารย์สุลักษณ์ก็มักจะออกไปในแนวสังคมนิยมเสียเป็นส่วนใหญ่

แน่นอนว่า ภายใต้อิทธิพลแนวคิดสังคมนิยม ไม่ว่าจะเป็นแนวมาร์กซ-เลนินหรือเหมาเจ๋อตง ย่อมไม่ยอมรับวัฒนธรรมชุมชน หรือภูมิปัญญาชาวบ้านท้องถิ่น เพราะวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาดังกล่าว ที่ยึดติดกับวิถีการดำรงชีวิตแบบที่สืบมาย่อมถูกตราว่า ล้าหลัง-เป็นซากเดนศักดินา ถือว่าเป็นจิตสำนึกจอมปลอม อนุรักษ์การถูกกดขี่ เป็นโลกทัศน์ของชาวนาชาวไร่ ที่ตกค้างมาแต่วิถีการผลิตแบบศักดินา หรือไม่ก็กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้า ของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่จะต้องก้าวให้พ้น จากอำนาจอิทธิพลของซากเดนของวิถีการผลิตแบบเก่า

กงล้อประวัติศาสตร์จะต้องพัฒนาหมุนไปด้วยพลังการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ใช่จมปลักอยู่กับวิถีของชาวนาติดที่ดิน ไม่ยอมผันตัวเองมาเป็นผู้ใช้แรงงาน

ดังนั้น ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยไทยนั้น กระแสความคิดแบบวัฒนธรรมชุมชน-ภูมิปัญญาท้องถิ่น ย่อมถูกมองว่าเป็นพวกปฏิกิริยา - ล้าหลัง - - ไม่ก้าวหน้า ซึ่งกระแสหลักของปัญญาชนนิสิตนักศึกษานักเคลื่อนไหวในช่วงนั้น ปฏิเสธแนวทางการพัฒนาของกลุ่มอาจารย์สุลักษณ์ และคณะ กล่าวได้ว่า ไปด้วยกันไม่ได้เลย เพราะมันเป็นคนละแนวทางกันอย่างเห็นได้ชัด

แต่กระนั้น ผู้คนทั่วไปมักจะแยกแยะไม่ออก และมักจะเหมารวมเอาผู้คนทั้งสองกลุ่มไว้ด้วยกัน โดยเชื่อว่าเป็นแนวฝ่ายซ้ายสังคมนิยมเหมือนกัน เพราะทั้งสองกลุ่มก็ลงไปยุ่งเกี่ยวกับชาวบ้านคนจนเหมือนกัน จึงถูกมองว่าลงไปเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชน

สมัยนั้น ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่และรวมทั้งนักเรียนนิสิตนักศึกษาจำนวนมาก ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องลัทธิแนวคิดทางการเมืองและสังคม อีกทั้งยังตกอยู่ภายใต้กระแสอุดมการณ์ฝ่ายขวา-ทหาร นิยมที่มุ่งต้านกระแสฝ่ายซ้ายอย่างมืดบอด ที่มุ่งทำลายพลังของปัญญาชนนิสิตนักศึกษาโดยรวม โดยขาดความรู้ความเข้าใจและแยกแยะไม่เป็น

การขาดความรู้ความเข้าใจของประชาชนส่วนใหญ่โดยทั่วไปนั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะในสมัยนั้น สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งในรั้วสถาบันการศึกษาเอง ก็ยังไม่เปิดกว้างเพียงพอ ที่จะให้สอนเรื่องแนวคิดลัทธิเศรษฐกิจได้อย่างเสรี และไม่เจือปนอคติ

ในหมู่นักวิชาการหัวก้าวหน้าส่วนใหญ่ก็แบ่งออกได้เป็นพวกเสรีนิยม และพวกสังคมนิยม ซึ่งต่างก็ไม่ต้องการอนุรักษ์วิถีชาวบ้าน-ชุมชนเท่าไรนัก ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น ขณะเดียวกัน นักวิชาการฝ่ายซ้ายเมื่อยี่สิบ-สามสิบปีก่อนเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นกลุ่มที่รู้จักกันต่อมาในนาม "เศรษฐศาสตร์การเมือง" ซึ่งต่อมาได้สถาปนาเป็นโครงการและเป็นหลักสูตรปริญญาขั้นสูงเป็นตัวเป็นตนที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

แน่นอนว่า งานส่วนใหญ่ของกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมืองคือการวิพากษ์เศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยชี้ให้เห็นถึงการกดขี่ขูดรีดที่กระทำต่อกรรมกรชาวนาในสังคมไทย

และเมื่อพูดถึงกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมืองในวงวิชาการไทยแล้ว บุคคลแรกที่คนในวงวิชาการสังคมศาสตร์จะนึกถึงทันทีก็คือ "ศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา" ผู้ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการประสานงานสร้างสรรค์กลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมืองขึ้นมา และท่านคือต้นฉบับผู้สร้างให้แนวคิดเรื่อง "วัฒนธรรมชุมชน-วิถีชาวบ้าน-ภูมิปัญญาท้องถิ่น" กลายเป็นกระแสวาทกรรมสำคัญขึ้นมาในหมู่นักพัฒนาองค์กรเอกชนและนักวิชาการกระแสทางเลือก นอกเหนือไปจากที่อาจารย์สุลักษณ์และคณะได้เริ่มวิถีการพัฒนาในแนวชุมชนพอเพียงในทางปฏิบัติมาก่อน

แต่กว่าจะมาถึงความเป็น "ยักษ์ใหญ่" แห่งกระแสสร้างวาทกรรม "วัฒนธรรมชุมชน-วิถีชาวบ้าน" เส้นทางวิชาการของอาจารย์ฉัตรทิพย์ก็แสนที่จะแปลกประหลาดน่าสนใจอย่างยิ่ง! เพราะจากความเป็นนักเศรษฐศาสตร์การเมืองมาเป็นนักคิดนักวิชาการในสายวิถีชาวบ้าน-วัฒนธรรมชุมชนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะไปด้วยกันได้ง่ายนักในทางทฤษฎีวิชาการ?!

เริ่มต้นเมื่อปี 2501 "ฉัตรทิพย์ นาถสุภา" ได้ก้าวเข้าเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็น "สิงห์ดำ" รุ่น 11 เป็นรุ่นพี่ห้ารุ่นของ "สมบัติ จันทรวงศ์ : ผู้วางรากฐานปรัชญาการเมืองของไทย" เพื่อนร่วมรุ่นสิบเอ็ดสิงห์ดำ ของอาจารย์ฉัตรทิพย์ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี เจนวิทย์การ (อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาเอกรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก) วีระ รอดเรือง (ผู้ว่าราชการจังหวัด) ชิดพงษ์ สยามเนตร (อดีตอาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ จุฬาฯและรองประธานการบินไทยฝ่ายอบรม) และที่โด่งดังในแวดวงวิชาการบริหารงานอันเป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ "อุทัย หิรัญโต"

ขณะที่เรียนรัฐศาสตร์ที่จุฬาฯ อาจารย์ฉัตรทิพย์ไม่ได้เลือกเรียนในสายบริหารการคลัง ที่สามารถไปต่อยอด ออกมาเป็นเศรษฐศาสตร์ อย่างที่บางคนเข้าใจ เพราะภาพวิชาการของอาจารย์ฉัตรทิพย์ ที่เป็นที่รู้จักกันต่อมาในภายหลังคือ "นักเศรษฐศาสตร์"

ในระดับปริญญาตรีที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ อาจารย์ฉัตรทิพย์ เลือกเรียนในแผนกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งในขณะนั้น อาจารย์เองก็คงไม่ทราบอนาคตของตนเหมือนกันว่าจะมาลงเอยเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมืองและกลายเป็น "เจ้าพ่อวาทกรรมวัฒนธรรมชุมชน" สาเหตุที่อาจารย์เลือกเรียนสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็น่าจะสืบเนื่องมาจากการที่ครอบครัวของท่านรับราชการในกระทรวงต่างประเทศมาก่อน

ในรายละเอียดของการเรียน อาจารย์ฉัตรทิพย์จะเรียนเก่งแค่ไหน ผู้เขียนไม่ทราบ ทราบแต่เพียงว่า ท่านได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง เป็นที่หนึ่งของสิงห์ดำรุ่น 11 ใครที่เดินผ่านไปมาหน้าทางเข้าห้องประชุมมาลัย หุวะนันท์ ที่อาคารเกษมอุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ย่อมเห็นชื่อ "ฉัตรทิพย์ นาถสุภา" เกียรตินิยมอันดับหนึ่งของรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รุ่น 11 ติดไว้บนแผ่นไม้จารึกรายชื่อคนเรียนเก่งแห่งรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ในช่วง พ.ศ.2504-2505 หลังจากอาจารย์ฉัตรทิพย์เรียนจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว ท่านได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโททางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อไปเลยที่จุฬาฯ นั่นเอง และอีกเพียงสองปีต่อมาคือ พ.ศ.2507 ท่านได้สำเร็จปริญญาโทในสาขาเดียวกัน โดยทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ "นูเรมเบิก : อาชญากรสงครามนาซีกับกฎหมายระหว่างประเทศ" ซึ่งเป็นงานวิจัยที่มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอาชญากรสงคราม กฎหมายระหว่างประเทศ-คดีอาญาและศาลโลก

ยังไม่มีวี่แววของความเป็นเศรษฐศาสตร์การเมืองหรือวัฒนธรรมชุมชนเลยแม้แต่น้อย !

หน้า 76


ฉัตรทิพย์ นาถสุภา : (2) จากนูแรมเบอร์กถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

คนแคระบนบ่ายักษ์  แพทย์ พิจิตร  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1323

คนเรียนเก่งสมัยก่อน ตั้งแต่สมัยพ่อของผู้เขียน ซึ่งขณะนี้สิริอายุได้แปดสิบกว่าปี จนมาถึงยุคคนที่มีอายุหกสิบกว่าปีอย่างศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ต่างก็ต้องมาลงเอยเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมทั้งสิ้น แต่คนเรียนเก่งอย่างทั้งสองท่านก็ไม่ได้ลงเอยต้องเรียนแพทย์หรือวิศวะอย่างคนทั่วไป เพราะท่านทั้งสองเลือกเรียนรัฐศาสตร์ และก็บังเอิญเป็นรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งคู่ด้วย ท่านแรกเป็นสิงห์ดำรุ่นสิบเอ็ด ท่านหลังรุ่นสิบหก

ที่น่าสนใจก็คือ ทั้งอาจารย์ฉัตรทิพย์และอาจารย์สมบัติ ต่างก็มีพื้นฐานเป็นนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ ในตอนมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมด้วยกันทั้งคู่ แต่อาจารย์สมบัติมาตัดสินใจที่จะเรียนรัฐศาสตร์ในตอนมัธยมแปด และก็หันไปอ่านตำรับตำราทางด้านสังคมศึกษาด้วยตัวเองมากขึ้น ส่วนอาจารย์ฉัตรทิพย์ก็เริ่มต้นเรียนมัธยมปลายในสายวิทยาศาสตร์ แต่มาสมัครสอบเทียบในสายศิลป์ ดังนั้น ในกรณีของอาจารย์ฉัตรทิพย์ก็คือ อาจารย์เรียนมัธยมเจ็ดสายวิทย์ แต่มาจบมัธยมแปดในสายศิลป์ในปี พ.ศ.2502

เป็นเรื่องน่าสังเกตอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ทำงานในด้านบริหารการศึกษา ด้วยการเปลี่ยนสายจากวิทย์มาสายศิลป์ของอาจารย์ทั้งสองท่าน น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ในสมัยนั้น คนเก่งต้องเรียนสายวิทย์หรือต้องเลือกเรียนสายวิทย์ไว้ก่อน แต่ต่อมา บางคนก็เริ่มรู้ตัวว่า ตนสนใจจะเรียนในสาขาทางสายศิลป์ ซึ่งถ้ารู้ตัวเร็วก็โชคดี แต่ถ้ารู้ตัวช้าหรือช้ามาก ก็แย่หน่อย ดังนั้น วิธีการที่จะช่วยให้นักเรียนได้มองเห็น "ทาง" ของตน ก็น่าจะมีการแนะแนวให้เข้าใจในสายวิชาต่างๆ ตั้งแต่ปลายมัธยมต้น หรือไม่ก็ไม่ควรที่จะแยกสายศิลป์หรือวิทย์เลย แต่ให้เรียนคละกันไปดีกว่า

ซึ่งเข้าใจว่า ล่าสุดทางกระทรวงศึกษาจะเน้นไปที่การไม่มีสายวิชาที่ตายตัวเหมือนแต่ก่อน

แต่ที่แน่ๆ และขาดไม่ได้ คือ การให้ความรู้ความเข้าใจในแขนงสาขาวิชาต่างๆ ในระดับมหาวิทยาลัยแก่นักเรียนชั้นมัธยมต้น และจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจในสาขานั้นๆ จริงๆ ไม่ใช่ให้อาจารย์หรือครูแนะแนวที่ไม่เข้าใจในองค์ความรู้สาขาต่างๆ การจะให้คำแนะนำในเรื่องของการแนะแนว เป็นเรื่องยาก แต่สำคัญยิ่ง โรงเรียนควรเน้นลงทุนหรือขวนขวายในส่วนนี้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ทางฝ่ายมหาวิทยาลัยเองก็ควรส่งตัวแทนของคณะต่างๆ ไปทำความเข้าใจกับทางโรงเรียนต่างๆ ไม่ใช่นั่งเฉยๆ เพราะคิดว่า อย่างไรก็มีคนมาสมัครเรียนในคณะของตนอยู่แล้ว การเป็นฝ่ายรุกคือเป็นฝ่ายเสนอตัวให้คำแนะนำ ย่อมจะทำให้ได้นักเรียนที่สนใจที่จะเรียนในสาขาของคณะของตนอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน โรงเรียนต่างๆ ย่อมถือว่าเป็นโอกาสดีที่ทางมหาวิทยาลัยมาช่วยในจุดนี้ ไม่มีใครปฏิเสธหรอก!

ในกรณีของอาจารย์ฉัตรทิพย์และอาจารย์สมบัติ เข้าข่ายพวกที่รู้ตัวเร็ว โดยทั้งสองท่านเลือกเรียนรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แทนที่จะไปเรียนแพทย์หรือวิศวะอย่างคนเก่งทั่วไป อาจารย์สมบัติเลือกเรียนสาขาวิชาการปกครอง ส่วนอาจารย์ฉัตรทิพย์เลือกเรียนสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คราวที่แล้วได้เขียนไปว่า สาเหตุที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เลือกเรียนสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็เพราะเข้าใจว่าครอบครัวของท่านทำงานในกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน ซึ่งข้อมูลนี้มักจะพูดกันไปเองตามการเดาสุ่มรู้ดีของคนที่ชอบตีความมากกว่าจะรู้ข้อเท็จจริง จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เพราะทั้งบิดาและมารดาของอาจารย์ฉัตรทิพย์ไม่ได้ทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเลย คุณพ่อท่านเป็นหมอ ยศพลอากาศตรี ส่วนคุณแม่เป็นอาจารย์สอนหนังสือ

ถ้าจะมีอะไรที่คุณพ่อคุณแม่ท่านจะเกี่ยวข้องกับรัฐศาสตร์ก็น่าจะเป็นว่า ในสมัยโน้น คุณพ่อท่านเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาจิตวิทยา ให้นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และนิสิตสมัยนั้นรู้จักท่านดี ในฐานะที่ท่านเป็นอาจารย์ที่สอนสนุกเฮฮาออกแนวทะลึ่งเล็กๆ (มากก็ไม่ว่า!) เพราะวิชาจิตวิทยาย่อมต้องเกี่ยวข้องกับ ขั้นตอนการเจริญเติบโต เรื่องเพศ อะไรต่างๆ ด้วย

ก็นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนเรียนเก่งอีกคนหนึ่งที่ไมได้ไปลงเอยด้วยการเรียนหมอและวิศวะ แต่ไปเรียนอย่างอื่นเสียบ้าง

หลังจากอาจารย์ฉัตรทิพย์จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยคะแนนเป็นที่หนึ่งของรุ่น ในปี พ.ศ.2505 ท่านก็ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์เลย และก็ได้เรียนต่อปริญญาโทที่รัฐศาสตร์สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่จุฬาฯ นั่นเอง โดยใช้เวลาศึกษาเพียงสองปีก็สำเร็จในปี พ.ศ.2507

โดยท่านทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "นูเรมเบิก : อาชญากรสงครามนาซีกับกฎหมายระหว่างประเทศ" ซึ่งยังไม่ส่อแววการเป็นนักวิชาการคนสำคัญในสายเศรษฐศาสตร์การเมือง และเจ้าพ่อแห่งวาทกรรมวัฒนธรรมชุมชนเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้น เส้นทางวิชาการของท่านจึงเป็นเรื่องที่น่าสนเท่ห์อย่างยิ่ง จากนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องการต่างประเทศ ที่กลับมาลงเอยเรื่องท้องถิ่น-ภูมิปัญญาชาวบ้านในที่สุด?!!

หลังจากนั้น อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้ไปศึกษาต่อ จนสำเร็จปริญญาเอกสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Fletcher School of Law and Diplomacy มหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts) ในปี พ.ศ.2511 โดยได้รับทุนการศึกษาจากแหล่งต่างๆ ได้แก่ "the Peurifoy Foundation and the Fletcher School" ทุนนี้เป็นทุนที่ทางเฟลทเชอร์มีสัญญาความร่วมมือกับทุนดังกล่าว ทุนนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นที่ระลึกให้กับ John E. Peurifoy อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์แถวหัวหินในปี พ.ศ.2498 ในวันที่ 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษาพอดี ไม่รู้สมัยนั้น อุบัติเหตุกรณีนี้จะเกิดจากการเมาของผู้คนหรือเปล่าก็ไม่ทราบ?!

นอกจากนี้ อาจารย์ฉัตรทิพย์ยังได้รับทุนจากองค์การยูเนสโก หรือ "องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ" และทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ด้วย (the Rockefeller Foundation)

นอกจากปริญญาเอกแล้ว อาจารย์ฉัตรทิพย์ยังได้ปริญญาโทมาอีก 3 สาขาด้วย นั่นคือ ปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกใบหนึ่ง (M.A.) และปริญญาโทสาขากฎหมายและการทูต (M.A.L.D.) โดยปริญญาโทสองใบนี้อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้จากที่เฟลทเชอร์ ส่วนปริญญาโทใบที่สามคือ ปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์ (M.A. Econ.) ท่านได้จากมหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์น (Northeastern)

ในการสำเร็จปริญญาทั้งสี่ใบนี้ เอกหนึ่งใบ โทสามใบ---อาจารย์ฉัตรทิพย์ใช้เวลาเพียงสี่ปีเท่านั้น (2507-2511) ซึ่งนับว่าเร็วมากทีเดียว!

อาจารย์ฉัตรทิพย์ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเกี่ยวกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย โดยหัวข้อวิทยานิพนธ์คือ "Foreign trade, foreign finance and the economic development of Thailand, 1956-1965" อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของท่านคือ ศาสตราจารย์ดอน ดี. ฮัมฟรีย์ (Don D. Humphrey) ผู้เป็นคนแรกที่กระตุ้นให้อาจารย์ฉัตรทิพย์หันมาให้ความสนใจในสาขาการค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจ ในขณะที่เรียนอยู่ที่เฟลทเชอร์

ส่วนอาจารย์อีกท่านที่ช่วยดูแลให้คำปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์คือศาสตราจารย์จอร์จ แฮล์ม (George N. Halm) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการเงินการคลัง โดยประเด็นความสนใจของท่านก็จะเน้นไปที่ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนและการเงินระหว่างประเทศเป็นสำคัญ

เมื่อกลับมาเมืองไทยในปี พ.ศ.2511 อาจารย์ฉัตรทิพย์ก็กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์ตรี แผนกวิชาการต่างประเทศและการฑูต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาเมื่อมีการก่อตั้งคณะเศรษฐศาสตร์ โดยแยกตัวออกมาจากคณะรัฐศาสตร์ ในปี พ.ศ.2513 อาจารย์ฉัตรทิพย์ก็ย้ายมาเป็นอาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อมีการตั้งคณะเศรษฐศาสตร์ขึ้น โดยแตกตัวมาจากคณะรัฐศาสตร์นั่นเอง และได้เป็นหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศในปี พ.ศ.2517 และเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ในปี พ.ศ.2522

ในช่วงแรกของการเป็นนักวิชาการของท่าน ซึ่งก็คือช่วงที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เป็นอาจารย์ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผลงานทางวิชาการของท่านก็ยังเป็นแนวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ นั่นคือ ในปี พ.ศ.2511 ท่านได้แต่งตำรา "กฎหมายระหว่างประเทศ" ขึ้น และทางจุฬาฯ ได้มอบให้สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชเป็นผู้จัดพิมพ์

แต่ในปีเดียวกันนั้นเอง ท่านได้ออกหนังสืออีกเล่มหนึ่งเรื่อง "พัฒนาการเศรษฐกิจประเทศไทย" โดยโรงพิมพ์วิทยากร ซึ่งเริ่มแสดงให้เห็นถึงความสนใจในเรื่องเศรษฐกิจของท่าน

หน้า 76


ฉัตรทิพย์ นาถสุภา : (3) ก่อนจะเป็น"เศรษฐศาสตร์การเมือง"

แพทย์ พิจิตร  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1324

ถ้าไม่นับเรื่องดีชั่ว เราพอจะแบ่งคนเรียนเก่งออกได้เป็นสองประเภท ประเภทแรก อ่านแต่เฉพาะตำราเรียนที่ต้องใช้ในการสอบเพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ ประเภทที่สอง นอกจากตำราเรียนแล้ว ยังชอบอ่านหนังสือหนังหาทั่วไป อ่านเพราะความอยากรู้อยากเข้าใจเพื่อสนองตอบต่อความกระหายใคร่รู้หรือความรักในความรู้

อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เข้าข่ายคนเรียนเก่งประเภทที่สอง เพราะตั้งแต่วัยเด็ก ด.ช.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เป็นสมาชิกหอสมุดแห่งชาติตั้งแต่ชั้นประถมปีที่สี่ โดยบิดา (พลอากาศตรีนายแพทย์ทิพย์ นาถสุภา) เป็นผู้พาไปสมัคร ซึ่งนับว่าเป็นความประจวบเหมาะที่ดีอย่างยิ่งที่โรงเรียนที่ ด.ช.ฉัตรทิพย์เรียนอยู่นั้นอยู่ไม่ห่างจากหอสมุดแห่งชาติเลย

บอกอย่างนี้ หลายท่านคงนึกได้ทันทีว่า หนึ่งในโรงเรียนย่านนั้นก็คือ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้อาจารย์ฉัตรทิพย์จนกระทั่งท่านออกไปเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมฯ ข้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความเป็นนักอ่านของอาจารย์ฉัตรทิพย์น่าจะเป็นอิทธิพลสำคัญที่ทำให้ท่านไม่คับแคบหรือยึดติดเฉพาะในสิ่งที่ท่านศึกษา ความเป็นนักอ่านน่าจะช่วยให้ท่านเห็นภาพรวมของเรื่องราวต่างๆ ได้มากกว่ามุมแคบๆ ที่เป็นมุมเฉพาะของสาขาวิชาความรู้แต่ละสาขา นักวิชาการจำนวนไม่น้อยที่รู้แต่เฉพาะในสิ่งที่ตนเรียนและใช้สอนทำมาหากิน ถามอะไรนอกเหนือไปจากนั้นก็ไม่รู้ และก็ไม่อยากที่จะเสวนานอกเรื่องเกินกว่ามุมแคบๆ ที่ตนรู้หรือมุมแคบๆ ที่ตนยิ่งใหญ่

นักวิชาการประเภทนี้ไม่ต่างจากตัวตุ๊กแกที่ชอบแอบอยู่หลังตู้หรือในหลืบซอก แล้วก็คิดว่าตัวเองใหญ่โตคับซอกเล็กซอกน้อยเหล่านั้น ทั้งนักวิชาการแนว "ตุ๊กแก" และตัวตุ๊กแกเองต่างเหมือนกันตรงที่ไม่ยอมละทิ้งหลืบน้อยอันยิ่งใหญ่ของตนเพื่อออกมาดูโลกกว้าง แต่ตุ๊กแกมันยังดีที่มันยังรู้ว่าพื้นที่ของมันนั้นแสนจะคับแคบ เพราะถึงเวลา มันจะสารภาพออกมาดังๆ เป็นประจำสม่ำเสมอว่า "คับแคบๆๆๆๆ"

ความเป็นนักอ่านของอาจารย์ฉัตรทิพย์น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขอบฟ้าแห่งองค์ความรู้ของท่าน ขยายเชื่อมโยงจากปริญญาโทรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "นูแรมเบอร์ก" ไปสู่ "เศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนาประเทศ" ไปสู่ "เศรษฐศาสตร์การเมือง" ไปสู่ "ประวัติศาสตร์-สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา" และไปสู่ "วัฒนธรรมชุมชน" ในที่สุด

ซึ่งถือว่าเป็นการบูรณการแห่งองค์ความรู้ที่กว้างขวางครอบคลุมเรื่องราวและปัญหาของมนุษย์ในสังคมได้เป็นอย่างดี

มีนักวิชาการน้อยคนที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้ หรือแม้นว่าจะมีความสามารถ แต่ก็ขาดพลังแห่งความรักในความรู้และความรักในชีวิตผู้คนผู้ยากไร้อย่างที่อาจารย์ฉัตรทิพย์มี ซึ่งเราคงจะได้ดูกันต่อไปในเส้นทางแห่งการแสวงหาปัญญาความรู้ของท่าน

อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยของอาจารย์ฉัตรทิพย์ สมัยเรียนปริญญาโทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศในกรณีนูแรมเบอร์ก แต่กระนั้น มันก็ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริงในเรื่องที่ตนสนใจ โดยเฉพาะเรื่องความยุติธรรมในการเมืองโลก เพราะในวิทยานิพนธ์ฉบับดังกล่าว อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้ชี้ให้เห็นว่า

"การพิจารณาคดีที่นูแรมเบอร์ก เป็นการพิจารณาคดีที่แตกต่างจากกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับกันมา องค์ประกอบและฐานะของศาลแสดงว่าเป็นศาลของผู้ชนะต่อผู้แพ้ การกระทำที่ศาลถือว่าเป็นความผิดก็มิใช่ความผิดมาก่อน การให้เอกชนรับผิดชอบต่อกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่กฎหมายระหว่างประเทศมิได้ยอมรับว่าเป็นหลักทั่วไป"

ซึ่งอาจารย์ฉัตรทิพย์สรุปว่า ปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในกฎหมายระหว่างประเทศ ในการพิพากษาพิจารณาความอาชญากรสงคราม

ขณะเดียวกัน แม้ว่าสมัยที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เรียนต่อปริญญาเอกที่เฟลทเชอร์ (Fletcher School of Law and Diplomacy มหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts) ท่านทำวิทยานิพนธ์เรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย ("Foreign trade, foreign finance and the economic development of Thailand, 1956-1965") ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นงานวิจัยที่ศึกษาในแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

แต่กระนั้น ในเวลาต่อมา เราก็ทราบว่าอาจารย์ฉัตรทิพย์ไม่ได้จำกัดตัวเองให้อยู่ในมุมของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก แต่ได้ขับเคลื่อนตัวเองไปสู่แนวการศึกษาในแบบเศรษฐศาสตร์การเมือง

ตามข้อเขียน "ฉัตรทิพย์ นาถสุภา : ชีวิตและงาน" ของ รองศาสตราจารย์ชูศรี มณีพฤกษ์ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ตีพิมพ์ในหนังสือ "60 ปี ฉัตรทิพย์ นาถสุภา" โดยศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2544) ได้ให้ความรู้ว่า ในช่วงที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เรียนอยู่ที่เฟลทเชอร์ ท่านได้มีโอกาสรู้จัก คุณวรพุทธิ์ ชัยนาม ซึ่งเป็นนักศึกษาไทยร่วมสถาบันเดียวกันตั้งแต่ พ.ศ.2508 และทั้งสองก็ได้เป็นวิทยมิตร (ขอยืมศัพท์นี้มาจากท่านรองศาสตราจารย์ ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ แห่งภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ) ที่ดีต่อกัน ต่างแนะนำแลกเปลี่ยนหนังสือหนังหาความรู้แก่กันและกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อาจารย์ฉัตรทิพย์เองกล่าวว่า ท่านได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับหนังสือหนังหาจากคุณวรพุทธิ์ ด้วยคุณวรพุทธิ์เองก็เป็นคนเก่ง แลเป็นผู้ที่ทำคะแนนสูงสุดในวิชากฎหมายระหว่างประเทศของศาสตราจารย์ลีโอ โกรส และยังเป็นศิษย์คนโปรดของศาสตราจารย์ท่านนั้นด้วย

ซึ่งหลังจากที่ทั้งสองได้สำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ยังพบปะกันเสมอๆ และที่สำคัญที่อาจารย์ชูศรีได้กล่าวไว้ก็คือ "ผลการปุจฉาวิสัชนาทางวิชาการระหว่างบุคคลทั้งสอง ทำให้อาจารย์ฉัตรทิพย์เปลี่ยนความสนใจจากเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศมาเป็นลัทธิเศรษฐศาสตร์การเมือง" และก็เป็นที่น่าเสียดายที่ คุณวรพุทธิ์ ชัยนาม ต้องมาด่วนจากไปเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2523

แม้ว่าเราจะทราบว่า ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการขยายม่านฟ้าความรู้ของอาจารย์ฉัตรทิพย์จากเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ไปสู่เศรษฐศาสตร์การเมืองคือ "คุณวรพุทธิ์ ชัยนาม" (ซึ่งจักได้กล่าวขยายความในส่วนนี้ในรายละเอียดในโอกาสต่อไป) แต่อย่างไรก็ดี ผลงานทางวิชาการของอาจารย์ฉัตรทิพย์ในช่วงทศวรรษแรก หลังจากที่อาจารย์ฉัตรทิพย์จบปริญญาเอกก็ยังไม่ปรากฏแนวเศรษฐศาสตร์การเมืองชัดเจนนัก ดังจะเห็นได้จากผลงานของท่านในช่วงแรกคือระหว่าง พ.ศ.2511-2519

ในปี พ.ศ.2511 ท่านได้แต่งตำรา "กฎหมายระหว่างประเทศ" และตำราว่าด้วย "พัฒนาการเศรษฐกิจประเทศไทย" ต่อมาในปี พ.ศ.2512 ท่านได้แต่งตำราเรื่อง "ระบบเศรษฐกิจเปรียบเทียบ" ซึ่งแน่นอนว่า การศึกษาระบบเศรษฐกิจเปรียบเทียบ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องศึกษาเศรษฐกิจสังคมนิยม และมีแนวการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน ในปีเดียวกันนี้เองที่อาจารย์ฉัตรทิพย์จับตำราฝรั่งเล่มหนึ่งขึ้นมาแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งดูจะแปลกแยกจากความสนใจทางวิชาการ ที่เป็นอยู่ของท่านในขณะนั้น แต่กลับมีผลต่อการก่อตัวความเป็นตัวตนทางวิชาการในเวลาอันยาวนานต่อมาของท่าน

ผู้เขียนจะขออุบไว้ก่อน ไม่บอกตอนนี้ แต่จะขอกล่าวและขยายความถึงหนังสือแปลเล่มนี้โดยละเอียดต่อไป!?

อีกสองปีต่อมา ในปี พ.ศ.2514 อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้แปลตำรา "กฎหมายระหว่างประเทศปัจจุบัน" ของ ฟิลลิป ซี เจสสัป (Phillip C. Jessup ซึ่งเป็นตำราที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ใช้อ้างอิงเป็นหลักสมัยที่ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "นูแรมเบอร์ก") ร่วมกับท่านศาสตราจารย์สมศักดิ์ ชูโต โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ และในปีเดียวกันนั้นเองอาจารย์ฉัตรทิพย์ ก็ได้เขียนตำราเรื่อง "เศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศ" ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจารย์ถนัดเชี่ยวชาญ จากการทำวิจัยวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของท่าน

ในปีถัดมา พ.ศ.2515 ท่านได้ออกหนังสือมาสองเล่ม เล่มแรกคือตำราเรื่อง "เศรษฐกิจไทย : โครงสร้าง ปัญหา และนโยบาย" (สมาคมเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และเล่มที่สองเป็นหนังสือรวมบทความเรื่อง "อุดมการกับสังคมไทย : รวมบทความ และบันทึกจากการสัมมนา" (สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย)

ในปี พ.ศ.2516 อันเป็นปีแห่งส่วนหนึ่งของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของสังคมไทย และเป็นที่มาของประวัติศาสตร์การต่อสู้ "14 ตุลา" อาจารย์ฉัตรทิพย์เพิ่งกลับจากการเป็น "นักวิชาการอาคันตุกะ" ที่มหาวิทยาลัยแห่งตะวันออก ประเทศฟิลลิปปินส์ (Visiting SEATO Professor of Economics Graduate School, University of the East, Manila, The Phillippines) และดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกณ์มหาวิทยาลัย

ในปีนี้ อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้มีตำราตีพิมพ์ออกมาอีกสองเล่ม นั่นคือ "พัฒนาการเศรษฐกิจไทย" และงานแปลตำราหนังสืออันโด่งดังในหมู่นักรัฐศาสตร์ทั้งไทยและเทศเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว นั่นคือ "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง" ของ เอ เอฟ เค ของออแกนสกี้ (Abramo Fimo Kenneth Organski, "The Stages of Political Development" ตีพิมพ์ปี ค.ศ.1965/2508)

เท่าที่ได้ยินมา ทราบว่าอาจารย์ฉัตรทิพย์เลือกแปล "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง" ของออแกนสกี้โดยการแนะนำของศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน (ราชบัณฑิต, อดีตคณบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ซึ่งอาจารย์ฉัตรทิพย์ได้รู้จักสนิทสนมอย่างยิ่งกับอาจารย์ลิขิตเป็นการส่วนตัวตั้งแต่ครั้งที่ท่านทั้งสองยังเรียนอยู่เมืองนอกทั้งคู่ อาจารย์ลิขิตเองก็ทำปริญญาโทอยู่ที่เฟลทเชอร์ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ทำปริญญาเอก

โดยอาจารย์ลิขิตทำปริญญาโทสองสาขาที่เฟลทเชอร์ นั่นคือ ทางกฎหมายและทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยสำเร็จในปี พ.ศ.2511-2512 แต่หลังจากนั้นอาจารย์ลิขิตได้ไปต่อปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University)

หน้า 76


ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ก่อนจะเป็น "เศรษฐศาสตร์การเมือง": ปัญหาสำคัญ (4)

คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1325

ในปี พ.ศ.2516 อันเป็นปีแห่งส่วนหนึ่งของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของสังคมไทย และเป็นที่มาของประวัติศาสตร์การต่อสู้ "เดือนตุลา" อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้น) ได้มีตำราตีพิมพ์ออกมาสองเล่ม นั่นคือ "พัฒนาการเศรษฐกิจไทย" และงานแปลตำราหนังสืออันโด่งดังในหมู่นักรัฐศาสตร์ทั้งไทยและเทศเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว นั่นคือ นั่นคือ "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง" ของ เอเอฟเค ของออแกนสกี้ (Abramo Fimo Kenneth Organski, "The Stages of Political Development" ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1965/2508)

เห็นได้ว่า อาจารย์ฉัตรทิพย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ไทยไม่กี่คนที่สนใจศึกษาใคร่รู้ในพัฒนาการเมืองทางการเมือง อาจด้วยเหตุผลที่ท่านมีพื้นทางรัฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรี-โทก็เป็นได้ และในระดับปริญญาเอกของท่าน แม้วิทยานิพนธ์ที่ท่านทำจะออกในแนวทางเศรษฐศาสตร์ แต่ก็จัดอยู่ในเรื่องทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และจากภูมิหลังทางวิชาการดังกล่าวนี้ จึงทำให้อาจารย์ฉัตรทิพย์เป็น "นักเศรษฐศาสตร์พิเศษ" ที่แตกต่างจากผู้ที่ศึกษาทางเศรษฐศาสตร์มาทั้งแท่งโดยเฉพาะ

เท่าที่ได้รับคำแนะนำมาจากท่านผู้รู้ ทราบว่าอาจารย์ฉัตรทิพย์แปล "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง" ของออแกนสกี้โดยการแนะนำของศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน (ราชบัณฑิต, อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ดังที่ปรากฏใน "คำขอบคุณของผู้แปล" ว่า :

"ข้าพเจ้าขอขอบคุณ อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน เพื่อนรักของข้าพเจ้าผู้แนะนำหนังสือนี้แก่ข้าพเจ้าเมื่อ 4 ปีมาแล้ว เมื่อเราศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเฟลทเชอร์ และขอขอบคุณอาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน ที่ได้มีส่วนมากในการแนะนำให้ข้าพเจ้า สนใจวิชาการพัฒนาการเมือง และได้ให้ความรู้ความคิดหลายประการแก่ข้าพเจ้าในแขนงวิชานี้" โดยที่ข้อความดังกล่าวนี้ลงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2515

นอกจากนี้ อาจารย์ฉัตรทิพย์ยังได้เขียนขอบคุณศาสตราจารย์ ดร.สุจิต บุญบงการ (อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย---สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540---ตุลาการรัฐธรรมนูญ) ไว้ว่า

"ข้าพเจ้าขอขอบคุณอาจารย์ ดร.สุจิต บุญบงการ ในการช่วยอธิบายและแลกเปลี่ยนความรู้ในแขนงวิชานี้กับข้าพเจ้า" อีกทั้ง "อาจารย์สุจิต" ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วย "อ่านต้นฉบับแปลโดยตลอดและได้ให้ข้อแนะนำแก้ไขหลายประการ" ซึ่งผู้เขียนจักได้กล่าวถึงท่านอาจารย์สุจิตในรายละเอียดในโอกาสต่อไป

ด้วยท่านเป็นหนึ่งในนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ที่ปูพื้นฐานสำคัญในทางวิชาการ โดยเฉพาะในทางการเมืองเปรียบเทียบ และพัฒนาการทางการเมือง อีกทั้งท่านยังจบมาจากสถาบันเดียวกับอาจารย์ฉัตรทิพย์ ไม่ว่าจะเป็นในระดับปริญญาตรีที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ หรือที่วิทยาลัยเฟลตเชอร์ที่มหาวิทยลัยทัฟฟ์ อาจารย์สุจิตเป็นสิงห์ดำรุ่นที่ 13 ซึ่งเป็นรุ่นที่อยู่ราวๆ ตรงกลางระหว่างรุ่นอาจารย์ฉัตรทิพย์ และรุ่นอาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์ พอดี โดยอาจารย์สุจิตเป็นรุ่นน้องอาจารย์ฉัตรทิพย์สองรุ่น และเป็นรุ่นพี่อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์ สามรุ่น

เมื่อพูดถึงมิตรภาพระหว่างอาจารย์ฉัตรทิพย์และอาจารย์ลิขิต จะพบว่าท่านทั้งสองเป็นวิทยมิตรมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาที่เฟลทเชอร์แล้ว เพราะถ้าใครมีโอกาสได้อ่านกิตติกรรมประกาศในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก (พ.ศ.2511) ของอาจารย์ฉัตรทิพย์ จะพบข้อความที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เขียนขอบคุณอาจารย์ลิขิต (ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และราชบัณฑิต) ที่ได้ช่วยอ่านร่างวิทยานิพนธ์และมีข้อวิจารณ์และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ : "I want to thank...Mr. Likhit Dhiravegin for..critical reading of the entire manuscript and many useful suggestions..."

นักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ไทยเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ต่างให้ความสนใจเกี่ยวกับปัญหาพัฒนาการทางการเมือง และเศรษฐกิจ เพราะปัญหาดังกล่าวไม่เพียงแต่ปัญหาทางวิชาการ แต่เป็นปัญหา "ที่เป็นจริง" ของสังคมไทยภายใต้กรอบการมอง จากสังคมศาสตร์ตะวันตก นักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ไทยในยุคนั้นจึงมีผลงานวิจัย และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องราวพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมือง

อย่างในกรณีของอาจารย์ลิขิตและอาจารย์สุจิต ต่างมี "แบรนด์เนม" หรือโลโก้ทางวิชาการในฐานะผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง "การพัฒนาการทางการเมือง" (political development) ด้วยกันทั้งคู่ และต่างก็มีผลงานในเรื่อง "ทหารกับการเมือง" หรือ "ทหารกับประชาธิปไตย" ออกมาสู่สาธารณะ ด้วยสถาบันทหารในขณะนั้นมีบทบาทอย่างยิ่งต่อ "การพัฒนา" หรือ "ไม่พัฒนา" ของการเมืองไทย

และจะว่าไปแล้ว ไม่เฉพาะท่านทั้งสอง แต่นักวิชาการรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ไทยท่านอื่นๆ ที่มีอายุหกสิบขึ้นไป ส่วนใหญ่ก็สามารถจัดได้ว่าเป็นนักรัฐศาสตร์-เศรษฐศาสตร์แนวพัฒนาการและการเมืองเปรียบเทียบเป็นสำคัญ

ปัญหาพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองเป็นปัญหาที่กล่าวได้ว่า "ครอบงำ" ความคิดจิตใจของนักวิชาการในสายรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ไทยในช่วงนั้น และตำราฝรั่งเล่มหนึ่งที่พยายามตอบปัญหาดังกล่าวในประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาก็คือ "The Stages of Political Development"

หนังสือ "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง" ของศาสตราจารย์ออแกนสกี้เล่มนี้ปรากฏสู่สาธารณชนตะวันตกครั้งแรกในปี ค.ศ.1965 หรือ พ.ศ.2508 ซึ่งเป็นปีแรกๆ ที่อาจารย์ฉัตรทิพย์และอาจารย์ลิขิตเป็นนักศึกษาที่เฟลทเชอร์ และถือเป็นตำราที่เป็นที่นิยมและขายดีเป็นที่สนใจเล่มหนึ่งในยุคนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษารัฐศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ที่มาจากประเทศ "กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา" อย่างประเทศไทยในขณะนั้น เพราะปัญหาสำคัญสองประการสำหรับประเทศไทยและนักศึกษาทางรัฐศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ไทยในยุคนั้นก็คือ ปัญหาระบอบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และความล้าหลังในการพัฒนาเศรษฐกิจ

และแน่นอนว่า คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาทั้งสองนี้เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก? จะพัฒนาการเมืองได้ต้องพัฒนาเศรษฐกิจไปด้วยพร้อมๆ กัน? หรือจะพัฒนาการเมือง ต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้ได้เสียก่อน? หรือพัฒนาการของทั้งสองสิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน เราสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย???????

และแน่นอนว่า เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว ปัญหา-คำถามอันยิ่งใหญ่และสลับซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่าง พัฒนาการทางการเมืองและพัฒนาการทางเศรษฐกิจดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นคำถามสำคัญในใจของนักศึกษาปริญญาเอกเฟลทเชอร์ที่ชื่อ "ฉัตรทิพย์ นาถสุภา" ซึ่งการพยายามตอบคำถามดังกล่าวก็ได้ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมส่วนหนึ่ง ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกทางเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจไทยของเขา

แต่กระนั้น ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงเป็นเงาติดตามเขามาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมันแสดงออกอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมอีกครั้งเมื่อเขาหยิบ "The Stages of Political Development" ของออแกนสกี้ขึ้นมาศึกษาและแปลอย่างทะลุปรุโปร่ง

หนังสือ "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง" ของศาสตราจารย์ออแกนสกี้พยายามที่จะอธิบาย และตอบคำถาม เกี่ยวกับพัฒนาการทางสังคมในมิติแห่งความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและเศรษฐกิจ โดยพยายามที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ขึ้นมาในยุคนั้น ดังที่เขาได้กล่าวไว้ในคำนำหนังสือของเขาว่า "จุดมุ่งหมายของข้าพเจ้าคือสร้างทฤษฎีใหม่เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบ"

การที่ศาสตราจารย์ออแกนสกี้ต้องการสร้างทฤษฎีใหม่ที่เป็นทางเลือก ก็เพราะก่อนหน้าเขา ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่สิบแปดแล้ว มีนักวิชาการท่านหนึ่งที่ทำการศึกษาวิเคราะห์ในประเด็นดังกล่าวนี้ไว้อย่างลึกซึ้ง และเรียกได้ว่าทะลุทะลวงในรายละเอียดได้อย่างถึงกึ๋น อีกทั้งในระดับมหภาคและในระดับปรัชญาประวัติศาสตร์ ก็ได้ให้คำอธิบายพร้อมตรรกะอันหนักแน่นประดุจภูผาถล่มทลาย ส่งผลให้เป็นอิทธิพลที่ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ง่ายๆ

นักวิชาการผู้นั้นคือ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx : 1818-1883) ผู้เป็นเจ้าพ่อตัวจริงต้นฉบับแห่งทฤษฎีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม ไม่น่าเชื่อเลยว่า ปัญหาดังกล่าวซึ่งเป็นปัญหาของสังคมไทยเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว จะยังคงเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งยวดในสังคมไทยปัจจุบันภายใต้ระบอบทักษิณที่การกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ว่า สังคมไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาการเมืองควบคู่กันไป

ดังนั้น คำถามสำคัญในอดีตจึงไม่เป็นอดีตอีกต่อไป เราคงต้องกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังอีกครั้งว่า จริงหรือที่ "พัฒนาการทางเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องควบคู่กับการพัฒนาการทางเมือง?" ขณะเดียวกัน เราอาจไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามนี้ขึ้นมาอีกเลยก็ได้ หากผู้นำรัฐบาลมีความรู้ความเข้าใจในปัญหาพัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจมากกว่านี้!

"14 ตุลา 16" และ "พฤษภาทมิฬ 35" ก็ไม่จำเป็นต้องเกิด "ซ้ำ" อีกครั้งโดยไม่จำเป็น!

หน้า 76


ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (5) ก่อนจะเป็น"เศรษฐศาสตร์การเมือง"

คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1326

การให้ความสนใจศึกษาและแปลตำราทางรัฐศาสตร์อย่างงาน "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง" ของศาสตราจารย์ ออแกนสกี้ (Organski) ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักเศรษฐศาสตร์อย่างอาจารย์ฉัตรทิพย์ อาจารย์ฉัตรทิพย์อาจเป็นนักเศรษฐศาสตร์ไทยไม่กี่คนที่สนใจศึกษาใคร่รู้ในเรื่องพัฒนาการเมืองทางการเมือง อาจด้วยเหตุผลที่ท่านมีพื้นทางรัฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรี-โทและปริญญาเอกของท่าน แม้วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของท่านจะฟังดูเป็นเรื่องทางเศรษฐศาสตร์ แต่ก็จัดอยู่ในเรื่องทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ด้วย

และจากภูมิหลังทางวิชาการดังกล่าวนี้ ทำให้อาจารย์ฉัตรทิพย์เป็น "นักเศรษฐศาสตร์พิเศษ" ที่แตกต่างจากผู้ที่ศึกษาทางเศรษฐศาสตร์มาทั้งแท่งโดยเฉพาะ

ขณะเดียวกัน ด้วยความเป็น "นักเศรษฐศาสตร์พิเศษ" นี่เองที่ทำให้ท่านดูไม่เป็น "นักเศรษฐศาสตร์" ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ขณะเดียวกัน ท่านก็ไม่ใช่ "นักรัฐศาสตร์กระแสหลัก" ด้วยอีกเช่นกัน เพราะไปๆ มาๆ แล้ว ในที่สุด ท่านก็คือผู้วางรากฐานสำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองขึ้นมาในวงวิชาการไทย

จริงๆ แล้ว ศาสตร์ทั้งสองต่างต้องการซึ่งและกันอย่างยิ่ง เพราะการเมืองและเศรษฐกิจมันแยกกันไม่ออกตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่มันจะชัดเจนเข้มข้นแค่ไหนเท่านั้น นักเรียนรัฐศาสตร์เองก็มีจุดอ่อนตรงที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์เท่าไรนัก แม้ว่าอยากจะรู้ แต่ก็มักจะมีอุปสรรคในด้านสถิติตัวเลขที่นักเรียนรัฐศาสตร์ไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก ขณะเดียวกัน นักเรียนเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ค่อยจะสนใจรัฐศาสตร์เท่าไร เพราะมองว่าไม่เห็นจะเป็นศาสตร์ตรงไหนเลย ขาดความชัดเจน อีกทั้งก็มีอะไรที่คลุมเครือไม่แน่นอนอยู่มาก

เมื่อพูดถึงเศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ ก็ทำให้นึกถึงสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สถาบันที่ว่านี้คือ the London School of Economics and Political Science หรือที่ผู้คนส่วนใหญ่ทั่วโลกเรียกสั้นๆ ว่า LSE และด้วยเหตุที่เรียกกันสั้นๆ สามพยางค์ดังกล่าวนี้เองก็ทำให้คนทั่วไปเข้าใจกันว่าที่ LSE สอนกันแต่วิชาทางเศรษฐศาสตร์ และก็มักจะพากันทึกทักกันไปว่า LSE ย่อมาจาก London School of Economics เท่านั้น

ยิ่งคนไทยที่ไปเรียนจบมารุ่นแรกๆ และสร้างชื่อเสียงให้กับทั้งประเทศชาติและสถาบันเป็นผู้ที่ร่ำเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ "อาจารย์ป๋วย" ของเรา ก็ยิ่งทำให้ภาพของ LSE เป็นสถาบันทางเศรษฐศาสตร์สถานเดียวชัดเด่นเป็นสง่า ทั้งๆ ที่คนที่จบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จาก LSE ที่เป็นคนไทยก็ดูจะมีเพียงคนเดียวคืออาจารย์ป๋วย แต่คนที่จบปริญญาเอกสาขาอื่นๆ จาก LSE มีไม่น้อย

อันที่จริง LSE เป็นสถาบันอุดมศึกษาหนึ่งสังกัดมหาวิทยาลัยลอนดอนที่เน้นในสาขาทางสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สอนวิชาสาขาต่างๆ มากมาย ไม่เพียงเฉพาะเศรษฐศาสตร์ และชื่อเต็มๆ ของ LSE ก็บ่งบอกถึงสาขาสำคัญๆ ของสถาบัน อันได้แก่ เศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ (Economics and Political Science) ในระดับปริญญาตรี นักเรียนสามารถเลือกเรียนวิชาทางเศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ และอื่นๆ ได้ แล้วแต่จะเน้นไปในทางไหน

จำได้ว่านักเรียนไทยคนหนึ่งที่เรียนเศรษฐศาสตร์ แต่ก็ไปลงเรียน "The Prince" ของมาคีอาเวลลีกับศาสตราจารย์เคนเนธ มินนอร์ก (Kenneth Minogue)

นักศึกษาไทยส่วนใหญ่ที่ไปเรียนปริญญาตรีที่ LSE ก็มักจะนิยมเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์กัน อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งได้รับทุนรัฐบาล-ทุนธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ต้องเรียนเศรษฐศาสตร์ แต่ในฐานะที่อาจารย์ป๋วยเป็นผู้บุกเบิกตั้งทุนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือที่มักเรียกกันว่า "ทุนแบงก์ชาติ" ให้นักเรียนไทยมาเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ LSE อาจารย์ป๋วยก็มักจะย้ำเตือนให้นักเรียนไทยที่เรียนเศรษฐศาสตร์เหล่านั้นว่า อย่าลืมว่า LSE ไม่ได้มีแต่ E (Economics) สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ Big P หรือตัว "P" ตัวใหญ่อีกตัวหนึ่ง นั่นคือ มิติทางรัฐศาสตร์หรือการเมืองนั่นเอง

ท่านย้ำอย่างยิ่งว่า นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีต้องเข้าใจรัฐศาสตร์ ต้องเข้าใจการเมือง และที่ LSE ก็มีองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์อย่างดีให้เก็บเกี่ยวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ดูจะมีน้อยคนที่จะให้เวลาสนใจ "Big P" หรือเรื่องราวทางรัฐศาสตร์ในช่วงเวลาที่ตนเรียนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ LSE!

และเมื่อนักเศรษฐศาสตร์ไม่สนใจการเมือง ทำให้พวกเขากลายเป็นเพียงเทคโนแครตเป็นเครื่องมือให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองไปอย่างน่าเสียดาย ภายใต้ความคิดความเชื่อที่ว่า ตนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ไม่ยุ่งเรื่องการเมือง แต่การเมืองต่างหากที่ต้องวิ่งเข้ามาหาตน มาขอความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากตน

พูดถึงหนังสือ "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง" ของศาสตราจารย์ออแกนสกี้ ตอนที่แล้วได้เล่าว่า ออแกนสกี้เขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อที่จะอธิบาย และตอบคำถามเกี่ยวกับพัฒนาการทางสังคม ในมิติแห่งความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและเศรษฐกิจ โดยมี "จุดมุ่งหมาย" ที่จะ "สร้างทฤษฎีใหม่เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบ" ออแกนสกี้พยายามที่จะเสนอทฤษฎีใหม่เพื่อทดแทนทฤษฎีที่มีอยู่ก่อนแล้ว

และทฤษฎีที่ว่านี้ก็คือ ทฤษฎีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองของ คาร์ล มาร์กซ์ เจ้าพ่อตัวจริงทางด้านนี้นั่นเอง

อาจารย์ฉัตรทิพย์ในช่วงเวลานั้นก็ยังคงตกอยู่ภายใต้คำถามสำคัญทางเศรษฐกิจการเมือง นั่นคือสังคมไทยยังอยู่ในเส้นทางของการเป็นกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาหรืออะไรกันแน่? เป็นทุนนิยมก็ยังไม่ใช่เสียทีเดียว จะเป็นศักดินาดั้งเดิมอยู่ก็ไม่ใช่เสียแล้ว ดังนั้น การพยายามตอบคำถามดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นคำถามสำคัญของอาจารย์ฉัตรทิพย์แล้ว ก็ยังเป็นคำถามสำหรับนักวิชาการระดับออแกนสกี้ด้วย แม้ว่าสังคมที่แต่ละคนสังกัดจะแตกต่างกันก็ตาม แต่โดยรวมเรื่องราวปัญหาทั้งหมดของสังคมต่างๆ ในโลกนี้ย่อมเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ที่เป็นนักวิชาการหัวใจเกินร้อยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่สนใจในพัฒนาการของประวัติศาสตร์มนุษยชาติโดยรวม

การทำความรู้จักและเข้าใจเส้นทางชีวิตทางวิชาการของคนระดับศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา หนีไม่พ้นที่จะต้องเก็บรายละเอียดในสิ่งต่างๆ ที่ท่านสนใจ เพราะกล่าวได้ว่า สิ่งที่ท่านสนใจหรือผ่านเข้ามาในเส้นทางประสบการณ์ของคนคนหนึ่งย่อมมีส่วนในการก่อร่างสร้างตัวตนทางวิชาการของเขาผู้นั้น การที่อาจารย์ฉัตรทิพย์หยิบหนังสือของออแกนสกี้มาแปลโดยคำแนะนำของอาจารย์ลิขิตจึงเป็นเรื่องที่น่าให้ความสนใจในรายละเอียด ก่อนที่จะดำเนินการสืบค้นเรื่องราวอื่นๆ ต่อไป

ออแกนสกี้คือใคร? ทุกวันนี้ การเรียนการสอนรัฐศาสตร์ในวงวิชาการไทย คงไม่ได้พบพานชื่อนักวิชาการท่านนี้กันง่ายๆ เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น อีกทั้งวิชาที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจก็ดูจะสาบสูญไป จนไม่เหลือร่องรอยให้เห็น ทั้งๆ ที่ปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนา (development) ก็ยังคงอยู่ ไม่หนีไปไหน นอกจากออแกนสกี้แล้ว นักวิชาการอย่าง ลูเชียน พาย (Lucian W. Pye) ศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์แห่ง MIT ก็เป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูสำหรับนักเรียนรัฐศาสตร์ในปัจจุบันแล้ว!?

งานของเขาเหล่านี้ล้าสมัยหรือว่าเราไล่ล่ากับของใหม่ๆ เสียจนเกินไป? จะรับของใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ พวก "postๆ" ทั้งหลายโดยไม่รู้จักความรู้ที่เป็นรากฐานได้หรือไม่? เขาเหล่านี้คือ ยักษ์ใหญ่ที่เป็นฐานให้คนรุ่นใหม่ปีนป่ายขึ้นไปยืนสูงตระหง่านได้

ขนาดการเรียนรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยอเมริกันในปัจจุบัน เขายังออกข้อสอบเกี่ยวกับทฤษฎีของ ลูเชียน พาย-ออแกนสกี้และ รัสเทา (Rustow เป็นนักวิชาการที่ศึกษาพัฒนาการทางเศรษฐกิจอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมโหฬารไม่แพ้พายและออแกนสกี้) อยู่เลย เช่น "ให้บอกรายละเอียดและอธิบายวิกฤตห้าประการของพัฒนาการทางการเมืองของ ลูเชียน พาย และเชื่อมโยงกับลำดับขั้นการพัฒนาการเศรษฐกิจของรัสเทาและลำดับขั้นการพัฒนาการเมืองที่อธิบายโดยออแกนสกี้"

อาจารย์และนักเรียนรัฐศาสตร์บ้านเราเลิกสนใจปัญหาแบบนี้ไปแล้วกระมัง สงสัยจะตอบได้ทะลุปรุโปร่งกันไปแล้ว?!

เรากลับมาทำความรู้จักออแกนสกี้กันดีกว่า! ออแกนสกี้มีชื่อเต็มว่า อบราโม ฟีโม เคนเนท ออแกนสกี้ เป็นศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์ที่ออกไปในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองโลก เขาดำรงตำแหน่งที่ว่านี้ที่ศูนย์ศึกษาการเมือง (Center for Political Studies) สถาบันวิจัยสังคม (Institute for Social Research : ISR) เขาเสียชีวิตในปี พ.ศ.2540 ด้วยโรคหัวใจวายขณะที่เขาอายุได้ 74 ปี

อย่างน้อยชื่อ "ออแกนสกี้" ก็บ่งบอกถึงความมีเชื้อสายยิวในตัวมันเองอยู่แล้ว เขาเกิดที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ.1923 (2466) และเมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง มุสโสลินีได้ออกกฎหมายต่อต้านชาวยิว ทำให้ครอบครัวเขาต้องอพยพลี้ภัยมาสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1939 ในขณะที่เขาอายุได้ 16 ปี ต่อมาเขาได้สถานะพลเมืองอเมริกันในปี ค.ศ.1944 ออแกนสกี้จบปริญญาตรีโทและเอกจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

หลังจากมีประสบการณ์ในการสอนสักระยะหนึ่ง เขาก็ได้เป็นศาสตราจารย์อาคันตุกะ (visiting professor) ตามมหาวิทยาลัยชื่อดังของอเมริกา นอกเหนือไปจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนแล้ว อาทิ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เฟลตเชอร์ (ที่ๆ อาจารย์ฉัตรทิพย์-อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน-อาจารย์สุจิต บุญบงการ ฯ ไปศึกษาต่อ) มหาวิทยาลัยเพนน์ซิลเวเนีย

นอกจากนี้ เขายังได้กลับไปสอนในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในบ้านเกิดของเขาที่อิตาลีด้วย เช่น ที่ตูริน คาตาเนียและฟลอเรนซ์ และที่สถาบัน Giovanni Agnelli Foundation ซึ่งเป็นสถาบันอิสระที่ศึกษาวิจัยทางด้านวัฒนธรรม สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

สนใจในประเด็นวิวาทะทางวัฒนธรรมของยุโรปและอิตาลี เพื่อมุ่งให้เกิดความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของยุโรป

นอกจาก "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง" แล้ว ศาสตราจารย์ออแกนสกี้มีผลงานทางวิชาการที่สำคัญมากมาย ได้แก่ World Politics (1958/2501), Population and World Power (1961/2504 : เขียนร่วมกับภริยาคนแรกคือ แคทเธอรีน เดวีส ฟอกซ์/Katherine Davis Fox), Birth, Death and Taxes : The Demographic and Political Transitions (1984/2527 : เขียนร่วมกับลูกศิษย์ของเขาคือ Jacek Kugler, J. Timothy Johnson และ Youssef Cohen, Kugler ปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่ภาควิชาการเมืองและนโยบาย มหาวิทยาลัยแคลมอนต์/ Claremont Graduate University, ส่วน Cohen สอนอยู่ที่ภาควิชาการเมือง มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก) The War Ledger (1981/2524 : เขียนร่วมกับ Jacek Kugler) และ The Thirty-Six Billion Dollar Bargain : U.S. Aid to Israel and American Public Opinion (1991/2534)

ออแกนสกี้เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับโลก เขาสนใจศึกษาถึงผลกระทบอันเกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่มีต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งต่อมาความสนใจดังกล่าวนี้ได้นำเขาไปสู่การศึกษาวิจัย ถึงสาเหตุในการเกิดสงครามครั้งสำคัญๆ ของโลก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรรัฐบาล และศักยภาพความสามารถในการที่จะระดมทรัพยากรเพื่อที่จะให้บรรลุถึงเป้าหมายของนโยบายที่วางไว้ ซึ่งประเด็นหลังนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในการบริหารจัดการที่จะทำให้เกิดพัฒนาการทางเศรษฐกิจการเมือง ได้ตามนโยบายที่ตั้งไว้อย่างเหมาะสมของแต่ละสังคมการเมือง

ศาสตราจารย์ออแกนสกี้ได้รับรางวัลและเกียรติประวัติต่างๆ มากมาย อาทิ เป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด และได้รับตำแหน่ง James Orin Murfin Professor of Political Science ที่มหาวิทยาลัยเดียวกันนั้นในช่วงปี พ.ศ.2528-2530 อีกทั้งในปี พ.ศ.2535 ยังได้รับรางวัลผลงานความสำเร็จในชีวิตวิชาการ (lifetime achievement award) จากสมาคมรัฐศาสตร์อมริกัน (the American Political Science Association) ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษากระบวนการความขัดแย้งจากผลงานต่างๆ ที่เขาได้สร้างขึ้นในการศึกษาความขัดแย้งในการเมืองระหว่างประเทศ

ถ้าย้อนกลับไปปี พ.ศ.2516 อันเป็นปีที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ตีพิมพ์งานแปลตำราของศาสตราจารย์ออแกนสกี้ ท่านลองคิดดูซิว่า ขณะนั้น ความเข้มข้นทางวิชาการของออแกนสกี้กำลังแรงขนาดไหน?!

หน้า 76


ฉัตรทิพย์ นาถสุภา : (6) การเป็นเพียงนักวิชาการ

คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1327

กล่าวได้ว่า นักวิชาการรัฐศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ไทยคนสำคัญๆ ที่มีอายุกว่าหกสิบปีขึ้นไปในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ศึกษา และทำวิจัยในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับการพัฒนาทางการเมืองแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ศาสตราจารย์ ดร.กระมล ทองธรรมชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ศาสตราจารย์ ดร.สุจิต บุญบงการ ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช  และรวมถึง ศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ด้วย

ไม่ว่าใครจะจัดท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือนักรัฐศาสตร์ก็ตาม เพราะนอกจากจะเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ ในทางวิชาการรัฐศาสตร์ และสภาพปัญหาทางการเมืองที่เป็นจริงในสังคมของตนเองแล้ว ปัญหาพัฒนาการทางการเมืองยังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับนักรัฐศาสตร์ตะวันตกอีกด้วย

เพราะการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองได้ส่งผลให้เกิดประเทศเกิดใหม่ อันเป็นประเทศที่เป็นเอกราช จากการปกครองแบบอาณานิคม ประเทศเหล่านี้เผชิญกับปัญหาเรื่องการพัฒนาการเมือง ซึ่งตามความคิดของนักวิชาการฝรั่งมองว่า ประเทศเหล่านี้ยังไม่เป็นประชาธิปไตยตามแบบฝรั่งด้วยปัจจัยหลายประการ

และในบรรดาประเทศเหล่านี้ ก็มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย แม้ว่าจะไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใครก็ตาม

ปัจจัยต่างๆ ที่ถูกเข้าใจว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางการเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ได้แก่ ผู้คนยังขาดการศึกษา อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในทางการเมืองที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้ว่าจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวต่างๆ แต่ด้วยขาดความรู้พื้นฐานในการทำความเข้าใจข้อมูลต่างๆ เหล่านั้น ข้อมูลข่าวสารก็ย่อมจะไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อพวกเขา ไม่สามารถเข้าใจและประเมินนโยบายการหาเสียง ของพรรคการเมืองต่างๆ ได้

เมื่อไม่สามารถเข้าใจ ก็ทำให้ไม่สนใจการเมือง เพิกเฉยต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และที่สำคัญ การไม่สามารถอ่านออกเขียนได้นี้ ก็เป็นอุปสรรคพื้นฐานในการกรอกหรือกากบาทเลือกผู้แทนของเขาแล้ว

นอกจากนั้น การไม่รู้หนังสือก็ทำให้การให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญ หรือคุณประโยชน์ของการไปเลือกตั้ง หรือการมีระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่บังเกิดผล ผู้คนก็ยังไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาอย่างไร

ปัจจัยต่อมาคือ ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งนักวิชาการที่เชื่อว่าปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อพัฒนาการทางการเมือง เห็นว่า แม้นว่าจะอ่านออกเขียนได้ แต่ถ้ายังยากจนอยู่ ปัญหาปากท้องยังวิกฤต ผู้คนก็ไม่สนใจเรื่องสิทธิเสรีภาพในทางการเมือง ไม่สนใจการเลือกตั้ง เพราะกว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมา มันต้องใช้เวลา หรืออาจจะไม่เป็นผลเลยก็ได้

ผู้คนเลยสนใจทำมาหากินเลี้ยงปากท้องของตนวันต่อวันเสียจะดีกว่า เพราะถ้าผละการทำมาหากินไปเลือกตั้งแค่สองชั่วโมง ก็อาจจะสูญเสียรายได้ที่หาไม่ค่อยจะได้มากอยู่แล้ว เพราะเงินที่หามาได้ มันคือเงินสำหรับอาหารของคนในครอบครัว มื้อต่อมื้อ วันต่อวัน อีกทั้งยังต้องจ่ายดอกเบี้ยรายวันอีก สำหรับคนที่เป็นหนี้

ดังนั้น นักวิชาการที่เชื่อในปัจจัยเศรษฐกิจว่าเป็นปัจจัยหลัก ก็มักจะเสนอให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้ผู้คนส่วนใหญ่พ้นจากสภาพตำข้าวสารกรอกหม้อ ให้พอมีพอกินเสียก่อนแล้วพวกเขาจึงเริ่มสนใจ ในเรื่องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง หรือสนใจเรียกร้องสิทธิต่างๆ เพิ่มขึ้น ตามตรรกะพื้นฐานของลำดับความต้องการของมนุษย์ หรืออย่างที่คนส่วนใหญ่มักอ้างถึงมาสโลว (Maslow) เป็นต้น

ไปๆ มาๆ เมื่อเอาสองปัจจัยนี้มารวมเข้าด้วยกัน-การศึกษา + เศรษฐกิจ ผลลัพธ์ของสมการที่ออกมา = ชนชั้นกลาง และด้วยเหตุนี้ นักวิชาการจำนวนหนึ่งถึงเชื่อว่า การพัฒนาการทางการเมืองสู่ประชาธิปไตย ต้องอาศัยชนชั้นกลางเป็นพระเอก-นางเอกคนหรือเป็นตัวแสดง (actor) สำคัญ

ปัจจัยต่อมาก็คือ วัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งหลังจากที่ปัจจัยทั้งสองที่ว่ามานี้ดูจะไม่ใช่คำตอบสำหรับพัฒนาการทางการเมือง เพราะคนที่มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยก็ไม่ค่อยสนใจมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่สนใจปกป้องสิทธิ เสรีภาพของตนเอง อีกทั้งก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไรด้วย หลายต่อหลายครั้งที่ชนชั้นกลางกลับเป็นอะไรที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้ แถมบางครั้งยังจะชวน "ถอยหลังเข้าคลอง" อีก

ดังนั้น นักวิชาการฝรั่งจำนวนหนึ่งก็ถึงกับมึนสมอง นึกไม่ออกว่า ทำไมคนที่มีการศึกษาและมีฐานะพอใช้ยังไม่สนใจการเมือง ทำให้ประชาธิปไตยไม่โตเสียที ในที่สุด ก็มาลงที่ปัจจัยทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ดูจะเป็นคำตอบสุดท้าย สำหรับปัญหาต่างๆที่ไม่สามารถตอบได้ด้วยปัจจัยอื่นๆ

พูดง่ายๆ ว่า เมื่อไม่รู้จะหาอะไรมาอธิบายแล้ว ก็ลงเอยด้วยการบอกว่า "ก็คนที่นี่มันเป็นอย่างนี้เอง"

การที่คนที่นี่มันเป็นอย่างนี้ พูดอย่างสุภาพตามหลักสังคมวิทยาหรือมานุษยวิทยาก็คือ เขามีจารีตประเพณีหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบนี้ วัฒนธรรมมีอิทธิพลสำคัญต่อพฤติกรรมผู้คนอย่างยิ่ง

แต่ถ้าพูดอย่างหยาบๆ ก็คือ การที่ "คนที่นี่มันเป็นอย่างนี้เอง" ก็อาจหมายความว่า สันดานมันเป็นอย่างนี้ หรือธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ แต่การกล่าวในลักษณะนี้มันมีวี่แววของการบ่งบอกว่า มนุษย์ในที่ต่างๆ มีคุณภาพหรือคุณสมบัติต่างกัน เพราะธรรมชาติต่างกัน มันกลายเป็นว่า คนเราไม่เสมอกัน ไม่เท่ากัน

บางเผ่าพันธุ์ขี้เกียจ-ขี้กลัวตัวเป็นขน เกิดมาต้องให้คนอื่นเขาปกครอง หรือบางเผ่าพันธุ์งมงายกับเรื่องเหนือธรรมชาติ อยู่ได้ชั่วนาตาปี ไม่รู้จักมีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์กับเขาได้ หรือบางเผ่าพันธุ์นั้นเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ หรือสามารถปกครองตนเองเป็น เชื่อมั่น และเคารพในศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ และสามารถเป็นประชาธิปไตยได้ดีมีเสรีภาพในการคิดอ่าน

แม้ว่าประเด็นวัฒนธรรมทางการเมืองนี้ดูจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการที่ประเทศหนึ่งจะพัฒนาหรือไม่พัฒนาทางการเมือง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ทำอย่างไรจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้น หรือมาแทนที่วัฒนธรรม ที่เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการประชาธิปไตย?

เรื่องราวมันก็ย้อนกลับมาเหมือนงูกินหางชอบกล นั่นคือ การจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น จำต้องอาศัยการขัดเกลาทางสังคม (socialisation) ผ่านทางสถาบันการศึกษา ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผ่านทางครอบครัว ผ่านวัด ผ่านอะไรต่ออะไรมากมาย รวมทั้งจะให้คนมีการศึกษาทั่วถึงได้ ก็ต้องอาศัยงบประมาณมหาศาล มันก็กลับมาที่ประเด็นการศึกษาและเศรษฐกิจอีกนั่นเอง

ขณะเดียวกัน เมื่อย้อนกลับไปถามฝรั่งว่า วัฒนธรรมทางการเมืองที่เหมาะสมกับประชาธิปไตย ที่อยู่ในจิตสำนึกของผู้คนในบ้านเมืองของเขานั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ก็ปรากฏว่า ไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างฟันธงกระจ่างชัดเจน จะว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นเพราะทุนนิยมก็ไม่เชิง เพราะบางประเทศในตะวันตกที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวก็หาได้มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยไม่

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ จากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์โรเบิร์ต พัตนัม (Robert Putnam) ที่ศึกษาวิจัยสังคมอิตาเลียน ต่อเนื่องเป็นเวลาถึงยี่สิบปี อันปรากฏเป็นตำราที่ชื่อว่า "Making Democracy Work" ในปี ค.ศ.1993/2536

"Making Democracy Work" เป็นงานวิจัยที่พัทนัมศึกษาเปรียบเทียบการปกครองระดับภูมิภาคในพื้นที่ต่างๆ ของทางเหนือและทางใต้ของอิตาลี ในตอนเหนือของอิตาลี ซึ่งเป็นเขตที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานของจารีต และวัฒนธรรมของการมีส่วนร่วมทางการเมือง (civic traditions) พบว่า การปกครองท้องถิ่นที่เกิดขึ้นใหม่นั้น ดำเนินไปได้อย่างดีมีประสิทธิภาพหลังจากเวลาผ่านไปสองทศวรรษ

ส่วนทางตอนใต้ ซึ่งมีประวัติศาสตร์จารีตวัฒนธรรมทางการเมืองที่ค่อนข้างอ่อนด้อยในการต่อสู้หรือมีส่วนร่วมทางการเมือง ก็ประสบกับปัญหาการปกครองท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยปัญหาอุปสรรคต่างๆ ตลอดช่วงเวลายี่สิบปีที่พัตนัมศึกษาเก็บข้อมูล ผลการศึกษาดังกล่าว ทำให้เขาได้ข้อสรุปที่สร้างความห่อเหี่ยวเศร้าซึมให้กับวงการวิชาการรัฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ

ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นประชาสังคมที่เข้มแข็ง อยู่ที่ "วัฒนธรรมจารีตทางการเมือง" ที่ดำรงอยู่ในสังคมนั้นๆ เป็นหลัก

ในการเปรียบเทียบจารีตวัฒนธรรมการเมืองของตอนเหนือและตอนใต้ของอิตาลีนั้น พัตนัมใช้เกณฑ์ของความเป็นประชาสังคม (civil society) ในการศึกษาเปรียบเทียบ หนึ่งในเกณฑ์ดังกล่าวก็คือ

ดูแนวโน้มความสนใจในการสังคมการเมืองของผู้คน เช่น มีความสนใจในการเมืองมากน้อยเพียงไร? เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองแข็งขันแค่ไหน? และยาวนานแค่ไหน? ตลอดรอดฝั่งหรือไม่?

ซึ่งผลวิจัยของเขาชี้ให้เห็นว่า ระดับความตื่นตัวในการมีส่วนร่วม และความสนใจของประชาชนนั้น สัมพันธ์โดยตรงอย่างยิ่งยวดกับ "สำนึกความเป็นพลเมือง" (civicness) ของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนี้ พัตนัมยังใช้เกณฑ์ของ "การสมาคม" (associativeness) เป็นตัววัดแนวโน้มของการมีส่วนร่วมทางการเมือง นั่นคือ สังเกตและเก็บข้อมูลว่า ผู้คนรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นองค์กรของตนเอง (private organisation) มากน้อยแค่ไหน? เช่น รวมตัวกันเป็นชมรม กลุ่ม ในทางกีฬา หรืออะไรอื่นๆ แค่ไหน? ซึ่งผลก็ปรากฏออกมาเหมือนเดิม นั่นคือ คนทางเหนือของอิตาลีมี "ความเป็นสมาคม" มากกว่าคนทางใต้!

พัตนัมอธิบายความแตกต่างดังกล่าวระหว่างคนทางเหนือและคนใต้ของอิตาลี โดยย้อนเวลากลับไปถึง ค.ศ.1000 หรือพันปีที่แล้ว เพื่อตรวจสอบหาร่องรอยรากฐานทางประวัติศาสตร์ของการเป็นประชาสังคม (civil society) ของพื้นที่เหนือ-ใต้ของอิตาลี และพบว่า พื้นที่ทางตอนใต้ของอิตาลีนั้นเริ่มเข้าสู่สภาพการณ์ของการปกครองแบบอำนาจนิยมและอุปถัมภ์ (client-patron) ซึ่งดำเนินต่อมาเป็นเวลาถึงเก้าร้อยปี โดยเริ่มจากการปกครองของพวกนอร์แมน (the Normans) เรื่อยมา แม้จนถึงช่วงที่อิตาลีรวมตัวเป็นประเทศในปลายศตวรรษที่สิบเก้า ก็ยังตกอยู่ในสภาพเงื่อนไขดังกล่าว

ส่วนทางเหนือนั้น กลับตรงกันข้าม อยู่ในเงื่อนไขการปกครองร่วมกันที่ค่อนข้างหลากหลายของนครรัฐต่างๆ ซึ่งปรากฏชัดถึงการเริ่มต้นของรากฐานของจารีตวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมในการต่อสู้ทางการเมือง

จะเห็นได้ว่า ฝรั่งอิตาเลียนก็ยังมีปัญหาในเรื่องพัฒนาการทางการเมือง ซึ่งในที่สุดก็มาลงเอยที่ปัจจัยทางวัฒนธรรม และแม้นว่าจะอธิบายได้ว่า อิตาลีตอนเหนือเป็นประชาธิปไตยได้ดีกว่าตอนใต้ เพราะมีรากฐานวัฒนธรรมที่เอื้อมาตั้งแต่โบราณกาล แต่จะให้อธิบายอะไรไปมากกว่านี้ก็คงจะไม่ได้แล้ว!?

และที่สำคัญในงานชิ้นต่อๆ มาของพัตนัม คือ "Bowling Alone" (1995/2538) เขายังชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมสลาย ของสายสัมพันธ์ของความเป็นพลเมืองเข้มแข็งของสังคมอเมริกันปัจจุบันอีกด้วย นั่นคือ แม้แต่สังคมอเมริกันเองก็ประสบปัญหาด้านพัฒนาการทางการเมือง

คงต้องขออภัยที่ต้องย้ำซ้ำๆ ซากๆ ว่า ปัญหาพัฒนาการทางการเมืองดังกล่าวนี้เป็นปัญหาสำคัญ สำหรับนักวิชาการยักษ์ใหญ่หลายท่านตามที่ได้เอ่ยนามไปตอนต้น รวมทั้งตัวอาจารย์ฉัตรทิพย์เอง แต่ดูเหมือนว่า มันจะเป็นปัญหาที่กลายเป็นอดีตหรือล้าสมัยไปสำหรับยักษ์ใหญ่ทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ของไทย

ในขณะที่ยักษ์ฝรั่งอย่าง ศาสตราจารย์โรเบิร์ต พัตนัม ผู้มีสิริอายุได้ 65 ในปีนี้ ซึ่งก็เป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน กับยักษ์ใหญ่ของไทยดังกล่าว ก็ยังสนใจติดตามศึกษาประเด็นปัญหาเดิมๆ ที่ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อปัจจุบัน และอนาคตของการเมืองโลก ถึงขนาดศึกษาวิจัยในกรณีเหนือ-ใต้ของอิตาลีต่อเนื่อง ถึงยี่สิบปี และได้รับการขนานนามจาก "INFED ENCYCLOPAEDIA ARCHIVES" ว่าเป็น "นักวิชาการที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกขณะนี้"

สงสัยยักษ์ใหญ่ไทยทางวิชาการของเราจำนวนหนึ่งมีอะไรให้ทำที่สำคัญยิ่งกว่า "การเป็นเพียงนักวิชาการ"?!

แต่ใครๆ ที่รู้จักอาจารย์ฉัตรทิพย์ ก็คงทราบดีว่า ท่านไม่ได้ทำอะไรอื่น! ซึ่งเราจะกลับมาดูเส้นทางของ "การเป็นเพียงนักวิชาการ" ของท่านอีกในตอนต่อไป

หน้า 76


ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (6) : 10 ปีหลัง "ลำดับขั้นของการพัฒนาการเมือง"

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1328

Though some have changed,

Some forever, not for better

Some have gone and some remain

ปี พ.ศ.2515 อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แปลตำราทางรัฐศาสตร์เกี่ยวกับทฤษฎีการพัฒนาการเมืองของศาสตราจารย์ออแกนสกี้ นักวิชาการรัฐศาสตร์คนสำคัญ ของโลกวิชาการตะวันตก โดยเฉพาะในโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษ ในช่วงเวลาดังกล่าว แนวการศึกษาทางรัฐศาสตร์ ถูกครอบงำด้วยแนวคิดเรื่องการพัฒนาการเมือง และเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจารย์นักวิชาการที่กำลังไฟแรงในขณะนั้น ทั้งที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ต่างให้ความสนใจในการสอน และทำวิจัยในแนวการพัฒนาการเมืองแทบทั้งสิ้น

อาจารย์ฉัตรทิพย์เองก็ให้ความสนใจในทฤษฎีการพัฒนาการเมือง ถึงขนาดหยิบหนังสือที่วิทยมิตร สมัยเรียนปริญญาเอกอย่างศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน แนะนำมาแปล

พ.ศ.2526 สิบปีหลังการแปลทฤษฎีการพัฒนาการเมืองของออแกนสกี้ บางสิ่งบางอย่างก็แปรเปลี่ยนไป แต่บางอย่างก็ยังอยู่อย่างเดิม เหมือนเพลง In My Life ที่ จอห์น เลนนอน (John Lennon) อดีตศิลปินคณะบีตเทิลส์ผู้ล่วงลับไปแล้วร้องเอาไว้

There are places I"ll remember

All my life, though some have changed

Some forever, not for better

Some have gone and some remain

การเปลี่ยนแปลงนั้นมันก็ใช่จะดี บางทีก็ดี บางทีก็แย่ สิ่งที่อยู่เหมือนเดิมก็เช่นกัน บางอย่างก็ดี บางอย่างก็ไม่ดี!

พ.ศ.2525-2526 สิบปีจากการแปลหนังสือดังกล่าว ในช่วงเวลานี้เองที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ทั้งที่จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ โดยเกิดขึ้นที่จุฬาฯ ก่อน นั่นคือ หลังจากที่ศาสตราจารย์ ดร.กระมล ทองธรรมชาติ หมดสมัยการเป็นคณบดีของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ท่านเป็นมาต่อเนื่องถึงสองสมัยเป็นเวลา 8 ปี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็ได้คณบดีคนใหม่คือ ศาสตราจารย์จรูญ สุภาพ เจ้าของตำราที่นิสิตรัฐศาสตร์ปีหนึ่งทุกคนในอดีตต้องใช้ นั่นคือ "หลักรัฐศาสตร์" และ "หลักรัฐศาสตร์ฉบับพิสดาร"

ท่านเป็นสิงห์ดำรุ่น 6 (เป็นรุ่นพี่อาจารย์ฉัตรทิพย์อยู่ 5 รุ่น) เพื่อนร่วมรุ่นสิงห์ดำของท่านอาจารย์จรูญ ได้แก่ ศ.ดร.กมล สมวิเชียร (ปริญญาเอกรัฐศาสตร์จาก LSE อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค ปัจจุบันเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอเมริกา) ดร.วิชัย ตันศิริ (ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ อดีตอาจารย์พิเศษทางด้านทฤษฎีรัฐศาสตร์ที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ) ศาสตราจารย์ ดร.วิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ (ผู้บุกเบิกการศึกษาประชากรศาสตร์ และการวางนโยบายประชากร ของประเทศไทย ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง "สถาบันประชากรศาสตร์" ของจุฬาฯ)

สมนึก ชูวิเชียร (อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดและอดีต ส.ส.ร. จังหวัดเลย ผู้เสนอให้ให้ประชาชนสามารถ "ร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ" ได้ในกรณีที่ปรากฏความผิดเกิดขึ้นไม่ว่าโดยฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ที่เปิดให้ประชาชนสามารถนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านกระบวนการเข้าชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมห้าหมื่นชื่อ มีสิทธิที่จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายใดๆ ได้ แต่ข้อเสนอของท่านสมนึกไม่ผ่าน!)

ต่อมาไม่กี่เดือนจากนั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ โดยทางฝั่งนี้ได้คณบดีใหม่ ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น เพื่อนเก่าสมัยเรียนที่อเมริกาของอาจารย์ฉัตรทิพย์นั่นเอง นั่นคือ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ซึ่งขณะนั้นเป็นรองศาสตราจารย์ อาจารย์ลิขิตเป็นคณบดีต่อจาก อาจารย์ชัช กิจธรรม โดยที่อาจารย์ลิจิตเป็นคณบดีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนแรกที่ไม่ใช่ลูกหม้อสิงห์แดง (ทั้งนี้ ไม่นับในช่วงก่อตั้งแรกๆ) แต่ท่านจบปริญญาตรีนิติศาสตร์มา

ซึ่งท่ามกลางความขัดแย้งในหมู่อาจารย์ลูกหม้อสิงห์แดงเอง "คนนอก" จึงน่าจะเป็นตัวกลางที่สามารถสมานฉันท์ประนีประนอมได้ดีที่สุด

เมื่อจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ได้คณบดีคณะรัฐศาสตร์ใหม่ หลังจากที่อาจารย์ลิขิตเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ได้สามสัปดาห์ อาจารย์ฉัตรทิพย์ซึ่งขณะนั้นเพิ่งพ้นจากตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ มาได้เพียงหนึ่งปี ได้เขียนบทความสั้นๆ ขึ้นชิ้นหนึ่งชื่อ "รัฐศาสตร์ไทย : จะไปทางไหนกัน?" โดยขึ้นต้นว่า

"เมื่อสามอาทิตย์มานี้เอง มีการเปลี่ยนตัวคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ได้รับเลือกเป็นคณบดี และเมื่อปลายปีที่แล้วคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็มีการเปลี่ยนตัวคณบดีเช่นเดียวกัน ศาสตราจารย์จรูญ สุภาพ ขึ้นมาแทนที่ศาสตราจารย์ ดร.กระมล ทองธรรมชาติ การเปลี่ยนตัวคณบดีของคณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำสุดทั้งสอง จะมีผลต่อการศึกษาและวิจัยรัฐศาสตร์ในเมืองไทยหรือไม่? อย่างไร?"

ถึงแม้ว่าอาจารย์ฉัตรทิพย์จะได้ชื่อว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ สังกัดคณะเศรษฐศาสตร์ แต่ก็ดูจะมีความสนใจห่วงใยในวิชาการทางรัฐศาสตร์อย่างยิ่งด้วย เพราะรัฐศาสตร์ได้ชื่อว่าเป็นศาสตร์พี่ศาสตร์น้องกับเศรษฐศาสตร์ เพราะต่างก็เป็นลูกของสังคมศาสตร์ด้วยกันทั้งคู่ อีกท่านก็ได้ผ่านประสบการณ์งานบริหารในตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ มาแล้ว (2522-2524) ท่านคงตระหนักว่า ตำแหน่งคณบดีนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาวิชาการและการวิจัยของคณะ

และท่านก็คงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเปลี่ยนแปลงคณบดีคณะรัฐศาสตร์ของทั้งสองสถาบันนี้ น่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงพัฒนาทางวิชาการและการวิจัยทางรัฐศาสตร์ให้ก้าวหน้าไปกว่าที่เป็นอยู่

เพราะการพัฒนาวิชาการและการวิจัยของคณะน่าจะเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของผู้ที่เป็นคณบดี นอกเหนือไปจากการพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น สร้างตึก ติดแอร์ จัดสวนสนามหญ้า ทำป้ายคณะ เชิดชูศิษย์เก่า ฯ และที่สำคัญนอกเหนือไปจากการพัฒนาวิชาการ-วิจัยและสร้างตึก-ติดแอร์แล้ว เป้าหมายของการเป็นคณบดีก็ไม่น่าจะเพื่อเป็นการไต่บันไดดาราไปสู่การเป็นอธิการบดีหรือตำแหน่งใหญ่โตทางการเมืองเท่านั้น หรือก็ไม่น่าจะใช่เพียงเพื่อเป็นเกียรติยศของวงศ์ตระกูล หรือเพื่อจะได้ถ่ายรูปกับลูกที่บังเอิญจะรับปริญญาจากสถาบันเดียวกันที่ตนเป็นคณบดีเท่านั้นด้วย!

สิบปีหลัง "ทฤษฎีการพัฒนาการเมืองของออแกนสกี้" อาจารย์ฉัตรทิพย์มีความห่วงใยกับการศึกษารัฐศาสตร์ของไทยเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้เขียนไว้ในบทความเดียวกันกับที่กล่าวไปข้างต้นว่า "ในบรรดาวิชาทางสังคมศาสตร์ทั้งหลายในเมืองไทย รัฐศาสตร์ดูจะเป็นวิชาที่มีพัฒนาการน้อยที่สุด เมื่อ 10 กว่าปีมาแล้วเป็นอย่างไรเดี๋ยวนี้ก็เป็นอยู่อย่างนั้น"

ฟังแล้วทำให้นึกถึงเพลง "In My Life" ขึ้นมาอีก "...though some have changed, Some forever, not for better, Some have gone and some remain" แล้วก็รู้สึกหดหู่ห่อเหี่ยวกับสถานะของรัฐศาสตร์ไทยในสายตาของอาจารย์ฉัตรทิพย์ใน ปี พ.ศ.2526 จริงๆ

ท่านกล่าวต่อไปว่า "ขณะที่วิชาอื่น เช่น เศรษฐศาสตร์และประวัติศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หรือแม้แต่มานุษยวิทยาก็เปลี่ยนไป เกิดมีเศรษฐศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคม การศึกษาโลกทรรศน์ชาวนา ฯลฯ ขณะที่พัฒนาการทางด้านทฤษฎีรัฐศาสตร์ในเมืองไทยดูจะชะงักงัน แทบไม่มีใครพูดกันถึงทฤษฎีว่าด้วยรัฐ การเกิดรัฐ และลักษณะของรัฐ เน้นกันแต่เรื่องรัฐบาล นโยบายและการบริหาร การวิจัยรัฐศาสตร์ในเมืองไทยก็ยังว่ากันเรื่องทหารกับพลเรือน แทนที่จะกล่าวกันบ้างถึงเรื่องการก่อรูปและวิวัฒนาการของรัฐไทย รัฐกับเศรษฐกิจ รัฐกับชนชั้น รัฐกับวัฒนธรรม ฯลฯ"

ในสายตาของอาจารย์ฉัตรทิพย์ ปัญหาสำคัญที่ทำให้รัฐศาสตร์ทั้งที่จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ชะงักงันทางปัญญามีอยู่ 3 ประการ ประการแรก ปัญหาในด้านทฤษฎีรัฐศาสตร์ในเมืองไทย ประการที่สอง การวิจัยทางรัฐศาสตร์ในเมืองไทย และสาม ตัวบุคคลนักวิชาการรัฐศาสตร์ไทย

สําหรับปัญหาแรก อาจารย์ฉัตรทิพย์ท่านฟันธงลงไปเลยอย่างไม่ต้องเกรงใจว่า ทฤษฎีรัฐศาสตร์ในเมืองไทยยังคงถูกครอบงำด้วยทฤษฎีการพัฒนาการเมือง! เห็นได้ว่า หลังจากสิบปีที่ท่านแปลทฤษฎีการพัฒนาการเมืองของออแกนสกี้ รัฐศาสตร์ไทยก็ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับทฤษฎีดังกล่าว ไม่ไปไหน

ผู้เขียนเชื่อว่า สายรัฐศาสตร์ไม่สามารถที่จะตอบโต้ว่า อาจารย์ฉัตรทิพย์ไม่มีสิทธิจะมาวิจารณ์ วงวิชาการของรัฐศาสตร์ของพวกเขา เพราะอาจารย์ฉัตรทิพย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เพราะเราทราบดีและสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำฟันธงลงไปเช่นกันว่า อาจารย์ฉัตรทิพย์เป็นนักวิชาการคนหนึ่งที่รู้เรื่องทฤษฎีการพัฒนาการเมืองเป็นอย่างดี เพราะท่านได้ศึกษาตำรับตำราทางนี้มาอย่างทะลุปรุโปร่ง

การที่ท่านสนใจศึกษาทฤษฎีการพัฒนาการเมืองเมื่อสิบปีที่แล้วคือ พ.ศ.2511-2515 เป็นเรื่องที่ถูกต้องสมควรแล้ว เนื่องจากในขณะนั้น กระแสทฤษฎีการพัฒนาการเมืองกำลังมาแรง และเป็นเรื่องที่ควรจะต้องรู้ไว้ แต่เมื่อรู้แล้ว ก็ใช่ว่าจะต้องไปยึดเกาะหากินกับมันไปจนตาย เป็นไม้ตายซาก กินของเก่าขายของเดิมอยู่เช่นนั้นร่ำไป เพราะถ้ารู้จริง ก็น่าจะรู้ถึงจุดอ่อนและข้อจำกัดของมัน อีกทั้งควรจะได้เปิดโลกทรรศน์รับรู้แนวการศึกษาใหม่อื่นๆ ด้วย เพื่อที่จะได้นำมาเสริมเติมแต่งหรือพัฒนาทฤษฎีการพัฒนาการเมืองให้เข้มแข็งขึ้น

สำหรับผู้ที่ยังเชื่อในทฤษฎีดังกล่าว หรือถ้าไม่เห็นว่าดี ก็จะได้ไขว่คว้าหาทฤษฎีใหม่ๆ มาทำความเข้าใจและแก้ปัญหาสังคมการเมืองและเศรษฐกิจได้อย่างมีผล

ที่กล่าวมานี้ ใช่ว่าจะให้เลิกสนใจทฤษฎีการพัฒนาการเมือง อาจารย์และนักศึกษารัฐศาสตร์ทุกวันนี้ก็ควรจะศึกษาเรียนรู้ไว้ ไม่ใช่จะเห่อของใหม่อย่างแนววาทกรรม-โพสต์โมเดิร์น หรือพวกโพสต์ทั้งหลายโดยไม่รู้เรื่องราวทางทฤษฎีกระแสหลักอย่างทฤษฎีการพัฒนาการเมืองเลย

ปัญหารัฐศาสตร์สมัยนี้ก็ดูจะกลับหัวกลับหางจากสมัยก่อน สมัยก่อนอาจารย์และนักศึกษาก็มัวแต่ยึดเกาะเวียนว่ายตายเกิด กับทฤษฎีกระแสหลักดั้งเดิม เสียจนเปลี่ยนแปลงรับอะไรใหม่ไม่ได้และไม่เป็น ส่วนสมัยนี้ อาจารย์และนักศึกษาก็มัวแต่ไล่ล่ากับของใหม่เสียจนไม่มีรากฐานที่มั่นทางวิชาการอะไรเลย!?

อาจารย์ฉัตรทิพย์ขยายความปัญหา "ความเป็นไม้ตายซากทางทฤษฎี" ของนักวิชาการรัฐศาสตร์ทั้งที่จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ.2526 ต่อไปอีกว่า "ทฤษฎีการพัฒนาการเมืองนี้ถูกนำเข้ามาในวงวิชาการไทยเมื่อประมาณต้นทศวรรษ 1960 และนี่ก็ 20 กว่าปีแล้ว ก็ยังใช้กันอยู่

หนังสือที่เริ่มใช้เป็นแม่บทคือ Gabriel Almond และ James Coleman บรรณาธิการ The Politics of Developing Area (1960) และต่อมาก็มีหนังสือของ Lucian Pye ชื่อ Aspects of Political Development และหนังสือของ Gabriel Almond และ G. Bingham Powell ชื่อ Comparative Politics : A Developmental Approach

จนถึงของ Samuel P. Huntington ชื่อ Political Order in Changing Societies (1968)"

เมื่อได้เห็นรายชื่อหนังสือดังกล่าวที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ไล่มานี้ คนที่เป็นอาจารย์หรือนักศึกษารัฐศาสตร์ในปัจจุบันที่ยังอ่าน และศึกษาตำราเหล่านี้อยู่ ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจขวัญเสียว่าตัวเองเป็นไม้ตายซากหรือเป็นนักวิชาการที่ไม่พัฒนาที่ยังอ่าน "ทฤษฎีการพัฒนาฯ" ดังกล่าว เพราะนี่คือคำวิจารณ์ของอาจารย์ฉัตรทิพย์ที่มีต่อการศึกษารัฐศาสตร์ไทยเมื่อเกือบยี่สิบห้าปีที่แล้ว

เพราะใครที่หันกลับไปทบทวนศึกษาหนังสือเก่าแก่เหล่านี้อย่างจริงๆ จังๆ ภายใต้สิ่งแวดล้อมทางวงวิชาการรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ขอให้รู้ไว้ว่า "ท่านคือนักวิชาการหรือนักศึกษารัฐศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา" เลยทีเดียว

หน้า 76


ฉัตรทิพย์กับรัฐศาสตร์ไทย พ.ศ.2526 : คนที่ชื่อ สุชาย ตรีรัตน์

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1329

พ.ศ.2526 สิบปีหลังจากอาจารย์ฉัตรทิพย์แปลตำราการพัฒนาการเมืองของออแกนสกี้ การเรียนการสอนในวงการรัฐศาสตร์ไทย ที่จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ก็ยังย้ำอยู่กับที่ หากินกับเรื่องราวเก่าๆ กับทฤษฎีพัฒนาการทางการเมือง และถ้ารวมเอาเวลาตั้งแต่ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง เข้าสู่วงการวิชาการไทยด้วยแล้ว มันก็เป็นเวลาทั้งสิ้น 20 ปี ที่รัฐศาสตร์ไทย ไม่ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไปไหน ดูคล้ายๆ จะเป็นไม้ตายซาก ในสายตาของผู้เป็นห่วงเป็นใย  วิชาการทางรัฐศาสตร์ไทย อย่างอาจารย์ฉัตรทิพย์ ผู้ซึ่งก็เป็นผลิตผลของรัฐศาสตร์ แต่ไปเจริญเติบโตเป็นนักเศรษฐศาสตร์ และทางบริหารก็ได้เป็นถึงคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ในช่วง พ.ศ.2522-2524

รัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์จึงเป็นศาสตร์พี่ศาสตร์น้องสำหรับอาจารย์ฉัตรทิพย์โดยอัตโนมัติ อาจจะเป็นเพราะอาจารย์ฉัตรทิพย์เปลี่ยนสาขาหรือสามารถเชื่อมโยงจากสาขาหนึ่งไปสู่อีกสาขาหนึ่ง จึงทำให้พลวัตรทางวิชาการทางสังคมศาสตร์ของอาจารย์ฉัตรทิพย์มีความยึดหยุ่นมีความสามารถในการปรับตัว และมีอัตราเร่งสูงเมื่อเปรียบเทียบกับนักวิชาการที่อยู่ในสาขาเดียวตลอดตั้งแต่เป็นนักศึกษาจนเป็นอาจารย์ และจนถึงศาสตราจารย์หรือจนถึงตำแหน่งบริหารระดับคณบดีหรืออะไรก็ตาม

ในตอนที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์และจุฬาฯ เปลี่ยนตัวคณบดีในช่วงปี พ.ศ.2525 และ 2526 อาจารย์ฉัตรทิพย์ถือเป็นจังหวะ และโอกาสที่ดีที่จะหยอดความหวังลงไปในตัวผู้นำผู้บริหารใหม่อย่าง ศาสตราจารย์จรูญ สุภาพ (รัฐศาสตร์ จุฬาฯ) และ รองศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน (ที่ธรรมศาสตร์) ที่จะนำพาให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนรัฐศาสตร์ ให้ก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ เพราะศาสตร์หลายศาสตร์ในสังคมศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2515-2525) เช่น

เศรษฐศาสตร์ก็มีเศรษฐศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์ก็มีประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคม มานุษยวิทยาก็มีการศึกษาโลกทรรศน์ของชาวนา เป็นต้น ส่วนรัฐศาสตร์ไทยก็มีแต่ "ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง" ชื่อของ Gabriel Almond, James Coleman, Lucian W. Pye, G. Bingham Powell, Sam Huntington ก็ยังดังก้องหูนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีรัฐศาสตร์สมัยนั้นอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งวิทยานิพนธ์ก็ทำแต่เรื่องซ้ำๆ โดยอ้างอิงนามของเจ้าพ่อดังๆ ที่ว่ามานี้

ทำไมอาจารย์ฉัตรทิพย์จึงเห็นว่า รัฐศาสตร์ไทยควรจะก้าวให้พ้นทฤษฎีการพัฒนาการเมือง และอิทธิพลความคิดของนักรัฐศาสตร์อเมริกันเรืองนามเหล่านั้น?

เหตุผลของอาจารย์คือ "ทฤษฎีพัฒนาการเมืองเน้นการสร้างสถาบันที่จะทำให้ระบบการเมืองมีเสถียรภาพ และประชาชนมีส่วนร่วมในระบบการเมือง (แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ควบคุมระ บบการเมือง) และพยายามมองว่า ระบบการเมืองที่ด้อยพัฒนา (ในแอฟริกา เอเชียและละตินอเมริกา) ขาดอะไรที่ระบบการเมืองอเมริกา ยุโรป และรุสเซียมี เช่น ขาดการแบ่งแยกหน้าที่กันทำ (ขาด differentiation) ขาดประสิทธิภาพในการปกครอง ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ปัญหาของพวกนี้ก็คือ แล้วจะทำให้มีสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คำตอบก็เป็นว่า ต้องสร้างสถาบันขึ้นมารองรับ แล้วการเปลี่ยนแปลงสู่ความ "ทันสมัย" ก็จะราบรื่นเอง

ว่ากันว่าฐานของทฤษฎีพัฒนาการเมืองคือ ทฤษฎี Structural-functional (โครงสร้างและหน้าที่) ที่เฟื่องฟูอยู่ในวงวิชาการสังคมวิทยาสหรัฐ ทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่ที่เน้นความผสมกลมกลืนขององค์การต่างๆ ของสังคมที่จะทำหน้าที่ของมันไปโดยประสานกันเพื่อให้สังคมอยู่ได้ และสังคมจะปรับตัวสู่สภาพที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อทฤษฎีพัฒนาการเมืองมีที่มาเช่นนี้ สมมติฐานก็คือว่า ระบบการเมืองของประเทศด้อยพัฒนาจะพัฒนาได้ หากแก้ไขเติมปัจจัยที่ขาดไปให้ครบ สร้างสถาบันทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ให้ประชาชนมีการศึกษา มีการคมนาคมติดต่อข่าวสาร ปรับปรุงระบบราชการ ระบบทหาร ระบบพรรคการเมือง ฯลฯ"

จากคำอธิบายทฤษฎีการพัฒนาการเมืองของอาจารย์ฉัตรทิพย์ในปี พ.ศ.2526 แสดงให้เห็นว่า อาจารย์เข้าใจในตัวทฤษฎีอย่างถ่องแท้ อีกทั้งยังเข้าใจรากฐานที่มาของทฤษฎีดังกล่าวด้วย การเน้นให้ความสำคัญในการสร้างสถาบันทางการเมืองในการพัฒนาการเมืองของประเทศด้อยพัฒนานั้น ดูจะเป็นมุมมองหรือทัศนะที่ตื้นเขินของนักรัฐศาสตร์อเมริกันอย่างยิ่ง ที่พากันคิดและเชื่อว่า ถ้าสร้างสถาบันทางการเมืองแบบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นแล้วในสังคมประเทศที่ด้อยพัฒนาทางการเมืองแล้ว ผู้คนที่ด้อยพัฒนาจะรู้จักใช้สถาบันทางการเมืองที่พัฒนาแล้วได้ทันที หรืออย่างน้อยก็ไม่เนิ่นนานนัก

แต่ความคิดในการทำระบบการเมืองให้ "ทันสมัย" โดยเน้นการสร้างสถาบันทางการเมืองสมัยใหม่ให้เกิดขึ้นเป็นหลัก ดูจะไม่ต่างจากความคิดในการทำระบบสุขาภิบาลให้ "ทันสมัย" โดยการสร้างส้วมชักโครกขึ้นแทนส้วมซึม โดยหวังให้ผู้คนเคยอุจจาระโดยการนั่งยองๆ มานั่งห้อยขาอึได้โดยไม่ยากนัก!!??

คนไทยเราก็ประจักษ์ชัดแล้วว่า ที่ผ่านมา คนที่ถนัดอุจจาระในท่านั่งยองๆ บนส้วมซึมมาตลอดชีวิต เมื่อไปเจอส้วมแบบใหม่หรือชักโครก ก็ยังอุตส่าห์ขึ้นไปนั่งยองๆบนโถส้วมแบบใหม่นั้นอยู่ดี เพราะถ้าไปนั่งห้อยขาแล้วพาจะอึไม่ออกกัน และเมื่อขึ้นไปนั่งบ่อยๆ เข้า ในที่สุด ฝาส้วมก็แตกพังพินาศกันไป

หรือในกรณีอ่างอาบน้ำแบบฝรั่ง ที่มักจะกลายเป็นเรื่องเล่าตลกขบขันกันอยู่ในสมัยก่อน เพราะบางคนที่ไม่รู้ว่าอ่างอาบน้ำมีไว้เปิดน้ำแล้วลงไปแช่ในอ่าง ก็มักจะเปิดน้ำให้เต็มอ่าง แล้วก็ใช้ขันจ้วงตักอาบน้ำอย่างเมามันชื่นใจเหมือนอย่างที่เคยจ้วงตักจากตุ่มน้ำ เป็นต้น

เรื่องสุขาและอาบน้ำนั้นก็เป็นเรื่องที่เปลี่ยนนิสัยความเคยชินได้ยาก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป แต่เรื่องการใช้สถาบันทางการเมืองนี่ซิ! มันยากยิ่งกว่า ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเข้าใจและสามารถใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จนบัดนี้นับได้จะ 75 ปีแล้ว ถามว่า ความเข้าใจในการเลือกตั้ง ตลอดจนสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่างๆ ของพี่น้องประชาชนคนไทยเรานั้นพัฒนาก้าวหน้าไปมากน้อยแค่ไหนเพียงไร? ทัศนคติและพฤติกรรมของนักการเมืองไทยเรา โดยเฉพาะผู้นำคนปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการความก้าวหน้าในทิศทางประชาธิปไตยเพียงไร?

หรือแม้แต่ประเด็นการร่วมประท้วงรัฐบาลเพื่อ "ถวายคืนพระราชอำนาจ" นั้น ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากว่า มันคือเส้นทางของพัฒนาการประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน? เพราะการ "ถวายคืนพระราชอำนาจ" นั้นมิได้มีความหมายเดียวและเหมือนกันสำหรับผู้เข้าร่วมกระบวนการทุกคนของ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล?!! ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า คนอย่างคุณสนธิย่อมตระหนักรู้ดีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ อาจารย์ฉัตรทิพย์ยังทำให้คนอ่านข้อวิจารณ์ของท่านในสมัยนั้นเข้าใจว่า ฐานของทฤษฎีพัฒนาการเมือง มาจากทฤษฎีที่ใหญ่และลึกล้ำกว่า นั่นคือ ทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่ ซึ่งผู้เขียนถือว่าเป็น "high-theory" เพราะเป็นทฤษฎีที่มีความเป็นนามธรรมสูง เช่น โครงสร้างสังคม ซึ่งคนธรรมดามองไม่เห็น (high ในที่นี้คือมีนามธรรมสูง-ถ้าแปลอย่างบ้องตื้นว่า ทฤษฎีชั้นสูง ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง! รวมทั้งสะท้อนความไม่รู้เรื่องของคนแปลด้วย!)

ทฤษฎีดังกล่าวนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักวิชาการอเมริกันในสมัยนั้น (และที่จริง ก็ยังนิยมอยู่ในสมัยนี้ ถ้าลองไปอ่านพวกวารสารวิชาการกระแสหลักของอเมริกัน) เนื่องจากทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ ที่เน้นความผสมกลมกลืนขององค์การต่างๆ ของสังคม ที่จะทำหน้าที่ของมันไปโดยประสานกันเพื่อให้สังคมอยู่ได้ และสังคมจะปรับตัวสู่สภาพที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

เหตุที่ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่เป็นที่นิยมในสังคมอเมริกันก็เพราะว่า นักวิชาการและคนอเมริกันจำนวนไม่น้อย ต่างพอใจในระบบการเมือง และสังคมที่เป็นอยู่ของตนมากกว่าที่จะไม่พอใจ ถึงแม้นไม่พอใจ ก็ไม่ใช่ไม่พอใจตัวระบบทั้งระบบ เพราะต่างยังเชื่อมั่นศรัทธาในตัวระบบว่าสามารถทำหน้าที่ และมีกลไกที่มีประสิทธิภาพพอที่จะตอบสนองข้อเรียกร้อง ของประชาชนได้ และมีกลไกที่จะให้ความยุติธรรมกับประชาชนอย่างน่าพอใจมากกว่าไม่พอใจ

ดังนั้น ทฤษฎีดังกล่าวที่เน้นไปที่สถาบันและการค่อยปรับตัวและการประสานกลมกลืนขององค์กรต่างๆ ของระบบการเมืองและสังคมอเมริกันจึงเป็นที่นิยมชมชอบ เพราะมันสามารถอธิบาย และชี้นำการรักษาสถานะที่ดำรงให้ดำรงอยู่ต่อไป (status quo) โดยสวัสดี

ข้อวิจารณ์ของอาจารย์ฉัตรทิพย์ต่อสถานะจุดยืนของทฤษฎีพัฒนาการเมืองและทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่นักรัฐศาสตร์ไทยในสมัยนั้นไม่รู้ เพราะในข้อเขียน บทความ หรือตำราของปรมาจารย์ทางรัฐศาสตร์สมัยนั้นบางท่าน ก็ปรากฏข้อสังเกตดังกล่าวนี้ เพียงแต่ว่า ขาดการให้ความสนใจกันเท่าที่ควร หรือแม้นว่ารู้แล้ว ก็ยังไม่หาทางขยับขยายหาคำตอบหรือแนวทางอื่นๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเอาตัวเอง หรือเลือกที่จะไปอิงกับอำนาจรัฐมากกว่าประชาชน

เพราะเข้าข้างประชาชนมันเสี่ยงอันตรายมากในสมัยนั้น อีกทั้งภายใต้ระบอบการปกครอง ที่ประชาชนยังไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง ประชาชนยังไม่สามารถให้รางวัลหรือปูนบำเหน็จอะไรได้ ไปๆ มาๆ ดูจะกลายเป็นว่า พวกเขายังเชื่อว่าการเมืองไทยก็สมควรจะพัฒนาไปตามแนวทางดังกล่าวนี้ไปก่อน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการยึดมั่นในทฤษฎีการพัฒนาการเมืองของนักรัฐศาสตร์ผู้อาวุโสที่จุฬาฯ ในปี พ.ศ.2522 รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็ได้รับอาจารย์ใหม่จบปริญญาโทเข้ามาคนหนึ่ง เขาผู้ซึ่งเป็นอาจารย์รัฐศาสตร์ชั้นผู้น้อยผู้เป็น "หัวเดียวกระเทียมลีบ" ในขณะนั้น ก็ได้เริ่มแนวการสอนวิชา "การเมืองประเทศกำลังพัฒนา" ที่วิพากษ์ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง-โครงสร้างหน้าที่อย่างเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะทฤษฎีพัฒนาการทางการเมืองของฮันติงตัน (Huntington) (ซึ่งเป็นทฤษฎีที่แสนจะโหดร้ายสำหรับคนบางกลุ่ม แต่แสนจะน่าศรัทธาน่าพึ่งพิงสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง!)

และอาจารย์ใหม่คนนั้นก็ยังเป็น "ผู้นำ" ที่นำเอาแนวคิดทฤษฎีที่ก้าวหน้ากว่าและเลือกที่จะอยู่ข้างมหาชน มากกว่ามาให้นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในสมัยนั้นได้รู้จัก แต่ในมุมกลับ เขากลับเป็นนักรัฐศาสตร์นิรนามสำหรับมหาชน เพราะมหาชนกลับไม่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อนักรัฐศาสตร์ท่านนี้เลยก็ว่าได้เมื่อเทียบกับนักรัฐศาสตร์เรืองนามเหล่านั้นของไทย

ข้อเขียนเกี่ยวกับอาจารย์ฉัตรทิพย์ในครั้งนี้ ผู้เขียนจึงถือโอกาสขอคารวะมายังเขาผู้นั้นอีกคนหนึ่ง วิทยมิตรที่ยังคงหนักแน่นในอุดมการณ์และความจริงจังต่อหน้าที่ของนักวิชาการ-อาจารย์ที่มีต่อศิษย์ ต่อสังคมและต่อประชาชนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเสื่อมคลาย

"สุชาย ตรีรัตน์" กรรมกราจารย์แห่งรัฐศาสตร์ไทย!

หน้า 68


รัฐศาสตร์ไทย-รัฐศาสตร์ขุนนาง : ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1330

อาจารย์ฉัตรทิพย์ชี้ให้เห็นถึงสมมติฐานของทฤษฎีการพัฒนาการเมืองที่เคยเฟื่องฟูในหมู่นักรัฐศาสตร์ไทยเป็นเวลานับสิบกว่าปี (ช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1960---ต้นทศวรรษ 1980) โดยเขียนไว้ว่า "ระบบการเมืองของประเทศด้อยพัฒนาจะพัฒนาได้ หากแก้ไขเติมปัจจัยที่ขาดไปให้ครบ สร้างสถาบันทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ให้ประชาชนมีการศึกษา มีการคมนาคมติดต่อข่าวสาร ปรับปรุงระบบราชการ ระบบทหาร ระบบพรรคการเมือง ฯลฯ"

ขณะเดียวกัน การที่ประชาชนมีการศึกษา มีการคมนาคมติดต่อข่าวสารย่อมทำให้ประชาชน "รู้มาก ฉลาดมากขึ้น" และอาจจะ "เรียกร้องทางการเมืองมากขึ้น" ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่จากการที่สำนักทฤษฎีการพัฒนาการเมืองให้ความสำคัญ กับประสิทธิภาพและเสถียรภาพของสถาบันการเมือง เช่น รัฐบาลเหนืออื่นใด เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า แหล่งกำเนิดทฤษฎีดังกล่าวนี้คือประเทศที่เชื่อมั่นในระบบการเมืองและสถาบันการเมืองของตนเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ สหรัฐอเมริกา ทฤษฎีดังกล่าวจึงมุ่งรักษาประสิทธิภาพและเสถียรภาพของสถาบันการเมืองหลักๆ

ดังนั้น เมื่อสถาบันการเมืองต้องเผชิญกับกระแสเรียกร้องจากประชาชนที่ตื่นตัวมากขึ้นจากการศึกษาและการสื่อสาร นักทฤษฎีพัฒนาการทางการเมืองอย่าง แซมมวล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) จึงเสนอแนะในหนังสือ "Political Order in Changing Societies" (1968/2511) อันโด่งดังและอื้อฉาวของเขาว่า

ในการพัฒนาการเมืองในประเทศด้อยพัฒนานั้น ไม่ควรที่จะให้ประชาชนได้รับการศึกษาหรือมีการสื่อสารมากหรือรวดเร็วเกินไป เพราะถ้าประชาชนตื่นตัวเรียกร้องจากรัฐบาลมากและในอัตราเร่งที่รวดเร็วเกินกว่าที่รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการหรือตอบสนองได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ประชาชนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่รัฐบาลจะรับมือได้ รัฐบาลดังกล่าวก็จะเข้าข่ายไร้ประสิทธิภาพและเสถียรภาพไปทันที อันจะนำมาซึ่งความล่มสลายของระบบการเมืองทั้งระบบ

ซึ่งในขณะนั้น ถ้าระบบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตยในประเทศด้อยพัฒนาล่มสลาย ทางเลือกที่มีอยู่ในช่วงทศวรรษ 1960-ต้นทศวรรษ 1980 ก็คือ สังคมนิยม ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังมาแรงในแทบทุกภูมิภาคในโลกขณะนั้น ด้วยเหตุนี้เองที่ฮันติงตันเสนอแนะให้รัฐบาลสหรัฐ ไม่ควรที่จะให้งบประมาณช่วยเหลือในการด้านศึกษาแก่ประชาชน ในประเทศด้อยพัฒนามากเกินไป เพราะอาจจะนำมาซึ่งความสับสนวุ่นวายทางการเมืองได้ หากประชาชน "โตเร็ว" เกินไป

ในช่วงเวลานี้ กล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่กำลังเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เป็นบริบทสำคัญที่เอื้อต่อการอภิปรายประเด็น "ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง" (political development) และ "ทฤษฎีพัฒนาประชาธิปไตย" (democratization) กันอย่างจริงจัง! ในสังคมการเมืองไทยยุคหลัง 14 ตุลา ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นควันหลงแห่งชัยชนะของการต่อสู้อำนาจเผด็จการ บรรยากาศเสรีภาพ การแพร่กระจายความคิดประชาธิปไตยไปสู่คนส่วนใหญ่ในสังคมนับเป็นการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งส่งผลให้มีการตื่นตัวเรียกร้องทางการเมืองอย่างเข้มข้น และดูเหมือนว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงเวลาดังกล่าวไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องของชนชั้นผู้ยากไร้ได้อย่างเป็นที่พอใจ จึงเข้าข่ายประชาชนก้าวหน้าไปกว่าสถาบันทางการเมือง ในที่สุดก็เกิดความสับสนวุ่นวายทางการเมืองขึ้น

ฟังดูแล้วก็เข้าข่ายตามที่ทฤษฎีพัฒนาการทางการเมืองพยากรณ์ไว้เหมือนอย่างตาเห็นล่วงรู้อนาคต

แต่ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่ารัฐบาลขณะนี้สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างก้าวหน้า ในหลายนโยบายและหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสาธารณสุข นโยบายพัฒนาการผลิตสินค้าในชุมชน ฯลฯ คล้ายกับว่า รัฐบาลขณะนี้ก้าวหน้ากว่าประชาชนเสียด้วยซ้ำ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็พบว่า รัฐบาลดูเหมือนจะล่วงรู้ในทฤษฎีพัฒนาการเมืองทางการเมืองแบบเก่าๆ เป็นอย่างดี จึงไม่ปล่อยให้ประชาชนก้าวหน้าไปก่อนตัวเอง

แต่ในการตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้น สิ่งที่รัฐบาลทำไปก็หาใช่การตอบสนองอย่างแท้จริงโดยการแก้ไขปรับปรุงโครงสร้าง ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา แต่กลับทำแต่เพียงในระดับของการ "สร้างภาพ" ด้วยหลักธุรกิจการตลาดและการเล่นการเมืองกับการสื่อสารโฆษณา ซึ่งในที่สุดแล้ว ความจริงและความเป็นจริงของปัญหาสังคมก็ย่อมปรากฏตัวออกมาในที่สุด

ที่สำคัญและเป็นสัจธรรมก็คือพฤติกรรมและตัวตนของผู้นำทางการเมืองกับ "ภาพ" ที่ตนสร้างไว้นั้นมันขัดแย้งกัน และเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะมันเป็นภาพที่ขัดกันอย่างยิ่งสำหรับการประกาศตัวมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาความยากจน กับความมั่งคั่งที่พอกพูนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอย่างรวดเร็วในตัวของผู้นำทางการเมืองปัจจุบัน

ดังนั้น ผู้รู้ท่านหนึ่งได้สรุปประเด็นไว้ว่า วิกฤตผู้นำทางการเมืองปัจจุบันของเราคือ ประเด็นทางจริยธรรม และความเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเยาวชนไทยทั่วไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้แต่กับผู้ที่เป็นบุตรของตนเองด้วยซ้ำ การทำตัวของผู้เป็นพ่อและวิธีการเลี้ยงดุแบบให้ลูกมีทรัพย์สินขนาดนั้น ตั้งแต่อายุขนาดนั้น!

ในภาพรวม มันก็น่าคิดเหมือนกันกว่า จากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516-6 ตุลา 2519-จนถึงพฤษภาทมิฬ 2535 หรืออาจจะรวมถึง 4 กุมภาพันธ์ 2549 นั้น ทฤษฎีการพัฒนาการเมืองกระแสหลักดังกล่าวนี้ถูกหรือผิดกันแน่ กับการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองในอดีต???? และจะยังใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันได้หรือไม่นั้น? ก็เป็นเรื่องที่น่าขบคิดวิเคราะห์กันอย่างจริงจัง ซึ่งเราคงจะได้หวนกลับมาพิจารณาและให้ความเป็นธรรม กับนักรัฐศาสตร์ไทยและทฤษฎีการพัฒนาการเมืองของพวกเขาในโอกาสต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2525 การตีแผ่ทฤษฎีพัฒนาการเมืองทางการเมืองที่กล่าวไปข้างต้น มิได้เกิดขึ้นจากอาจารย์ฉัตรทิพย์เพียงท่านเดียว เพราะคนที่ลอกคราบทฤษฎีพัฒนาการทางการเมืองของฮันติงตันดังที่ได้เล่ามาข้างต้นให้นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับรู้เป็นคนแรกในปี พ.ศ.2523 ก็คือ อาจารย์ใหม่ไฟแรงวัยไม่ถึงสามสิบดีแห่งภาควิชาการปกครองที่ชื่อ "สุชาย ตรีรัตน์" ผู้ซึ่งนำเอาแนววิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมืองเข้ามาเผยแพร่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นคนแรก ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยจากอาจารย์อาวุโสหลายท่านในขณะนั้น บางท่านถึงกับล้อเลียนอาจารย์สุชายว่า "อ๋อ สุชายหนะเหรอ อะไรๆ ก็เศรษฐศาสตร์การเมืองๆ!"

แนววิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมืองจะใช้ได้หรือไม่อย่างไรนั้น กระนั้นก็ตาม ข้อวิจารณ์ของอาจารย์ฉัตรทิพย์ต่อเนื้อหาและจุดยืนของทฤษฎีพัฒนาการเมืองและโครงสร้าง-หน้าที่นั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่ การที่สังคมไทยมีสถาบันทางการเมืองสมัยใหม่ ก็หาทำให้สถาบันดังกล่าวสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับระบอบประชาธิปไตยของประเทศฝรั่งเจ้าของทฤษฎีไม่ เพราะคนไทยก็ยังใช้มันไม่เป็น ประเด็นสำคัญจึงไม่น่าใช่การเน้นการสร้างสถาบันเพียงเท่านั้นในการพัฒนาการเมือง เพราะยังมีมิติสำคัญๆ ที่พวกทฤษฎีพัฒนาการเมือง-โครงสร้าง-หน้าที่ละเลยไปคือ มิติทางประวัติศาสตร์ และมิติในเรื่องความขัดแย้งในสังคม

อาจารย์ฉัตรทิพย์อธิบายการขาดมิติทางประวัติศาสตร์ในทฤษฎีพัฒนาการเมือง-โครงสร้างหน้าที่ไว้ว่า ทฤษฎีพัฒนาการเมืองนั้นแยกส่วนการเมืองออกจากประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคม การเน้นที่การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการเมือง ทำให้ขาดการมองปัญหาช่วงยาว เน้นแต่ช่วง "การพัฒนา" เท่านั้น ทำให้ขาดการโยงการเมืองกับการเปลี่ยนแปลงระยะยาวในระบบเศรษฐกิจ และขาดการโยงการเมืองกับการคงอยู่ของจิตสำนึกและวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้คนในสังคมนั้น การเมืองของทฤษฎีการพัฒนาการเมืองจึงเป็นการเมืองที่เป็นส่วนเป็นเสี้ยว ไม่ใช่ภาพเต็ม

ซึ่งในประเด็นการขาดมิติทางประวัติศาสตร์นี้ จะเห็นได้ว่า ในที่สุดแล้ว นักรัฐศาสตร์อเมริกันกระแสหลักอย่าง โรเบิร์ต พัตนัม ก็ยังมาจนมุมกับคำตอบในมิติทางประวัติศาสตร์ ในการทำความเข้าใจความแตกต่าง ของความเป็นประชาธิปไตยในทางตอนเหนือและใต้ในอิตาลี อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนก่อนๆ แล้ว

ส่วนการขาดมิติในเรื่องความขัดแย้งในสังคม อาจารย์ท่านอธิบายไว้ว่า ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ทำให้ "เราเห็น" อะไรๆ ผสมกลมกลืนกันไปหมด การเมืองถูกมองเป็นด้านหนึ่งของสังคม สถาบันทางการเมืองเป็นสถาบันหนึ่งของสังคม และสามารถทำหน้าที่เหมือนสถาบันในสังคมตะวันตกได้เหมือนกันหมด ทั้งๆ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา รัฐอาจขัดแย้งกับประชาชน รัฐอาจขูดรีดประชาชน ประชาชนอาจพยายามต่อสู้กับรัฐ (หรือในปัจจุบัน รัฐบาลอยู่ภายใต้การผูกขาดโดยนักการเมือง-กลุ่มทุนต่างๆ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านกันไม่กี่กลุ่ม-ผู้เขียน)

สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นในสังคมที่รัฐแปลกแยก (alienate) ออกจากสังคม ออกจากประชาชน แต่ตามทฤษฎีการพัฒนาการเมืองจะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิดปรกติ ระบบขาดเสถียรภาพและต้องหาทางหลีกเลี่ยง

ต่อข้อวิจารณ์ประการหลังนี้ อาจารย์ฉัตรทิพย์ออกตัวยอมรับว่า ท่านมีความรู้สึกว่า ทฤษฎีการพัฒนาการเมืองยอมรับสถาบันรัฐมากเกินไป คิดแต่จะทำให้สถาบันมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพเท่านั้น ไม่ได้สนใจธรรมชาติของรัฐ และฐานะทางประวัติศาสตร์ของรัฐในแต่ละช่วงยุคสมัย

แม้ว่า อาจารย์ฉัตรทิพย์จะกล่าวเตือนไว้ในปี พ.ศ.2526 แต่ในที่สุด เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ปรากฏออกมา เราก็ได้พบกับผลพวงที่เป็นผลึกความคิดจากทฤษฎีการพัฒนาการเมืองดังกล่าว รวมทั้งการมุ่งสู่ระบบสองพรรคใหญ่ตามฝรั่งบางประเทศ

จะด้วยเป็นเพราะผลจากความคิดแนวทฤษฎีการพัฒนาการเมือง ที่ตกผลึกอยู่ในจิตสำนึกของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ที่เป็นนักรัฐศาสตร์จากจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เคยวิพากษ์ไว้หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้??!!

นอกจากนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาทางทฤษฎีของแนวการพัฒนาการเมืองตามแบบอเมริ กันที่เกี่ยวพันกับประเด็นปัญหาที่กล่าวไปข้างต้นก็คือ การมุ่งสนใจในเรื่องของการแบ่งอำนาจหรือความขัดแย้งเฉพาะภายในชนชั้นนำเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ความขัดแย้งของกลุ่มอำนาจทางการเมือง อันได้แก่ ทหาร นักการเมือง เป็นต้น แต่ละเลยที่จะให้ความสนใจความขัดแย้งในสังคมในมิติทางชนชั้นหรือชนชาติ อันทำให้การศึกษารัฐศาสตร์เป็นการศึกษา "วิชาเพื่อการปกครอง เป็นวิชาของชนชั้นผู้ปกครองไป แทนที่จะเป็นวิชาเพื่อประชาชน"

เพราะการวิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของทฤษฎีการพัฒนาการเมืองแบบอเมริกันนั้น ทำให้รัฐศาสตร์ห่างเหิน และแยกตัวออกจากประเด็นทางเศรษฐกิจและชนชั้นที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองโดยตรง อันได้แก่ กรรมกร ชาวนา

อาจารย์ฉัตรทิพย์เปรียบเทียบการศึกษาของรัฐศาสตร์ไทยสมัยใหม่ในช่วง 2515-2525 ไว้ได้อย่างสะใจว่า "ที่จริงแล้ว ลักษณะเช่นนี้ก็พอดีตรงกับรัฐศาสตร์ไทยโบราณที่เรียกวิชานี้ว่า รัฐประศาสนศาสตร์ หรือวิชาการปกครองสอนข้าราชการเรื่องวิธีปกครองชาวนา" !!!

หน้า 76


การวัดทัศนคติซ้ำซากและการทำโพลแบบเจ้าเล่ห์ : ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1331

จากการประเมินการเรียนการสอนรัฐศาสตร์ของอาจารย์ฉัตรทิพย์เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว (2526) ว่า แท้จริงแล้ว มีลักษณะที่ตรง "กับรัฐศาสตร์ไทยโบราณที่เรียกวิชานี้ว่า รัฐประศาสนศาสตร์หรือวิชาการปกครองสอนข้าราชการเรื่องวิธีปกครองชาวนา" ย่อมทำให้เราเข้าใจได้ในระดับหนึ่งถึง ความเข้าใจในทฤษฎีการพัฒนาการเมืองแบบอเมริกันอย่างถ่องแท้ของอาจารย์ฉัตรทิพย์

และด้วยความเข้าใจดังกล่าวนี้ตลอดจนการยึดมั่นกับทฤษฎีดังกล่าว ของนักรัฐศาสตร์ไทยส่วนใหญ่ในสมัยนั้นนี่เอง เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้อาจารย์ฉัตรทิพย์ถอยห่างจากกระแสดังกล่าว และในที่สุดก็มุ่งสู่การศึกษาเรื่องราวของประชาชนคนส่วนใหญ่ของสังคม อันได้แก่ ชาวนา ชาวไร่ในชนบท ตลอดจนชนชาติที่เป็นคนพื้นเมืองเก่าแก่ในสังคม เช่น ชนชาติไท เป็นต้น

ที่ท้ายสุดแล้วทำให้ท่านได้ชื่อว่าเป็น "เจ้าพ่อแห่งวัฒนธรรมชุมชน-วิถีชาวบ้าน"

และล่าสุด ท่านก็ได้ออกหนังสือมาเล่มหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว (2548) ชื่อ "ประวัติศาสตร์ความคิดไทยกับแนวคิดชุมชนนิยม" โดยท่านเป็นบรรณาธิการร่วมกับ วัลย์วิภา บุรุษรัตนพันธุ์ ผู้เป็นนักวิจัยเชี่ยวชาญแห่งสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่รวมบทความ-การอภิปรายและข้อวิจารณ์จากการสัมมนาเรื่องเดียวกับชื่อหนังสือ ซึ่งบรรดาวิทยมิตรและศิษย์ของศาสตราจารย์ ดร.ฮัตสุชิ คิตาฮาร่า (Professor Dr.Atsushi Kitahara) แห่งมหาวิทยาลัยนาโงยา ได้จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติในวาระที่อาจารย์คิตาฮาร่าเกษียณอายุในปี พ.ศ.2548

อาจารย์คิตาฮาร่าเป็นอาจารย์ญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญเรื่องเมืองไทยที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะตำราเรื่อง "The Thai Rural Community Reconsidered" (พิมพ์ในปี พ.ศ.2539 โดยศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เป็นหนังสือที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนที่สนใจเรื่องการศึกษาชุมชนชนบทไทย และเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับตัวผู้เขียน อันเนื่องมาจากกรอบแนวการวิเคราะห์ในแบบวาทกรรมของอาจารย์คิตาฮาร่า! ซึ่งจักได้หาโอกาสสาธยายขยายความในโอกาสต่อไป

นอกจากปัญหาที่ทฤษฎีการพัฒนาการเมืองขาดซึ่งมิติประวัติศาสตร์และมิติความขัดแย้งทางสังคม ซึ่งเป็นปัญหาในตัวทฤษฎีเอง ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ ได้วิพากษ์รัฐศาสตร์ไทยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนโน้นก็คือ ปัญหาเรื่องการวิจัยทางรัฐศาสตร์ในเมืองไทย

อาจารย์ฉัตรทิพย์เล่าไว้ว่า "การวิจัยทางรัฐศาสตร์ในเมืองไทยถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของวิธีวิจัยแบบสังคมวิทยา (แบบอเมริกา)" ทำให้ "การวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทโน้มเอียงไปเรื่องการหาข้อเท็จจริงเล็กๆ น้อยๆ ด้วยเทคนิคที่ค่อนข้างก้าวหน้า คือ เป็นแบบเชิงปริมาณ เช่น

อาจเป็นเรื่องทัศนคติประชาธิปไตยของนักเรียนนายร้อยทหารบก พ.ศ. ... หรือของสมาชิกรัฐสภาชุด พ.ศ. ... หรือของนักธุรกิจบริษัทขนาดกลาง ฯลฯ มีการสร้างแบบสอบถาม แล้วตั้งดัชนีวัดค่าทัศนคติประชาธิปไตยออกมา แล้วก็สรุปใส่คำอธิบาย หรือถ้ามิฉะนั้นก็อาจเป็นวิทยานิพนธ์แบบเก่าลอกระเบียบวิธีบริหารหรือกฎหมายมาเป็นดุ้นๆ ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมาเรียงต่อๆ กัน"

ซึ่งทำให้อาจารย์ฉัตรทิพย์ตั้งข้อสงสัยว่า "การทำวิทยานิพนธ์ทางด้านภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ยังคงมีลักษณะนี้อยู่บ้าง และแม้ว่าวิทยานิพนธ์ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบางฉบับก็ยังคงเป็นแบบนี้ คือลอกนโยบายต่างประเทศ หรือคำประกาศหรือข้อตกลงระหว่างประเทศมาต่อๆ กันเข้า แล้ววิเคราะห์ประปราย"

ซึ่งลงเอยส่งผลให้ "การวิจัยทางรัฐศาสตร์ในเมืองไทยคือขาดการวิพากษ์ทฤษฎี ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยพื้นฐานทฤษฎีที่เข้มแข็ง ขาดการเชื่อมโยงปัญหาการเมืองกับเศรษฐกิจ และขาดการมองปัญหาอย่างเป็นกระบวนการ เป็นประวัติศาสตร์"

การทำวิทยานิพนธ์ในแบบดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแวดวงรัฐศาสตร์ไทยทั้งในขณะนั้น หรือแม้กระทั่งในขณะนี้ ก็ยังหลงเหลืออยู่บ้าง คล้ายวิญญาณที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที ยังคงตกค้างหลอนหลอกผู้คนในโลกมนุษย์ แต่ก็ยังดีที่ไปผุดไปเกิดเสียมากแล้ว แต่ถ้าย้อนไปดูวิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์ในระยะยี่สิบปีมานี้ จะพบอาการทางระบาดวิทยา ของการวิจัยในลักษณะดังกล่าวกลาดเกลื่อนไปหมด

ไม่เชื่อก็ให้ไปดูที่ห้องสมุดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ได้

จำได้ว่า สมัยที่ผู้เขียนเรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศ และได้มีโอกาสกลับมาเมืองไทย ได้คุยกับเพื่อนที่ทำปริญญาโททางรัฐศาสตร์ ถามไถ่ว่าเขาทำวิจัยเรื่องอะไร จากคำตอบของเขาก็ดูจะเข้าข่าย ที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้ว่าไว้ นั่นคือ ออกแบบสอบถาม เก็บข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติของคนกลุ่มหนึ่งอะไรทำนองนี้

ซึ่งในบางกรณี ผู้เขียนก็สงสัยว่า ทำไมจะต้องใช้เทคนิคอะไรให้มันวุ่นวาย เพื่อที่จะรู้ถึงทัศนคติของคนบางกลุ่ม เพราะในบางกรณี เดาเอาก็พอจะรู้แล้วว่า คนในสายอาชีพนี้เขาน่าจะมีทัศนคติอย่างไรเกี่ยวกับประชาธิปไตย

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าจะว่าไปแล้ว เพื่อความเป็นธรรม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวอาจารย์ผู้สอนหรือตัวนักศึกษา แต่อยู่ที่ระเบียบวิธีการวิจัยมากกว่า เพราะตัวระเบียบวิธีวิจัยที่ว่านี้น่าจะเป็นวิธีการหาความรู้ในแบบประจักษ์นิยม-ปฏิฐานนิยม ที่ให้ความสำคัญกับวิธีการได้มาซึ่งความรู้มากกว่าตัวความรู้เอง เพราะวิธีการหาความรู้แบบประจักษ์-ปฏิฐานนี้ยืนยันว่า ความรู้ใดจะน่าเชื่อถือเหมือนความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะต้องผ่านกระบวนการหรือวิธีการหาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คิดเองเออเองอย่างการเดาสุ่มหรือในภาษาทางการเขาเรียกว่า "อัตวิสัย"

ดังนั้น มันจึงลงเอยอย่างที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ว่าไว้ข้างต้น นั่นคือ "การวิจัยของนักศึกษาปริญญาโท โน้มเอียงไปเรื่องการหาข้อเท็จริงเล็กๆ น้อยๆ ด้วยเทคนิคที่ค่อนข้างก้าวหน้า คือ เป็นแบบเชิงปริมาณ"

แต่จะว่าไป นอกจากปัญหาอยู่ที่ตัวระเบียบวิธีวิจัยเองแล้ว ตัวคนก็น่าจะเป็นปัญหาด้วย เพราะตัวอาจารย์ก็ไม่น่าจะปล่อยให้นักศึกษาทำวิจัยในเรื่องทำนองนี้อยู่อย่างดาษดื่นมากมาย เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ควรให้ทำ น่าจะให้ทำเรื่องใหญ่ๆ ที่สำคัญจริงๆ เช่น ทัศนคติของคนกรุงเทพมหานครต่อการเลือกตั้ง เป็นต้น เพราะอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่า พฤติกรรมการเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯนั้นยากที่จะเข้าใจ มันสวิงสวายเหลือเกิน ยากที่จะคาดเดา

ขณะเดียวกัน ตัวนักศึกษาเองจำนวนหนึ่งก็มักจะมักง่ายไม่ได้คิดจะแสวงหาความรู้อย่างจริงจังเท่าใดนัก นอกจากจะพยายามหาเรื่องอะไรที่ทำวิจัยง่ายๆ จบเร็วๆ ไปก็เท่านั้น ผลจึงออกมาอย่างที่อาจารย์ฉัตรทิพย์วิจารณ์เอาไว้

แม้ว่า ในปัจจุบันนี้ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และธรรมศาสตร์จะไม่นิยมให้นักศึกษาปริญญาโททำวิจัยในแนวนี้แล้วก็ตาม แต่ผีการวิจัยแบบนี้ก็ยังคงปรากฏซากให้เห็นในการทำวิทยานิพนธ์ทางสังคมวิทยาอยู่ และก็ไปออกฤทธิ์ออกเดชตามโครงการปริญญาโทรัฐศาสตร์-รัฐประศาสนศาสตร์ภาคพิเศษของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นมาเพื่อหาเงินหาทองเป็นหลัก

ก็ได้แต่หวังว่า มันจะไม่ไปปรากฏตัวในระดับปริญญาเอกโครงการพิเศษต่างๆ! เพราะแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอเสริมคำวิจารณ์ของอาจารย์ฉัตรทิพย์โดยย้ำว่า ปัญหาดังกล่าวนี้อยู่ที่ตัวระเบียบวิธีวิจัยเป็นหลัก และขึ้นอยู่กับตัวคนเป็นรอง เพราะตัวระเบียบวิธีวิจัยมันมีแนวของมันแบบนั้นเอง ขาดมิติประวัติศาสตร์ ขาดการมองภาพรวม แต่แนวนี้เขาเชื่อว่า การวิจัยแยกส่วนย่อยๆ ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นั้น ในที่สุดแล้ว มันจะนำมาซึ่งการสะสมข้อมูลผลการวิจัย ซึ่งเมื่อเอาผลการวิจัยย่อยๆ ในเรื่องต่างๆ มารวมกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดภาพรวมของสังคมที่ถูกต้องแม่นยำได้ ซึ่งถือว่าเป็นการมองในแง่ดี

แต่มันจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ มีการทำวิจัยในเรื่องย่อยๆ ต่างๆ มากมายในเวลาเดียวกัน! เพราะไม่งั้นแล้ว มิติเรื่องเวลามันจะมีปัญหา

หลายคนฟังวิธีการวิจัยในแนวการหาทัศนคติดังกล่าวนี้แล้ว อาจทำให้นึกถึงการทำโพล (poll) ซึ่งก็คงจะไม่แตกต่างกันนักในเรื่องของการใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล เมื่อพูดถึงการทำโพลแล้ว ก็อดนึกถึงโพลที่ทางสถาบันแห่งหนึ่งเพิ่งทำไปเกี่ยวกับท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยผลของโพลดังกล่าวได้มีนักจัดรายการวิทยุรายการหนึ่งได้ออกมานำเสนอในเย็นวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่แล้วว่า

แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกและมีการชุมนุมประท้วงในวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ ก็ตาม แต่ผลของการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสถาบันแห่งหนึ่งออกมาว่า ประชาชนในกลุ่มที่สำรวจนั้นมีจำนวนร้อยละ 56 ที่อยากให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งต่อไป หลังจากนั้น ผู้จัดรายการได้ขยายความว่า โพลดังกล่าวมุ่งสำรวจความเชื่อในวาทะของนายกรัฐมนตรี (ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือ เชื่อในคำพูดของท่านนายกฯ)

เพราะก่อนหน้านั้น ผู้คนจำนวนมหาศาลได้ส่ง sms เข้าไปในรายโทรทัศน์ว่าไม่เชื่อในข้อแก้ตัว ของนายกรัฐมนตรีในกรณีการขายหุ้น

วาทะที่ถูกคัดเลือกมาสำรวจความคิดเห็นประชาชนว่าเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น มีวาทะหนึ่งมีข้อความของท่านนายกรัฐมนตรี ในทำนองที่ว่า ผมจะไม่ลาออกเด็ดขาด และจะยืนหยัดทำงานรับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนต่อไปอย่างเต็มที่ ซึ่งวาทะดังกล่าวนี้ ประชาชนในกลุ่มสำรวจจำนวนร้อยละ 56 เชื่อว่าเป็นความจริง

การเชื่อว่า ท่านพูดจริงและเป็นตามที่ท่านพูดมิได้หมายความว่า คนที่เชื่อนั้นอยากให้ท่านทำตามคำพูด เพราะคนที่ต่อต้านท่านก็สามารถเชื่อว่า ท่านจะทำตามวาทะของท่าน เพราะท่านเป็นคนดื้อดันทุรังก็ได้ หรือเชื่อว่า ท่านจะทำตามนั้นเพราะท่านคิดว่าท่านไม่ได้ทำอะไรผิดก็ได้อีก

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ มันไม่สามารถหมายความได้เลยว่า คนจำนวน 56% นั้นอยากให้ท่านอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะผลมันบอกแต่เพียงว่า คน 56% เชื่อว่า ท่านจะไม่ออก

เวรกรรมจริงๆ กับเรื่องการทำโพล ลำพังวิธีการวิจัยหาทัศนคติมันก็มีปัญหาในตัวของมันเองมากพออยู่ อย่างที่กล่าวไปแล้วในประเด็นมิติของเวลาและภาพรวม ยิ่งคนเจ้าเล่ห์ซิกแซ็กใช้มันเป็นเครื่องมือสร้างกระแสหลอกชาวบ้าน ก็ยิ่งย่ำแย่กันไปใหญ่ เพราะโดยปรกติ ผู้คนในสังคมมักจะไม่อยากจะทำอะไรฝืนเสียงส่วนใหญ่อยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเมือง และโดยปรกติคนจำนวนไม่น้อยก็ไม่อยากจะเป็นแกะดำ ดังนั้น เมื่อมีการทำโพลและรายงานโพลในวิธีการซิกแซกแบบนี้แล้ว ก็ให้น่าเป็นห่วงว่า ไอ้ความซิกแซ็กนี่มันเป็นโรคที่ระบาดตั้งแต่ผู้นำยันสถาบันที่รับจ้างทำโพล

อย่างนี้นี่เองกระมังที่เขาว่า ผู้นำไร้จริยธรรมย่อมมีผลต่อประชาชนทั่วไปในแผ่นดิน

หน้า 76


เมื่อการบริหารถูกแยกออกจากการเมือง : ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1332

นอกจากประเด็นด้านทฤษฎีและวิธีวิจัยที่เป็นปัญหาสำคัญของรัฐศาสตร์ไทยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนโน้นแล้ว ปัญหาสำคัญประการที่สามที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เล็งเห็นว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐศาสตร์ไทย เกิดสภาวะชะงักงันทางปัญญาก็คือ ปัญหาเรื่องตัวบุคคลหรือตัวนักวิชาการทางรัฐศาสตร์เอง โดยอาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า

"เป็นที่แน่นอนว่านักวิชาการจำนวนหนึ่งของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังสอนและวิจัยในกรอบแบบเดิม (นั่นคือ) รัฐศาสตร์แยกออกจากสังคม เศรษฐศาสตร์และวรรณกรรม การบริหารถูกแยกออกจากการเมือง การสร้างสถาบัน เช่น พรรคการเมือง กฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้รับการเน้นอย่างมาก ราวกับว่าอาจสร้างขึ้นมาได้จริงอย่างเข้มแข็ง โดยไม่ต้องศึกษาวิวัฒนาการประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้น"

ณ เวลานี้ คำวิจารณ์ของอาจารย์ฉัตรทิพย์ข้างต้นบางส่วนก็ยังสามารถใช้วิจารณ์รัฐศาสตร์ไทยในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสอนการบริหารงานรัฐ (หรือที่ทางฝั่งจุฬาฯเรียกว่า รัฐประศาสนศาสตร์) ก็ยังคงแยกการบริหารออกจากการเมืองอยู่ และแถมจะหนักมือขึ้นด้วยซ้ำ เพราะจากการที่การบริหารงานราชการในช่วงเวลาที่ผ่านมายี่สิบกว่าปีนี้ถูกมองว่า ยังล้าหลังไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถเทียบได้กับการบริหารงานธุรกิจเอกชนได้เลย ดังนั้น รัฐประศาสนศาสตร์ส่วนหนึ่งจึงเบนหัวไปหาการบริหารงานเอกชนเป็นตัวแบบ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องเทคนิคต่างๆ ตลอดจนวิทยาการสมัยใหม่เพื่อมุ่งให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุด

อีกทั้งการปฏิรูประบบราชการของไทยก็ยังพยายามไปตามแนวการบริหารเอกชนในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการปฏิรูประบบราชการภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้

ซึ่งก็ไม่ปฏิเสธว่ามีหลายเรื่องที่ริเริ่มขึ้นมานั้นเป็นเรื่องดี แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ลืมว่า การบริหารงานธุรกิจเอกชนนั้น เขามีเป้าหมายสำคัญคือ กำไร ในขณะที่การบริหารงานภาครัฐไม่ได้คิดเรื่องกำไร แต่คิดเรื่องประโยชน์สาธารณะ หรือ ผลดีสำหรับสาธารณะ ดังนั้น แม้ว่าการเรียนการสอนการบริหารธุรกิจเอกชนจะไม่ได้สอนเรื่องการเมือง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การเรียนการสอนการบริหารธุรกิจจะไม่มีเรื่องการเมือง

แต่การเมืองในความเข้าใจของพวกบริหารธุรกิจนั้นถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจอยู่แล้วว่า ต้องเป็นระบบเปิดเสรีให้มีการแข่งขันกันเพื่อแสวงหากำไร หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ระบอบประชาธิปไตยเสรีบวกเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่า ตราบใดที่ระบอบการเมืองยังเปิดพื้นที่เวทีให้พวกเขาพอที่จะใช้ฝีไม้ลายมือแข่งขันกันได้ และสามารถได้กำไรหลังหักภาษี เป็นค่าเหนื่อยคุ้มทุนคุ้มแรงที่เป็นที่พอใจ พวกเขาก็ไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้น การเรียนการสอนการบริหารธุรกิจในหลายๆ วิชาคือการสอนเรื่องระบอบการเมืองไปในตัวโดยไม่รู้ตัวอยู่แล้ว เพราะคงไม่มีระบอบการเมืองใดที่จะเปิดโอกาสให้แข่งขันแสวงหากำไรได้อย่างเสรีได้เท่ากับประชาธิปไตยเสรีทุนนิยม

ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองจินตนาการการเรียนการสอนบริหารธุรกิจในประเทศที่เป็นสังคมนิยมดูซิ! ถ้าเริ่มพูดถึงเรื่องกำไร และกรรมสิทธิ์ถือครองส่วนตัวในกิจการ มันก็ประหลาดแล้ว เพราะมันขัดกับหลักสังคมนิยมอย่างเห็นๆ ดังนั้น จึงขอย้ำว่า การเรียนการสอนบริหารธุรกิจ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการสอนเรื่องการเมือง แต่มันก็สอน และสนับสนุนระบอบการเมืองแบบหนึ่งในตัวของมันเองอยู่แล้ว

ทีนี้ หันกลับมาที่การเรียนการสอนการบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์ที่มีเป้าหมายในทางทฤษฎีวิชาการว่า บริหารงานรัฐเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของรัฐที่จะให้บริการสาธารณะได้มีประสิทธิภาพสูงสุด จะเห็นได้ว่า ตามเป้าหมายที่นิยามไว้ มันสามารถรับใช้ระบอบการเมืองแบบไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย เผด็จการ หรือสังคมนิยมอะไรก็ตามแต่จะเรียก เพราะรัฐสมัยใหม่ย่อมไม่สามารถหลีกหนีการมีระบบการทำงานขนาดใหญ่ ที่มีความสลับซับซ้อน แบ่งแยกหน้าที่การงานซอยย่อยไปต่างๆ นานา หรืออย่างที่เรียกว่า bureaucracy หรือระบบราชการ

ขณะเดียวกัน การแปล bureaucracy ว่าคือระบบราชการนั้น อาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า bureaucracy คือระบบราชการเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ถ้าบริษัทขนาดที่มีขนาดใหญ่มาก ก็สามารถมีระบบการทำงานที่เรียกว่า bureaucracy ได้เช่นกัน เพียงแต่ bureaucracy ในบริษัทนั้นทำงานกันไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งก็คือ กำไร นั่นเอง ซึ่งบริษัทย่อมมีศัตรูคู่แข่งอันได้แก่ บริษัทอื่นๆ ในประเทศหรือบริษัทต่างประเทศ

จริงๆ แล้ว เราต้องเข้าใจว่า bureaucracy ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน ย่อมต้องมีสิ่งที่เป็นเป้าหมาย หรือผลประโยชน์ของตัวมันเอง ซึ่งแล้วแต่จะเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของผู้คนในสังคมอย่างไร เช่น ไปเชื่อมกับชนชั้นสูง หรือชนชั้นกลาง หรือมหาชนคนจน เป็นต้น ถ้าพิจารณาในเชิงการปฏิบัติงาน bureaucra