หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002

ทบทวนกระแสพระราชดำรัสเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง"

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย ร.ศ. ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3749 (2949)

พระราชดำรัสเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น มีข้อความบางตอน ที่ได้ทรงฝากไว้ให้พสกนิกรชาวไทย และคณะรัฐบาล รำลึกถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกันอีกครั้ง

เมื่อใดก็ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีกระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ต่อหน้าผู้นำรัฐบาลอย่าง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีคนนี้ นักวิจารณ์ทั้งหลายต่างพากันตีความกันไปได้ต่างๆ นานาว่า รัฐบาลยังมิได้ดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครบถ้วนเป็นแน่แท้

แนวคิดว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงได้ปรากฏในพระราชดำรัสเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2540 ไม่กี่เดือนหลังจากที่ประเทศ ประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ดำรัสถึงเศรษฐกิจพอเพียงนั้น หลายคนตีความไปว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้นคือการพึ่งพาตนเอง และพานสรุปไปเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต ที่แยกตัวจากระบบตลาด หรือเศรษฐกิจโลกอย่างเด็ดขาดไปเลย

ในปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ดำรัสถึงเศรษฐกิจพอเพียงอีกครั้ง ซึ่งในครานี้กระแสพระราชดำรัสได้ช่วยให้พสกนิกรได้มีความเข้าใจที่ดีขึ้น เห็นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า แนวคิดของท่านนั้นหมายถึงอะไร

ผู้เขียนจะขอยกเอาบางตอนของพระราชดำรัสในปี 2541 มาเสนอไว้ ณ ที่นี้

"...แต่ความจริงเศรษฐกิจพอเพียงนี้กว้างขวางกว่า self-sufficiency คือ self-sufficiency นั้นหมายความว่า ผลิตอะไรที่มีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง (พึ่งตนเอง) แต่พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอดังนั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศ มีความคิด-อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ-มีความคิดว่า ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง ถ้า (หากต้องการเบียดเบียน) อย่างนั้นก็เดือดร้อนกันแน่ เพราะว่าอึดอัด จะทำให้ทะเลาะกัน เมื่อมีการทะเลาะกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย จากการทะเลาะด้วยวาจาก็กลายเป็นการทะเลาะด้วยกาย ซึ่งในที่สุดก็นำมาสู่ความเสียหาย เสียหายแก่ผู้ที่เป็นตัวละครทั้งสองคน ถ้าเป็นหมู่ก็เลยเป็นการตีกันอย่างรุนแรงได้ ซึ่งจะทำให้คนอื่นอีกมากเดือดร้อน ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล"

ความในพระราชดำรัสตอนนี้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของไพร่ฟ้า พสกนิกรชาวไทย ในทุกสาขาอาชีพ และทุกระดับรายได้ ปวงชนชาวไทยสมควรที่จะอ่านกระแสพระราชดำรัสตอนนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนขึ้นใจ และนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อการมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสสังคม และเศรษฐกิจที่มักชักจูงเรา ให้หลงใหลไปกับความมั่งมี มั่งคั่งในทางวัตถุ ที่แม้ว่าจะร่ำรวยมากมายเพียงใด ก็มิอาจอิ่มเอมได้กับทรัพย์สินเงินทองที่มีในครอบครอง

"ความรู้จักพอ" จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยฉุดรั้งคนเราไม่ให้ถลำตัว ตกหลุมพรางของความโลภ และกิเลสตัณหา ที่มักทำให้เราละเลย มองข้าม "ความเสี่ยง"

ความพอเพียงในลักษณะนี้ จึงเป็นเสมือนเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย

อันที่จริงมนุษย์เราต่างก็แสวงหาความมั่งคั่งทางวัตถุกันมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณแล้ว แต่ทว่าในยุคสมัยที่การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ได้บ่มเพาะนิสัยให้ผู้คนชื่นชอบความรวดเร็วและสะดวกสบาย จึงไม่น่าแปลกที่จะมีคนจำนวนไม่น้อยพยายามมองหาช่องทางที่จะให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่งในแบบชั่วข้ามคืน

วิถีเช่นนี้มักพาให้คนละเลยการประเมินความเสี่ยงอย่างถูกต้อง เช่น ผู้ที่หวังร่ำรวยทางลัดโดยพึ่งพาอาศัยโชคจากการเล่นหวย หรือเล่นการพนัน เขาเหล่านั้นมักมองเพียงว่าเงินที่เสียไปกับการเสี่ยงโชคนั้นเป็นเงินจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้ ตรรกะเยี่ยงนี้เมื่อผนวกเข้ากับโลภะ ช่วยกันกลบเกลื่อนข้อเท็จจริงที่ว่าโอกาสที่จะสูญเงินไปกับการพนันนั้น มีมากกว่าโอกาสได้เงินหลายเท่านัก

สำหรับผู้เสี่ยงโชคที่มีรายได้แค่พอยังชีพนั้น อาจมองว่า การเสี่ยงโชคเช่นนี้อาจเป็นเพียงความหวังหนึ่งเดียวที่พอจะเป็นไปได้จริง ที่จะช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเขาได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่อนิจจา พวกเขาอาจลืมไปว่า เงินที่เขาเสี่ยงโชคไปแต่ละครั้งนั้น แม้จะน้อยนิด แต่ก็เป็นสัดส่วนที่มาก เมื่อเทียบกับรายได้ที่เขาหาได้ในแต่ละวัน

ดังนั้นผู้ที่เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงได้ จะต้องเป็นคนมีเหตุมีผล คิดเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้ คนผู้นั้นจะมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ไม่ถูกชักจูงด้วยผลตอบแทนของการดำเนินการที่มีความเสี่ยงสูงโดยง่าย

แต่เราต่างก็ทราบดีว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความคิดความอ่านดีพอ หรือชาญฉลาดพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันด้วยตัวเองได้ เมื่อปัจเจกชนขาดความสามารถที่จะดูแลตนเองอย่างเหมาะสม รัฐบาลจึงสมควรแสดงบทบาทที่ช่วยเติมเต็ม ในส่วนที่ประชาชนเหล่านั้นขาดไป

เมื่อประชาชนไม่อาจประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้องเหมาะสม รัฐบาลก็ยิ่งไม่สมควรที่จะสร้างสภาพแวดล้อม ที่เอื้อให้คนเหล่านี้มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง สิ่งที่ชี้ว่ารัฐบาลยังมิได้ตระหนักถึงบทบาทตนเอง ในเรื่องการสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงคือ การที่รัฐบาลดึงเอาหวยใต้ดินขึ้นมาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และดำเนินการจัดการให้เกิดเครือข่ายการซื้อขายจนเป็นธุรกิจใหญ่โต สร้างรายได้นอกงบประมาณให้กับรัฐบาลอย่างมากมายมหาศาล

จะว่าไปแล้ว รัฐบาลในขณะนี้ก็กำลังประสบปัญหาการประยุกต์ใช้ "เศรษฐกิจพอเพียง" กับการบริหารเงินทองเหมือนกัน ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลมีการขาดดุลเงินสด ในปีงบประมาณ 2548 เป็นจำนวนถึง 3 หมื่น 7 พันล้านบาท โดยการขาดดุลเงินสดนี้มีสาเหตุจากการที่รัฐบาลมีดุลเงินนอกงบประมาณขาดดุลสูงถึง 49,241 ล้านบาท การที่รัฐบาลประสบปัญหาเงินสดขาดมือ ก่อให้เกิดกระแสข่าว "รัฐบาลถังแตก" ในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง

เป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐบาลนี้มีแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก โดยใช้การใช้จ่ายของภาครัฐ เป็นตัวกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นักวิชาการหลายคนแสดงความกังวล ถึงความยั่งยืนของกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจ ในแนวทางนี้ เพราะการใช้จ่ายภาครัฐก็ไม่ต่างอะไรจากการใช้จ่ายของบุคคล หากใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่มีแล้ว ก็ต้องสร้างหนี้ขึ้นเพื่อจุนเจือการใช้จ่าย ฉันใดก็ฉันนั้น นักวิชาการหลายท่านกริ่งเกรงว่า หากรัฐบาลประเมินความเสี่ยง จากการจัดเก็บรายได้ไม่ตรงตามเป้า ผิดพลาดไปแล้ว ผลที่ตามมาก็คือ รัฐบาลจะต้องก่อหนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนี้สาธารณะที่เพิ่มมากขึ้นนี้ มีความหมายทางเศรษฐศาสตร์ว่า ภาระภาษีสำหรับประชาชนที่ต้องแบกรับมากขึ้น เป็นเงาตามตัวในอนาคต

อย่างไรก็ดี ข้อความที่ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงในกระแสพระราชดำรัสปีนี้ กลับมิได้พาดพิงถึงการจัดการงบประมาณแผ่นดิน หรือการหารายได้จากหวยบนดินแต่อย่างใด ในกระแสพระราชดำรัสกลับปรากฏข้อความว่า

"...ท่านรองนายกฯทั้งหลายอาจจะไม่ทำ เพราะว่าเคยชินกับเศรษฐกิจที่ต้องใช้เงินมาก ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง ไม่พอเพียง นายกฯและคุณหญิงอาจจะให้เพื่อนนายกฯ รองนายกฯต่างๆ ทำเศรษฐกิจพอเพียงสักนิดหน่อย ก็จะทำให้อีก 40 ปี ประเทศชาติไปได้ แต่นี่ ก็มีแต่นายกฯ รองนายกฯ จัดการ รวมทั้งคู่สมรส ทำเศรษฐกิจพอเพียง ก็เชื่อว่าประเทศจะมีความประหยัดได้เยอะเหมือนกัน คือถ้าไม่ประหยัด ประเทศไปไม่ได้ คนอื่นไม่ประหยัด สำหรับคณะรัฐมนตรีประหยัด คณะรองนายกรัฐมนตรีประหยัด จะทำให้ไปได้ดีขึ้นเยอะ"

เนื้อความในพระบรมราโชวาทนี้ มิใช่เป็นข้อคิดสำหรับบุคคลที่อาจประสบปัญหาการประเมินความเสี่ยงผิดพลาด หรือสำหรับบุคคลที่มีอาชีพเกษตร ที่ต้องการชี้นำวิถีการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่

หากแต่เป็นเหล่าคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ซึ่งต่างก็เป็นผู้มีฐานะดีด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งเชื่อได้ว่าคณะบุคคลเหล่านี้มีเงินเก็บเงินออม มากเกินกว่าที่จะต้องมาเสียเวลากังวลกับเรื่องความมั่นคงในชีวิตอีกต่อไปแล้ว

มาถึงบรรทัดนี้ ผมอดไม่ได้ที่จะย้อนกลับไปอ่านกระแสพระราชดำรัสเมื่อปี 2541 อีกครั้ง แล้วอ่านซ้ำไปซ้ำมาตรงเนื้อความที่ว่า "ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข"

หน้า 2