หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเจรจาการค้ารอบพัฒนาที่ฮ่องกง : จะล้มเหลวอีกหรือไม่

นิพนธ์ พัวพงศกร  มติชนรายวัน วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10140

หากการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาระดับรัฐมนตรีที่ฮ่องกงในสัปดาห์นี้ล้มเหลว ระบบการค้าโลกมีความเสี่ยง ที่จะเกิดวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง ประเทศต่างๆ จะหันไปเจรจาการค้าแบบทวิภาคี และรวมกลุ่มระดับภูมิภาคเพิ่มขึ้น นอกจากจะทำให้ต้นทุนการค้าขายสูงขึ้น เนื่องจากแต่ละกลุ่มการค้าจะมีกติกาต่างกันแล้ว ประเทศเล็กๆ จะขาดอำนาจต่อรองกับประเทศใหญ่ การกีดกันการค้าจะทวีความรุนแรงขึ้น ระบบการระงับข้อพิพาทการค้าขององค์การการค้าโลกจะเสื่อมถอยลง

แต่ที่ร้ายแรงที่สุด คือเกษตรกรในประเทศยากจนจะไม่สามารถใช้ความสามารถในการแข่งขันของตน ผลิตสินค้าออกจำหน่ายในตลาดโลกได้ โอกาสที่ประเทศกำลังพัฒนาจะก้าวพ้นความยากจนจะริบหรี่ลง ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนจะทวีความรุนแรงจนทำให้เศรษฐกิจโลกไร้เสถียรภาพ

ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ประเทศพัฒนาแล้วยังคงเรียกเก็บภาษีสินค้าเกษตรในอัตราที่สูงลิบ(บางกรณีสูงกว่า 100%) บางประเทศยังเพิ่มการอุดหนุนที่แท้จริงให้เกษตรกร

ข้อเสนอของกลุ่มจี 20 ต้องการให้ประเทศพัฒนาเปิดตลาดและลดการอุดหนุนลงมากที่สุด ในด้านภาษีนำเข้า ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดภาษีเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 54% จากอัตราปัจจุบัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับการอุดหนุนผูกพันในปัจจุบัน

การศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมกับอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่าข้อเสนอของกลุ่มจี 20 จะทำให้รายได้ประชาชาติของโลกเพิ่มขึ้น 18,246 ล้านเหรียญต่อปี โดยไทยจะได้ประโยชน์ 155.8 ล้านเหรียญ(หรือประมาณ 0.5% ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ) สินค้าเกษตรส่งออกของไทยจะเพิ่มขึ้น 0.27% ประเทศพัฒนาแล้วจะได้ประโยชน์มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา เพราะผู้บริโภคจะซื้อสินค้าเกษตรในราคาถูกลง ในระยะยาวการค้าที่ขยายตัวมากขึ้นจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น

นายพาสคัล ลามี ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกคนใหม่(แทนนายศุภชัย พานิชภักดิ์) ยืนยันว่าก่อนการประชุมที่ฮ่องกง การเจรจามีความคืบหน้าเพียง 50% เพราะหลังความล้มเหลวที่เมืองแคนคูน สมาชิกองค์การการค้าโลก สามารถตกลงกันได้แค่การกำหนดกรอบการเจรจากว้างๆ

ส่วนตัวเลขอัตราการลดภาษีและเงินอุดหนุน ตลอดจนสูตรการลดภาษีปล่อยให้สมาชิกเจรจากันที่เจนีวา ทว่าตลอดเวลาปีเศษของการเจรจากลับไม่มีความคืบหน้ามากนัก ประเทศร่ำรวยแสดงทีท่าแข็งกร้าวไม่ยอมเปิดตลาด และลดการอุดหนุนตามที่กลุ่มจี 20 เรียกร้อง การเจรจาระดับสูงอีก 2 ครั้งในปี 2548 คือที่จีนและการประชุม G-8 ก็ไม่มีความคืบหน้า เพราะนักเจรจาไม่ได้รับมอบอำนาจให้หาทางประนีประนอมกับคู่เจรจา

ประเทศพัฒนาแล้วที่ไม่ยินยอมเปิดเสรีการเกษตร ได้แก่ อียู ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกลุ่มสแกนดิเนเวีย ในกลุ่มอียู ฝรั่งเศสเป็นหัวหอกของการคัดค้านข้อเสนอของจี 20 เพราะฝรั่งเศสได้รับเงินอุดหนุนการเกษตรจากนโยบายเกษตรร่วม ของของอียูมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ประเทศยักษ์ใหญ่ทางการค้าหลายประเทศไม่ต้องการให้การเจรจาที่ฮ่องกงล้มเหลว เพราะต่างก็หวังจะได้ประโยชน์จากข้อตกลง ก่อนการเจรจาที่ฮ่องกง สหรัฐจึงยื่นข้อเสนอใหม่ให้ประเทศพัฒนาแล้ว ลดภาษีขาเข้า 55-90% ผู้แทนการเจรจาการค้าของสหรัฐ ต้องการให้การเจรจารอบโดฮายุติลงก่อนมิถุนายน 2549 เพราะสหรัฐจะได้นำผลการเจรจาไปแก้ไขกฎหมายการเกษตรฉบับใหม่ที่ต้องประกาศใช้ในปี 2550 โดยกฎหมายให้อำนาจการเจรจาการค้าผู้บริหาร(เรียกว่า พ.ร.บ.อำนาจการส่งเสริมการค้า) จะหมดอายุในเดือนมิถุนายน 2549 เช่นกัน หากการเจรจาที่ฮ่องกงไม่คืบหน้า ประธานาธิบดีบุชจะประสบความล้มเหลวในด้านนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

บราซิลก็ประกาศจะเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมและบริการแลกกับการเปิดตลาด และการอุดหนุนสินค้าเกษตร ของประเทศพัฒนา เพราะบราซิลเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก แม้แต่อินเดียที่ยังไม่ต้องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ก็ไม่อยากให้การเจรจาล้มเพราะอินเดียต้องการให้มีการเปิดเสรีตลาดบริการ อินเดียจึงจัดประชุมประเทศสำคัญที่เกี่ยวข้อง ที่สถานเอกอัครราชทูตอินเดียในกรุงวอชิงตัน

แม้การเจรจาที่ฮ่องกงจะมีความคืบหน้าและได้ข้อสรุป แต่ผู้เขียนคาดว่าระดับการเปิดเสรีสินค้าเกษตรจะไม่มากเท่าที่กลุ่มจี 20 ต้องการ มีปัจจัยสำคัญหลายปัจจัยที่จะมีผลต่อการเจรจา นอกจากนั้นอียูและญี่ปุ่น ต่างก็ใช้กลยุทธ์ดึงเสียง ประเทศด้อยพัฒนาที่สุด ให้มาเป็นพวก โดยสัญญาจะไม่เก็บภาษีสินค้าเกษตรนำเข้า และญี่ปุ่นสัญญาจะให้เงินช่วยเหลือ หนึ่งหมื่นล้านเหรียญใน 5 ปี กลยุทธ์นี้จะดึงเสียงประเทศยากจนเพื่อโดดเดี่ยวกลุ่มจี 20

ทางออกของกลุ่มจี 20 นอกจากจะต้องผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่นไม่แตกแยกกัน (โดยเฉพาะเรื่องการลดภาษี) ยังต้องผนึกกำลังกับสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ พร้อมกับยื่นข้อเสนอเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม และบริการเป็นเครื่องต่อรอง แต่อียูยังมีท่าทีแข็งกร้าว ประธานาธิบดีบราซิลจึงออกมาเรียกร้องให้ WTO จัดประชุมผู้นำประเทศสมาชิก เพราะทราบดีว่ารัฐมนตรีการค้าซึ่งกำลังเจรจาที่ฮ่องกงไม่ได้รับอำนาจเต็มในการตัดสินใจ

ถึงแม้การเจรจาจะบรรลุผลตามข้อเรียกร้องของกลุ่มจี 20 แต่มิได้มีหลักประกันว่า ประเทศกำลังพัฒนา จะสามารถตักตวงผลประโยชน์ จากข้อตกลงได้เต็มที่ สิ่งที่ท้าทายประเทศกำลังพัฒนา คือการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่ล้าสมัย และขาดประสิทธิภาพ รวมทั้งปฏิรูปนโยบายการเกษตรภายในประเทศ เพื่อให้สามารถขยายการผลิตสินค้าการเกษตรรองรับตลาดที่เพิ่มขึ้น

สำหรับไทย ยังมีสิ่งท้าทายรัฐบาล 3 ด้าน คือการจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งรัดการเพิ่มขีดความสามารถ ในการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต และการค้าสินค้าเกษตรจากการผลิตสินค้าขั้นปฐมราคาต่ำ ไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและผลิตอาหารที่ปลอดภัย เพิ่มผลิตภาพสินค้าส่งออกดั้งเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีโครงการทางเลือกในการพัฒนาชนบทเพื่อให้เกษตรกรรายเล็กที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก หันไปประกอบอาชีพอื่นๆ

นโยบายที่ท้าทายที่สุด คือการยกเลิกนโยบายยกระดับราคาสินค้าเกษตรที่ไร้ผล แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่แก่นักธุรกิจการเมือง และเต็มไปด้วยการทุจริต แล้วโยกย้ายเงินภาษีของราษฎรไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และช่วยเหลือชาวชนบทที่ยากจนโดยตรง รัฐบาลต้องเอาใจใส่กับอนาคตของเกษตรกรมากกว่าการใช้นโยบายหาเสียง ตัวอย่างเช่น หลังการเปิดเสรีการค้ากับออสเตรเลีย รัฐบาลเคยให้สัญญาที่จะให้เงินสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีความก้าวหน้าใดๆ หากรัฐบาลยังมีความจริงใจกับอนาคตของเกษตรกรก็จะต้องเร่งรัดนโยบายต่างๆ

หน้า 20