|
||||||||||||||
|
ไปแคว้นราชสถาน
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3748 (2948) เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ได้รับเชิญให้ไปเปิดโรงงานผลิตฟิล์มของบริษัทโพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) ที่ไปลงทุนที่ประเทศตุรกี เพื่อการส่งออกไปขายในยุโรปซึ่งจะได้ประโยชน์ทางภาษีอากร เพราะตุรกีมีสัญญาเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป การเดินทางในครั้งนี้ก็เลยถือโอกาสไปเยี่ยมสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่กรุงเดลลีประเทศอินเดียไปด้วย แล้วก็เลยไปพักผ่อนทัศนศึกษาที่เมืองชัยปุระ (Jaipur) และเมืองโชธปุระ (Jodhpur) ในแคว้นราชสถานของอินเดียด้วย ที่อยากไปชมเมืองชัยปุระและเมืองโชธปุระ ก็เพราะทั้งสองเมืองอยู่ในแคว้นราชสถาน หรือแคว้นราชปุตนะเดิม ซึ่งเมืองเอกคือเมืองชัยปุระ เคยมีมหาราชาปกครองมาเป็นเวลากว่า 500 ปี ส่วนเมืองโชธปุระ ก็มีมหาราชาปกครองมาเป็นเวลากว่า 700 ปี ในขณะที่อังกฤษปกครองอินเดียอยู่นั้น ราชสถานยังมีราชาและมหาราชาปกครองแคว้นเล็กแคว้นน้อยอยู่ แต่ทั้งหมดอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษที่กรุงเดลลี เมื่ออินเดียภายใต้การนำของท่านมหาตมะคานธีได้รับเอกราชในเดือนธันวาคมปี 2490 รัฐบาลอินเดียจึงลดอำนาจทั้งหมดของมหาราชาและราชาในแคว้นต่างๆ สำหรับแคว้นราชปุตนะนั้นก็เอาไปรวมกับแคว้นเล็กแคว้นน้อย รวม 19 แคว้น แล้วตั้งเป็นรัฐขึ้นเรียกว่าราชสถาน โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เยาวหราล เนรูห์ ได้ยกให้มหารานะ แห่งแคว้นอุทัยปุระ เป็น "มหาราชประมุข" ของรัฐราชสถาน ไม่มีหน้าที่ทางการใดๆ นอกจากรัฐพิธี มหาราชาชัย สิงห์ เป็นราชประมุข เป็นตำแหน่งประมุขแห่งรัฐราชสถาน ทำหน้าที่ประมุขของรัฐในงานราชการ และมหาราชาแห่งโกตะ (Kota) เป็นรองราชประมุข ทำหน้าที่แทนราชประมุข เมื่อราชประมุขไม่อยู่หรือไม่อาจทำหน้าที่ได้ มหาราชาแห่งแคว้นชัยปุระที่ลดลงมาเป็นราชประมุขแห่งรัฐให้ขณะนั้นมีพระนามว่า พระเจ้าชัย สิงห์ เป็นโอรสของพระเจ้าไสว มน สิงห์ (Swai Man Singh) มหารานีองค์แรกของท่านสิ้นพระชนม์ไปก่อน แล้วก็มีมหารานีองค์ที่สองแล้วก็เลิกกันไปเพราะไม่มีโอรส ธิดา แล้วก็มีมหารานีองค์ที่ 3 ซึ่งมีชื่อเสียงมาก ทรงพระนามว่า "คยาตรีเทวี" ซึ่งเป็นพระนัดดาของมหาราชาพโรทะ (Baroda) ซึ่งอยู่ทางใต้ของรัฐราชสถาน แต่เหนือเมืองบอมเบย์หรือเมืองมุมไบในปัจจุบัน ในขณะที่พระนางคยาตรีเทวีทรงอภิเษกสมรสกับ "มหาราชาชัย สิงห์" เมื่อพระชนมายุได้ 18 นั้น เล่าลือกันว่าพระนางทรงเป็นสตรีที่ทรงมีพระสิริโฉมงดงามที่สุดในโลก มหาราชาชัย สิงห์ มีโอรสกับมหารานีองค์แรก 3 องค์ และกับมหารานี คยาตรีเทวีองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าเจ้าชายชาคต (Jagat) เจ้าชายชาคต มีโอรสองค์หนึ่งทรงพระนามว่า เทวราช สิงห์ (Devraj Singh) ในงานเลี้ยงฉลองวันประสูตรของมหารานี คยาตรีเทวี มหาราชาชัย สิงห์ ให้พรกับมหารานีว่าอยากได้อะไรจะยกให้เป็นของขวัญวันเกิด มหารานีตรัสขอวัง ทั้งที่เป็นอุทยานที่ประทับเมื่อมาล่าสัตว์ และพระราชวังป้อมปราการที่อยู่บนเขา มหาราชาก็ยกให้ มหารานีซึ่งขณะนี้ยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ จึงเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้นราชสถาน และมีทายาทอยู่พระองค์เดียวคือ เจ้าชายเทวราช สิงห์ ซึ่งมีพระมารดาเป็นคนไทย แม้ว่ามหาราชาและราชาแคว้นต่างๆ ในอินเดียขณะนี้จะไม่มี ตำแหน่งหน้าที่ในทางราชการแล้ว แต่ผู้คนก็ยังเคารพนับถืออยู่ตามคติของศาสนาพรามณ์ว่าสืบเชื้อสายมาจากพระราม ซึ่งเป็นอวตาลของพระวิษณุ เมื่อไปถึงกรุงชัยปุระก็ได้เข้าพักที่โรงแรมซึ่งเดิมเป็นวังในอุทยานที่ประทับของมหาราชาชัย สิงห์ ชื่อ รามพรรค (Rambarg) เมื่อเข้าไปที่ห้องโถงที่จะลงทะเบียน ก็มีพระรูปของมหาราชาชัย สิงห์ อยู่ทางซ้ายมือ ต่อมาเป็นพระรูป มหาราชาไสว มโธ สิงห์ ที่ 2 (Madho Singh II) และพระรูปขวามือสุดเป็นพระรูปของมหาราชาไสว มน สิงห์ (Swai Man Singh) ห้องพักทำเป็นตึกสามชั้นขนาบตึกที่เป็นห้องโถงกลาง ตรงกลางเป็นสวนดอกไม้สวยงาม มีน้ำพุอยู่ตรงกลางตึก มีตึกขวางที่ปลายสุดเป็นห้องสวีทใหญ่ ให้ชื่อห้องหนึ่งว่าเป็นห้องสูทมหาราชา และอีกห้องให้ชื่อว่า ห้องสวีทมหารานี พนักงานซึ่งแต่งตัวเป็นชุดสำหรับขี่ม้าตีคลี ฝรั่งเรียกว่าโปโล ทั้งมหาราชาและมหารานีโปรดการขี่ม้าตีคลีเป็นอันมาก เรารับประทานอาหารที่ห้องอาหารที่นี่ มีพระรูปของมหารานีคยาตรีเทวีติดไว้เป็นสง่าในชุดส่าหรี ผมสั่งข้าว "บริยานี" แพะหรือข้าวอบแพะ กลิ่นหอมด้วยเครื่องเทศและหญ้าฝรั่น เป็นข้าวบริยานีแพะที่หอมและอร่อยที่สุด ตั้งแต่เคยรับประทานข้าวบริยานีมา ตอนบ่ายไปชมเมืองเก่าซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังในเมือง ซึ่งก็ต้องตื่นตาตื่นใจเพราะตึกรามร้านค้าสร้างตามแบบฮินดูผสมมุสลิม กล่าวคือมียอดเป็นโดมคล้ายของมุสลิม แต่ซุ้มที่เป็นช่องทำเป็นลวดลายโค้งเว้าเป็นสิบเว้า ถามดูได้ความว่าเป็นสัญลักษณ์ของการพนมมือ ซึ่งมือคนเรามีสิบนิ้วซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอาคารที่มีอิทธิพลของฮินดู เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็น "นครสีชมพู" เพราะทั้งเมืองทาสีชมพูหมด เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อเจ้าชายอัลเบริต ดยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามีของสมเด็จพระบรมจักรพรรดินีแห่งอินเดีย พระนางเจ้าวิคทอเรียเสด็จมาเยือนเมืองชัยปุระ มหาราชา ไสว มน สิงห์ จึงสั่งให้ทาสีชมพูหมดทั้งเมือง เพื่อแสดงความรักแด่เจ้าชายอัลเบริต เมืองทั้งเมืองจึงเป็นสีชมพูมาจนทุกวันนี้ พระราชวังในเมืองบางส่วนเปิดให้ผู้คนเข้าชม โดยเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บเสื้อผ้าฉลองพระองค์ มีท้องพระโรงตั้งภาชนะสร้างด้วยเงินบริสุทธิ์บรรจุน้ำได้ใบละ 1,000 ลิตร หรือ 1 ตัน เป็นภาชนะบรรจุน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรื่องก็มีอยู่อีกว่า มหาราชาเมื่อจะเสด็จไปในพระราชพิธีที่กรุงลอนดอน เนื่องจากพระองค์ต้องเสวยและสรงน้ำจากแม่น้ำคงคาเท่านั้น เมื่อจะเสด็จลอนดอนก็เลยให้ช่างเบิกโลหะเงินจากท้องพระคลังมาทำเป็นภาชนะรูปหม้อขนาดใหญ่ เพื่อบรรจุน้ำจากแม่น้ำคงคาใส่เรือไปลอนดอนด้วย วันรุ่งขึ้นพวกเราพากันขึ้นไปชมพระราชวังอัมเบอร์ (Amber) ป้อมปราการบนภูเขา ซึ่งมีสองแห่ง รถแล่นผ่านทะเลสาบซึ่งขุดด้วยแรงงานคน มีฝายกั้นน้ำที่ไหลมาจากภูเขาเอาไว้ กลางทะเลสาบเป็นพระราชวังฤดูร้อน พระราชวังอัมเบอร์นั้นเป็นปราสาทสูงใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขา อายุประมาณ 500 ปี ไกลออกไปมีกำแพงเลื้อยไป ขึ้นลงตามยอดเขาที่รายรอบ กำแพงสูงใหญ่ยาวถึง 13 กิโลเมตร บนยอดปราสาทเป็นบริเวณที่ประทับของพระมหาราชา มหารานี และสนม ผู้ชายขึ้นไปไม่ได้ ยกเว้นพวกยูนุก มองจากยอดปราสาทซึ่งมีฉากหินอ่อนฉลุไว้ให้มหารานีและนางสนมนางกำนัล แลดูพระราชพิธีบนลานขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางรายรอบด้วยราชมณเฑียรที่รายรอบสูงหลายชั้น จากยอดปราสาท มีห้องบรรทมมองลงไปข้างล่าง มีอาคารที่บนอาคารเป็นสวนที่เคยปลูกหญ้าฝรั่นและดอกไม้หอม เมื่อ ลมพัดเกสรหญ้าฝรั่นและดอกไม้จะส่งกลิ่นหอมมาถึงที่ประทับบนยอดปราสาท การเสด็จขึ้นลงของมหาราชา จะเสด็จด้วยขบวนช้าง เมื่อเห็นพระ ราชวังในปราการก็สามารถจินตนาการได้ถึงความยิ่งใหญ่ของมหาราชาแห่งชัยปุระในอดีต ออกจากชัยปุระก็เดินทางไปนครโชธปุระ (Jodhpur) โดยเครื่องบิน เมืองนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1755 ก่อนสุโขทัยของเราราวๆ 45 ปี เข้าพักในพระราชวัง "อุเมก ภวัน" ซึ่งทำเป็นโรงแรมอีกเหมือนกัน แต่มีเพียง 30 ห้อง ที่นครโชธปุระนี้มีมหาราชาติดต่อกันมาถึง 32 องค์ องค์ปัจจุบันไปประทับตำหนักหลังเล็ก ข้างๆ ตำหนักใหญ่ที่ทำเป็นโรงแรม ห้องที่พักเป็นห้องสวีทใหญ่กว้างถึง 300 ตารางเมตร ตอนที่ลงมารับประทานอาหาร หัวหน้าอาหาร ถามได้ความว่า ตระกูลเขาตั้ง 5-6 ชั่วคนมาแล้ว ล้วนแต่เคยทำงานในห้องเครื่องของมหาราชาแห่งโชรปุระมาแล้วทั้งนั้น หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปชม พระราชวังป้อมปราการบนยอดเขาซึ่งอยู่บนเขาสูงอีกเช่นกัน รายรอบด้วยกำแพงวัง พระราชวังแห่งนี้ชื่อว่าเมหรณ (Mehran) มองลงไปจากยอดปราสาทจะเห็นเมืองโชธปุระทั้งเมืองอยู่รายรอบปราสาท มองไปทางทิศตะวันตกจะเห็นบ้านช่องหลายกลุ่มทาสีคราม ถามจากมัคคุเทศได้ความว่าสีที่ทาเป็นสีธรรมชาติได้มาจากต้นคราม มีราคาแพง บ้านที่จะทาสีครามได้ต้องเป็นบ้านของคนที่มาจากวรรณะพราหมณ์ เพราะเป็นสีกายของพระกฤษณะ สีครามจึงเป็นสีของพราหมณ์ แสดงถึงความเป็นผู้รู้ ความร่มเย็น ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ความเป็นผู้มีความสุข และความมีอายุยืนยาว เมื่อลงมาจากเขาที่เป็นที่ตั้งของปราสาท ยังมีเวลาก็เลยไปเยี่ยม หมู่บ้านช่างปั้นหม้อ ซึ่งก็คล้ายๆ กับช่างปั้นดินเผาของเรา ไปชมบ้านทอพรม ที่ทำจากฝ้ายชื่อเผ่า มอยลา แต่เป็นมุสลิม แล้วก็ไปบ้านชาวพิศนอย (Bishnoi) พ่อบ้านนุ่งห่มด้วยผ้าขาวโพกศีรษะด้วยผ้าขาว ชาวพิศนอยนี้เป็นสาขาหนึ่งของฮินดู เชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ศาสดาของสาขานี้ของฮินดูเป็นนักอนุรักษ์ป่าและพันธุ์สัตว์ป่า จึงสอนให้เชื่อว่ามนุษย์เราเมื่อตายลง ก่อนจะไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาต่อไปจะไปเกิดเป็นกวางเสียก่อน ดังนั้น กวางจึงเป็นปู่ย่าตายายของพวกเขา พวกเขาต้องเคารพบูชา ดูแลรักษาทุ่งหญ้าและป่า เพื่อให้กวางมีอาหาร และที่อยู่อาศัย บริเวณบ้านเป็นลานดิน กวาดสะอาดสะอ้าน บ้านทำเป็นวงกลมยาด้วยดินผสมมูลโค หลังคามุงด้วยต้นหญ้า แต่ก็กันฝนได้เพราะที่นี่แห้งแล้งฝนตกน้อย ภายในห้องมีหีบเก็บทรัพย์สมบัติ เช่นเครื่องประดับที่เป็นเงินและทองคำ เลี้ยงโค ควาย กับแพะเพื่อรีดนมไปส่งที่ตลาด มีแปลงผักสวนครัวเล็กๆอยู่ด้วย คุยกันไปมาพ่อบ้านไปหยิบ กล่องยาเส้นที่ทำด้วยดินเผาโดยใช้มือทั้งสองกุมเอาไว้แล้วดูจากด้านที่หัวแม่มือประกอบกัน หัวเราะเฮฮาสนุกสนาน ดูแล้วทั้งพ่อบ้าน และสมาชิกในบ้านมีความสุขเป็นอันมาก ไปอินเดียเที่ยวนี้ ไปดูความยิ่งใหญ่ในอดีต หน้า 2
|