หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผงชูรส

นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 09 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1321

 "เหลารวม ไม่ชู ข้าวเปล่า"

ผมใช้ภาษาของร้านก๋วยเตี๋ยวด้วยความกระหยิ่มว่า จะได้กินสิ่งที่อยากกินโดยไม่ต้องมีอาการ "แพ้" หลังอิ่มท้องแล้ว

แต่ตอนที่จ่ายเงินหลังกินเสร็จ ก็เหลือบไปเห็นเขากำลังเอาทัพพีตักผงชูรสสาดลงไปในน้ำแกงนับไม่ถ้วน ครับ ทัพพีไม่ใช่ช้อน และไม่ได้เทลงไปในหม้อน้ำแกง หากจ้วงตักแล้วสาดลงไปอย่างไม่ต้องนับ...คงสักครึ่งกิโลได้

ผมกินผงชูรสมาตั้งแต่เด็ก เพราะมันเกิดมาในโลกก่อนผมตั้ง 32 ปี ไม่น่าแปลกใจด้วยว่าคนที่ทำมันขึ้นมาเป็นคนแรก คือศาสตราจารย์ญี่ปุ่นแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว เพราะคนญี่ปุ่น และแดจังกึมรู้จักเอาสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่ง (ชื่อละตินว่า Laminalia Japonica) มาต้มทำน้ำสต๊อกให้ได้รสชาติมานานกว่า 1,200 ปีแล้ว

แต่ผมจำได้ว่า ผงชูรสสมัยที่ผมเป็นเด็กนั้นบรรจุกล่องโลหะใหญ่กว่าซองบุหรี่นิดเดียว มีช้อนเล็กกระจิ๋วหลิว คือเล็กกว่าปลายก้อยของตัวเองซึ่งยังเป็นเด็กเสียอีก เวลาใช้ แม่จะเอาช้อนนี้ตักผงชูรสเพียงช้อนเดียว หรือน้อยกว่านั้นใส่ลงกระทะหรือหม้อแกง

ใส่เท่านั้นก็พอแล้ว หรือเพราะราคามันแพงผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน อันที่จริง ผมมาประเมินเองในภายหลังว่า แม่ไม่จำเป็นต้องใช้ผงชูรสเลยก็อร่อย เพราะในอาหารของแม่นั้นมีกรดลูตามิกจากธรรมชาติอยู่มากพอแล้ว

ผงชูรสเป็นอุตสาหกรรมใหญ่มากในโลก ไม่ได้ใช้เฉพาะในภัตตาคารจีนเพียงอย่างเดียว แต่ในสหรัฐปัจจุบัน เขาเอาไปพ่นผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และอาหารอื่นๆ อีกมาก ฉะนั้น จะกินอะไรโดยไม่ให้มีผงชูรสเลยจึงยากมาก แม้แต่อาหารที่ถูกติดป้ายว่าธรรมชาติหรืออินทรีย์ก็ตาม

ในเมืองไทย อุตสาหกรรมผงชูรสเป็นอุตสาหกรรมแรๆ ที่เกิดขึ้นหลังนโยบายพัฒนา ในช่วงที่เรายังมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อทดแทนการนำเข้า และหลังจากนั้น ผงชูรสก็ถูกใช้แพร่หลายในอาหารทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่น้ำพริกและส้มตำ ยังเหลืออยู่อย่างเดียวที่เขายังไม่ใส่ผงชูรสคือโอเลี้ยง

เพราะเป็นอุตสาหกรรมมหึมา (เหมือนบุหรี่) นี่แหละครับ ปัญหาที่น่าจะตอบกันไปได้ตั้งนานแล้วว่า ผงชูรสมีอันตรายต่อร่างกายหรือไม่? จึงตอบไม่ได้เด็ดขาดสักที เพราะอุตสาหกรรมผงชูรสย่อมมีปัญญาจ้าง "บริกร" ในสาขาวิชาต่างๆ มาวิจัยบ้าง, เขียนหนังสือบ้าง, ให้การในศาลหรือรัฐสภาบ้าง, เพื่อปกป้องสินค้าของตัว ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงนักล็อบบี้ซึ่งทำให้องค์การอาหาร และยาของสหรัฐไม่ยอมจำกัดปริมาณปนเปื้อนของผงชูรสในอาหาร

สารสำคัญในผงชูรสคือ กลูตาเมตซึ่งมีถึง 78.2% และเกลือ (ทางเคมีนะครับ ไม่ใช่ไว้จิ้มฝรั่งดอง) อีก 12.2% กลูตาเมตมีในพืชอาหารตามธรรมชาติ, น้ำนม, เนื้อสัตว์, รวมทั้งในร่างกายเราเองด้วย

มันเป็นส่วนหนึ่งของกรดอะมิโนซึ่งร่างกายขาดไม่ได้ ทำหน้าที่หลายอย่าง และหนึ่งในหน้าที่สำคัญของกลูตาเมตคือ ส่งสารของใยประสาทไปทั่วร่างกาย (neurotransmitters) - เรื่องนี้สำคัญนะครับ เพราะจะเป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียงกันเรื่องผงชูรส

ประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นและไม่ได้เป็น "บริกร" ของอุตสาหกรรมผงชูรสเถียงกัน เท่าที่ผมเข้าใจมีอยู่ 3 ประเด็นคือ

1. กลูตาเมตซึ่งเราผลิตขึ้นจากโรงงาน (ส่วนใหญ่ใช้การหมักข้าวโพด, มันสำปะหลัง, หรือพืชอื่นๆ รวมทั้งซีอิ๊ว ซึ่งหมักจากถั่วเหลืองก็มีกลูตาเมตอยู่ในนั้นด้วย) กับที่มีในธรรมชาตินั้นเหมือนหรือต่างกัน ฝ่ายที่เป็นอิสระบอกว่าต่างกัน ที่มากับธรรมชาติ และในร่างกายของเรานั้นเป็นกรดกลูตามิกชนิดแอล (L) ส่วนที่โรงงานผลิตขึ้นมีชนิดดี (D) ผสมอยู่ด้วย ซึ่งกินแล้วจะเกิดผลร้ายต่างๆ

ฝ่ายที่เป็น "บริกร" เถียงว่า ถ้ามันต่างกันจริงคุณต้องแยกมันออกจากกันในชามก๋วยเตี๋ยวได้ เพราะในก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม ย่อมมีกรดกลูตามิกทั้งสองชนิด แต่จนแม้เรามีเทคโนโลยีล้ำหน้าแค่ไหนในปัจจุบัน เราก็ยังแยกสองอย่างนี้ออกจากกันในห้องแล็บไม่ได้ และแน่นอนว่าร่างกายมนุษย์ก็แยกสองอย่างไม่ได้เหมือนกัน

2. ผงชูรสทำงานอย่างไร ฝ่ายที่เป็นอิสระอธิบายว่า กลูตาเมตทำหน้าที่กระตุ้นใยประสาทดังที่กล่าวแล้ว จึงไปกระตุ้นให้เรารับรสได้แหลมคมขึ้น จนรู้สึกว่าบะหมี่จืดๆ ที่กินเข้าไปช่างมีรสชาติชวนกินเสียนี่กระไร พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผงชูรสไม่ได้ทำงานกับอาหาร แต่ทำงานกับร่างกายของเราเอง

แน่นอนว่า กลูตาเมตในธรรมชาติก็ทำงานอย่างเดียวกัน ฉะนั้น การเคี่ยวกระดูกหมูทำน้ำสต๊อก จึงทำให้ได้น้ำแกงหรือน้ำผัดรสชาติดี

"บริกร" ของอุตสาหกรรมไม่ปฏิเสธคำอธิบายนี้เสียทีเดียว แต่ให้คำอธิบายอีกอย่างหนึ่งว่า น้ำแกงเคี่ยวกระดูกหมูก็ตาม น้ำแกงที่เติมผงชูรสก็ตาม ทำให้เกิดรสชาติใหม่อีกรสหนึ่ง ซึ่งลิ้นมนุษย์รับได้ แต่ไม่ใช่รสหวาน, เค็ม, เปรี้ยว, ขมที่เรามีในภาษารสนี้มีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่นเจ้าเก่าว่า ยูมามิ (Umami) อันเป็นคำที่อเมริกันรับไปใช้ในภาษาของตัวเหมือนกัน

ตกลงมันเป็นรสอีกรสหนึ่ง หรือเป็นมายาที่สารเคมีหลอกร่างกายของเรากันแน่ ก็เถียงกันไม่รู้จบนะครับ

3. นักวิทยาศาสตร์อิสระสำรวจพบอาการ "แพ้" ผงชูรสในหมู่ผู้บริโภคได้ถึง 72 ชนิด บางอย่างพวกเราก็ได้พบในตัวเอง หรือเพื่อนฝูงอยู่บ่อยๆ เช่น ริมฝีปากชาหรือบวม ไปจนถึงคางแข็ง กระหายน้ำผิดธรรมดา และคลื่นเหียน ฯลฯ เป็นต้น บางคนบอกว่าวงการแพทย์เพิ่งพบไม่นานมานี้ว่า มีประชากรถึง 30-40% ที่เกิดอาการผิดปกติกับผงชูรส

ฝ่าย "บริกร" ก็เถียงว่า การ "แพ้" อาหารนั้นเกิดขึ้นแก่คนบางคนได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นผงชูรสหรือมะละกอ ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังไม่รู้ชัดในแต่ละรายที่มีการ "แพ้" ว่า ปัจจัยที่ทำให้ "แพ้" นั้นคือผงชูรสอย่างเดียว หรือมีปัจจัยอื่นเข้ามาผสมด้วย เช่น ท้องเสียหลังจากกินผงชูรส ก็อาจเป็นเพราะท้องของบุคคลผู้นั้นอ่อนไหวต่อสิ่งแปลกปลอมเป็นพิเศษ แค่กินน้ำอัดลมแก้วเดียวก็เสียแล้ว เป็นต้น

อันที่จริง ถ้าย้อนกลับไปคิดถึงอุตสาหกรรมบุหรี่ ตอนแรกที่มีคำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์ และจากสถิติทางการแพทย์ ก็ไม่ค่อยมีคนเชื่อ ซ้ำยังมี "บริกร" ออกมาปกป้องอยู่นาน แถมบริษัทบุหรี่เองยังปิดบังผลการวิจัยที่ชี้อันตรายของบุหรี่เสียอีก กว่าประจักษ์พยานทั้งทางวิทยาศาสตร์และสถิติจะทำให้ต้องยอมรับในปัจจุบัน ผมคิดว่าผงชูรสก็ทำนองเดียวกัน คือยังอยู่ในช่วงที่ประจักษ์พยานยังไม่ชัดจนจำเลยต้องจำนน

ฉะนั้น การถกเถียง "ทางวิชาการ" จึงยังตัดสินอะไรไม่ได้ ผมจึงขอออกนอกเรื่องตรงนี้ไว้ด้วยว่า เท่าที่ผมเข้าใจ ไม่มีคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับผงชูรสค้างอยู่ในศาลไทยเวลานี้ ฉะนั้น ที่จะพูดต่อไปนี้จึงไม่ต้องการละเมิดอำนาจศาล

คืออยากขอกราบเรียนท่านผู้พิพากษาไว้ว่า การตัดสินคดีทำนองนี้ไม่ใช่การตัดสินว่า ข้อมูลของฝ่ายใดจริง-ถูกหรือเท็จ-ผิด เพราะเกินความสามารถของวงการวิชาการปัจจุบันจะชี้ขาว-ดำอย่างนั้นได้ แต่คือการวินิจฉัยว่า ผู้ที่กล่าวหาผงชูรสว่าไม่ดีต่างๆ นั้น มีเจตนาทำความเสียหายแก่ผู้ผลิต หรือต้องการปกป้องประโยชน์สาธารณะ อันนี้เป็นข้อใหญ่ใจความมากกว่าข้อมูลผิดหรือถูก เพราะข้อมูลทั้งหลายในโลกนี้ ถ้าว่าด้วยสำนวนฟ้องของพระเจ้าอโศกก็คือ เป็นเสาแปดเปลี่ยม แล้วแต่ใครจะมองจากด้านไหน

โดยส่วนตัว ผมอยากหลีกเลี่ยงผงชูรส เพราะไม่คิดว่าจำเป็น ก็ในเมื่อมันมีในธรรมชาติอยู่มากมาย ก็น่าจะเพียงพอต่อร่างกายและความสุขในการกินแล้ว นอกจากนี้ ผมรู้สึกตัวว่าแพ้หากต้องกินในปริมาณมากๆ

ก็รู้อยู่นะครับว่าหลีกเลี่ยงยาก จึงไม่ถึงขนาดจู้จี้ เลือกไม่ได้ก็กินเข้าไปเท่านั้นเอง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ลิ้นของผม แต่อยู่ที่ใจมากกว่า นั่นก็คือผมเชื่อว่าผงชูรสทำให้อาหารสำเร็จทั้งหลายรสชาติเลวเลง หลายครั้งโดยไม่จำเป็นด้วย เช่น น้ำแกงที่มากับข้าวมันไก่ จะอร่อยอย่างมากเลย เพียงแต่คนขายเก็บกระดูกไก่มาต้มให้ได้กลูตาเมตตามธรรมชาติ แทนที่จะเอาผงชูรสเติมน้ำเปล่ามาเสิร์ฟ

เดี๋ยวนี้ แทบไม่เคยได้ยินใครพูดหรือทำน้ำสต๊อกอีกแล้ว ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าที่อร่อยนั้น ไม่ได้ใช้น้ำเปล่าสาดลงไปบนผักอย่างที่ทำขายกันในทุกวันนี้ แต่ต้องใช้น้ำสต๊อกผัดหน้าแล้วค่อยลงแป้งปรุงรส

คนที่แยกรสไม่ได้ระหว่างน้ำผงชูรสกับน้ำสต๊อก (ไม่ว่านักวิทยาศาสตร์จะพูดอะไร) ใช้ลิ้นชนิดเดียวกับจระเข้ น่าเสียดายด้วยที่คนส่วนใหญ่ปัจจุบันมีลิ้นอย่างนั้น และทำให้ "ครัวของโลก" มักเสิร์ฟอาหารที่มีคุณภาพแค่กินอิ่มท้องเท่านั้น

ฉะนั้น โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าโลกจะเลิกผลิตผงชูรสไปเลย ผมย่อมเห็นว่าอารยธรรมด้านอาหารกำลังจะกลับฟื้นคืนชีพใหม่

แม้จะรังเกียจผงชูรสอย่างไรก็ตาม ยังมีความจริงอีกข้อหนึ่งซึ่งผมลืมไม่ได้นั่นก็คือ ที่ธุรกิจอาหารชอบใช้ผงชูรสกันเต็มเหยียดนั้น ก็เพราะมันถูกกว่าการเคี่ยว-ต้ม-กลั่นกลูตาเมตจากธรรมชาติน่ะสิครับ เช่น แทนที่จะใส่ผงชูรสลงหม้อก๋วยเตี๋ยวนื้อ เขาเอากระดูกงัวมาเคี่ยวพร้อมปรุงรสจนได้ที่ ก็จะได้น้ำที่หวานชวนกินกว่าผงชูรสบวกซีอิ๊วดำเป็นไหนๆ แต่นั่นหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งวัสดุ, แรงงาน และเชื้อเพลิง... จะสู้ราคา "โกฮับ" ฝั่งตรงข้ามไม่ได้

อาหารราคาถูกกลายเป็นความจำเป็นในโลกกว่าครึ่งใบ ผมได้ยินมาว่า ในชนบทของกัมพูชานั้น ผงชูรสเป็นสินค้าขายดีที่ขาดไม่ได้แทบทุกครัวเรือน มีบางครอบครัวที่เอาผงชูรสคลุกข้าวกับน้ำปลากินเป็นบางมื้อ ในอีสานบ้านเราเอง ก็มีบางครอบครัวใช้ข้าวเหนียว "จ้ำ" ผงชูรสกับน้ำปลาเหมือนกัน...น้ำปลาเองก็คือผงชูรสผสมสีอีกนั่นแหละ

ผงชูรสคืออาหารของคนจน ผงชูรสที่ผมรังเกียจนี้แหละครับที่ทำให้คนจนกระเดือกอาหารได้ลงคอ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคือบะหมี่อาบผงชูรส และอย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า ยอดขายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไทยได้ดีกว่าตลาดหุ้นมากมายนัก ถ้าไม่มีผงชูรส เขาจะกระเดือกแป้งที่แทบไม่มีไข่อยู่เลยนั้นลงคอได้อย่างไร

ปริมาณที่เพิ่มขึ้นของการผลิตผงชูรส (ในรูปแบบต่างๆ) ทั่วทั้งโลกเวลานี้ ไม่ได้ชี้การใช้ในอาหารสดอย่างแพร่หลายอย่างเดียว แต่ชี้ให้เห็นถึงความยากจนที่แผ่ซ่านไปทั่วโลกด้วย คนนับเป็นพันล้านในโลกต้องกินสิ่งที่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางอาหาร เพียงเพื่อเอาชีวิตรอดในไฟนรกไปวันๆ ผงชูรสเป็นเหมือนพระมาลัยที่ลงมาโปรดในมื้ออาหาร

ใครและอะไรที่ทำให้โลกอันอุดมสมบูรณ์ของเรากลายเป็นนรกไปแก่คนครึ่งโลกเช่นนี้

หน้า 30


โปรดอ่านคำชี้แจงจาก ชมรมผู้ผลิตผงชูรสแห่งประเทศไทย ( SEASONING POWDER MANUFACTURERS CLUB OF THAILAND )  487/1 อาคารศรีอยุธยา ชั้น 6 ถนนศรีอยุธยา ราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2248-7258, 0-2247-7000

หากต้องการเอกสาร no.2 หรือข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อตามที่อยู่ข้างต้น หรือ kosin_phuempoonsatha@ajinomoto.com นะครับ


วันที่ 7 มีนาคม 2551

 

เรื่อง     ขอชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับผงชูรส เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงเว็บไซด์ที่จัดทำโดย nida mbe 11

เรียน        ผู้ดูแลเว็บไซด์ของ nida mbe 11

ไฟล์แนบ     1.  สำเนาเวบไซด์ของ nida mbe 11 ที่มีข้อความเกี่ยวกับผงชูรส [ คือเอกสารข้างบน ]

                  2.  สรุปเนื้อหาที่กล่าวถึงอันตรายจากการบริโภคผงชูรสตามสื่อต่างๆ และข้อเท็จจริงพร้อมหนังสือการทบทวนทางวิชาการความปลอดภัย ของอาหาร เรื่องโมโนโซเดียมกลูตาเมต ของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย 

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้มีข่าวลือและบทความที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับอันตรายจากการบริโภคผงชูรสในสื่อต่างๆ ซึ่งได้สร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผงชูรส แม้ว่าหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกต่างให้การยอมรับว่า ผงชูรสเป็นวัตถุปรุงแต่งรสอาหารที่มีความปลอดภัยและอนุญาตให้ใช้ได้ในอาหารทุกชนิดก็ตาม โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้มีการแสวงหาข้อมูลความรู้ทางอินเตอร์เนต และเว็บไซด์ต่างๆเป็นจำนวนมาก และในบางเว็บไซด์พบว่ามีเนื้อหาที่เกี่ยวกับผงชูรสที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ทั้งทางวิทยาศาสตร์และสภาพสังคม ไฟล์แนบที่ 1 เป็นสำเนาเว็บไซด์ของท่าน และ http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q4/article2005dec09p10.htm เป็นหน้าของเว็บไซด์ของท่าน ที่มีข้อความเกี่ยวกับผงชูรสไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ 

ข้อความในเวบไซด์อาจมีอิทธิพลต่อความเข้าใจ และการพัฒนาความคิด ของผู้ที่เข้ามาหาข้อมูลในเว็บไซด์ โดยเฉพาะนักเรียน นิสิต นักศึกษาอย่างมาก การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่มีหลักฐานอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ได้ และไม่เป็นปัจจุบัน นอกจากจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของผงชูรสแล้ว ยังทำให้เกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ กับอุตสาหกรรมการผลิตอีกด้วย  ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงเวบไซด์ภายใต้การจัดทำของสถาบันของท่าน ชมรมผู้ผลิตผงชูรสแห่งประเทศไทยซึ่งประกอบด้วย บริษัท ราชาชูรส จำกัด บริษัท ไทยชูรส จำกัด และบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด จึงใคร่ขอเรียนชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับผงชูรสให้ทราบดังต่อไปนี้

ผงชูรส หรือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (Monosodium Glutamate) เป็นสารที่ใช้เพิ่มรสชาติ “อูมามิ” (รสอร่อยที่เป็นสัญลักษณ์ของโปรตีน) ในอาหารหลากหลายชนิด ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร ตลอดจนการปรุงอาหารในครัวเรือนมาเป็นเวลานานทั่วโลก ซึ่งในปี พ.ศ. 2530 คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหาร (FAO/WHO Joint Expert Committee on Food Additives: JECFA) และคณะกรรมาธิการกฎหมายอาหาร (FAO/WHO Codex Alimentarius Commission) ขององค์การอาหารและเกษตร ร่วมกับองค์การอนามัยโลก แห่งสหประชาชาติ ได้ประเมินผลความปลอดภัย ของผงชูรสจากงานวิจัยมากกว่า 200 รายงานได้สรุปว่า มนุษย์สามารถบริโภคผงชูรสได้ทุกๆวัน ตลอดชีวิตอย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดปริมาณบริโภคต่อวัน (Acceptable Daily Intake; not specified)  นับเป็นระดับความปลอดภัยสูงสุดของวัตถุเจือปนอาหารที่มาจากการประเมินดังกล่าว

ผงชูรสยังได้รับอนุญาตให้ใช้ในการประกอบอาหารทั่วโลก ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดให้ผงชูรส เป็น “Generally Recognized as Safe” (GRAS) ซึ่งหมายถึงสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย โดยพิจารณาให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับเกลือ น้ำตาล และพริกไทย เช่นเดียวกับที่ได้รับการยอมรับในทวีปเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ แอฟริกา ออสเตรเลีย และอีกหลากหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศให้ผงชูรสเป็นวัตถุปรุงแต่งรสอาหารและใช้ได้กับอาหารทุกชนิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522

 

นอกจากนี้ สหพันธ์อเมริกันเพื่อการทดลองทางชีววิทยา (Federation of American Societies for Experimental Biology: FASEB)  ก็ได้ทำการประเมินความปลอดภัยในการบริโภคผงชูรส ใน พ.ศ. 2538 อีกครั้ง เนื่องจากมีงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการประเมินได้ยืนยันความปลอดภัยของผงชูรส ต่อการบริโภคในระดับปกติ และไม่พบความเกี่ยวข้องต่อการเกิดโรคทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งการทำลายเซลล์สมองด้วย นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดที่ใช้วิธี Double Blind Placebo-Controlled Study ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ไม่สามารถหาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคผงชูรส กับอาการแพ้ หรือกลุ่มอาการภัตตาคารจีนได้ แม้ในบุคคลที่คิดว่าตนแพ้ผงชูรสก็ตาม

ชมรมฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่เรียนชี้แจงมาดังกล่าวข้างต้น และสรุปเนื้อหาที่กล่าวถึงอันตราย จากการบริโภคผงชูรสจากเว็บไซด์และข้อเท็จจริง (ไฟล์แนบที่ 2) จะช่วยให้ผู้ดูแลเว็บไซด์ ได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือระงับการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้สาธารณชนได้เรียนรู้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป 

 

                                                                                                            ขอแสดงความนับถือ

                                                                                              โกสินทร์  เพิ่มพูนสถาพร

                                                                                            ตัวแทนชมรมผู้ผลิตผงชูรสแห่งประเทศไทย