หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
YANLON เมืองหลวงใหม่ของพม่า

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มติชนรายวัน วันที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 101334

ข่าวเรื่องพม่าย้ายเมืองหลวงจากย่างกุ้งไป Pyinmana สร้างความงุนงงให้แก่ชาวโลก เพราะเศรษฐกิจของประเทศก็ลุ่มๆ ดอนๆ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีจำกัดมาก ค่าครองชีพก็สูงลิ่วรัฐบาลมีเงินไม่มาก รายได้ต่อหัวประชากร ก็ต่ำจนจัดอยู่ในประเทศยากจน ดูไปในอนาคตก็มีแต่เรื่องต้องใช้เงิน เพราะประชาคมโลกกำลังลุกขึ้นต่อต้าน รัฐบาลเผด็จการอีกระลอก ฯลฯ แต่เหตุไฉนจะย้ายเมืองหลวง

ที่จริงข่าวคราวจะย้ายเมืองหลวงก็เล็ดลอดออกมานานพอควร เพราะการก่อสร้างอาคารสถานที่ในพื้นที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร ไกลจาก Pyinmana ทางตะวันตก 3.5 กิโลเมตร ก็ดำเนินมาได้ 2 ปีครึ่งแล้ว โดยคาดว่าจะใช้เงินหลายล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างอาคารทำงานของกระทรวงต่างๆ ที่อยู่ของรัฐมนตรี และข้าราชการ หอประชุมใหญ่ คาดว่าเป็นรัฐสภา โรงแรมห้าดาวหนึ่งแห่ง โรงพยาบาล 700 เตียง สนามบิน 3 แห่ง (ทหาร 2 พลเรือน 1) แหล่งเก็บน้ำหนึ่งแห่ง ไฮเวย์หกเลนเชื่อมกับย่างกุ้ง ซึ่งอยู่ไกลออกไป 320 กิโลเมตร และที่สำคัญสุด สนามกอล์ฟ 2 สนาม

ข่าวลือก็คือ บนยอดเขามีทำเนียบประธานาธิบดีสุดหรู 110 ห้อง และมีการขุดอุโมงค์และถ้ำเพื่อให้หลีกจากภัยของขีปนาวุธ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังสร้างไปได้ไม่มากนัก

Pyinmana ไม่ใช่ชื่อเมืองหลวงใหม่ ชื่อทางการจริงๆ มีข่าวรั่วออกมาว่าจะชื่อ Yanlon ซึ่งแปลว่า "Safe From Danger" ชื่อใหม่นี้มีเสียงคล้องจองกับชื่อเก่าคือ Yangon (ย่างกุ้ง ซึ่งแปลว่า End of Danger)

กระบวนการอพยพเริ่มตามเวลาโหรสั่งคือ ขบวนแรกที่ขนของและคนออกเมื่อเวลา 06.36 น. ของวันที่ 7 พฤศจิกายน ต่อมาในวันที่ 11 พฤศจิกายน รถบรรทุกทหารอีก 1,100 คัน ก็เคลื่อนขบวนเมื่อเวลา 11.00 น. ขนทหาร 11 กองพัน และข้าราชการจาก 11 กระทรวง (พม่ากับไทยเหมือนกันมากในเรื่องโหราศาสตร์และโชคลาง)

Pyinmana อยู่ประมาณกึ่งกลางระหว่าง Mandalay ที่อยู่ทางเหนือและย่างกุ้งที่อยู่ทางใต้ โดยตั้งอยู่ติดกับทางรถไฟหลัก ที่เชื่อมเหนือและใต้ รัฐมนตรี อธิบดี ข้าราชการระดับสูงและล่างถูกสั่งให้เดินทางไปทำงานที่ Pyinmana โดยไม่ระบุช่วงเวลาที่ไปอยู่ และให้ทิ้งลูกเมียทั้งหมดไว้ที่บ้าน

ใครชิงลาออกหรือไม่ยอมไปตามคำสั่งจะถูกจำคุก 3 ถึง 5 ปี (ข้าราชการไทยฟังไว้ให้ดีนะครับ)

ก่อนหน้านี้มีข้าราชการบางส่วนได้เดินทางไปทำงานในตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จแล้ว และอยู่ในที่พักที่ยังไม่สมบูรณ์ มีไฟฟ้าแต่ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม คาดว่าในปี 2005 ประชากรของ Pyinmana อาจเพิ่มขึ้นถึง 97,000 คน

เรียกได้ว่าการย้ายเมืองหลวงครั้งนี้ ตามคำสั่งของ พลเอกตาน ฉ่วย หัวหน้าเผด็จการทหารวัย 75 ปี สร้างความปั่นป่วนและปวดหัวใจให้ผู้คนได้อย่างทั่วหน้า

คำถามที่ผู้สนใจติดตามพม่า (ประเทศสุดท้ายของยุคจูราสสิค ร่วมกับเกาหลีเหนือที่ไม่เคยสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน อยู่ในดินแดนสนธยาที่เข้าใจโลกภายนอกอย่างแตกต่างไปจากที่โลกภายนอกคาดหวังว่าจะเข้าใจ) สงสัยก็คือจะย้ายเมืองหลวงใหม่ไปทำไมให้มันสิ้นเปลืองเงินทองที่ก็ไม่ค่อยจะมี เอาเงินทองเหล่านี้ไปพัฒนาประเทศจะไม่ดีกว่าหรือ?

เหตุผลที่ผู้คนพยายามคาดเดากันต่อไปนี้ ผู้เขียนรวบรวมมาจากหลากหลายแหล่ง มีทั้งพอเข้าท่าและก็ไม่น่าเป็นไปได้

เหตุผลแรก นายพลตาน ฉ่วย มีความฝันเฟื่องอยากเลียนแบบกษัตริย์พม่าที่ชอบย้ายเมืองหลวงเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ เช่น ตองอู อังวะ อมรปุระ มัณฑะเลย์ ฯลฯ (มีเรื่องเล่าว่า นายพลเนวินเผด็จการทหารผู้ปฏิวัติใน ค.ศ.1962 และหมุนเวลาพม่ากลับไปหลายสิบปี และลาออกไปในปี 1998 เคยคิดจะสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ โดยอ้างว่าตนเองสืบสายจากราชวงศ์พม่า) และอาจเชื่อหมอดูว่าจะไปไม่รอดหากไม่สร้างเมืองหลวงใหม่

เหตุผลที่สอง Pyinmana ใกล้กับถิ่นที่อยู่ของชนกลุ่มน้อยคือ ไทยใหญ่ คะฉิ่น และกะเหรี่ยง (หนึ่งในสามของประชากรพม่าคือชนกลุ่มน้อย) การย้ายเมืองใหม่จะทำให้สามารถควบคุมพวกเหล่านี้ได้ถนัดมือขึ้น

เหตุผลที่สาม Pyinmana เคยเป็นศูนย์กลางของ Burma Independence Army ที่ต่อสู้ญี่ปุ่นใต้ดินสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง การกลับไปถิ่นเดิมเป็นสัญลักษณ์ของการเตรียมต่อสู้กับศัตรูตัวใหม่ที่ยังมองไม่เห็น นั่นก็คือการบุกของอเมริกาสไตล์อิรัก

เหตุผลนี้มีคนเชื่อกันไม่น้อยว่า กลุ่มเผด็จการทหารเห็นว่าสหรัฐอเมริกาคือศัตรูตัวสำคัญ (คนอเมริกันและยุโรปต่อต้านการล้ำสิทธิมนุษยชน และการกักขังนางออง ซาน ซูจี ผู้ชนะเลือกตั้งในปี 1990 ที่ปัจจุบันถูกโกงและข่มเหง) การย้ายเมืองหลวงไกลออกไปจากทะเลไปอยู่ถิ่นใหม่ ใกล้ภูเขาที่มีโครงสร้างพื้นฐานและภูมิประเทศป้องกันตนเองได้ดีกว่าเดิม จะทำให้ปลอดภัยมากขึ้น

เหตุผลที่สี่ กลุ่มเผด็จการทหารที่ทรงอำนาจต้องการแยกกลุ่มทหารออกจากพลเรือนอย่างชัดแจ้ง โดยการใช้โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่สร้างขึ้นและเป็นการป้องกันการถูกยึดอำนาจโดยพลเรือน และประชาชนทั้งในปัจจุบัน และอนาคตที่อาจต้องกลายเป็นรัฐที่คืนอำนาจให้ประชาชนทีละน้อย

การแยกออกจากกันตั้งแต่ปัจจุบันจะทำให้สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ดีขึ้น (ไม่มี Burmese Ramos หรือนายทหารที่เคยใกล้ชิด กลับมามีอำนาจในคราบพลเรือนแบบฟิลิปปินส์ที่ นายพล Ramos ถล่มมาร์คอส และคนที่อาจจะเป็น Ramos ก็คือ นายพลขิ่น ยุ้นต์ ที่หมดอำนาจถูกกักตัวอยู่ในบ้านในปัจจุบัน)

นอกจากนี้ การประท้วงรัฐบาลโดยประชาชนที่ Pyinmana นั้นเป็นไปไม่ได้

ในรูปแบบนี้ Pyinmana ก็จะเป็น Mini-State ของทหารภายในรัฐใหม่ที่จำต้องเป็นประชาธิปไตยในระยะยาว (ร่างรัฐธรรมนูญมา 13 ปีแล้ว และเลื่อนการกักขังนางออง ซาน ซูจี มาหลายหนเต็มทนก็ยังร่างไม่เสร็จสักที) ทหารจะมีป้อมปราการที่มั่นคงในรัฐใหม่

และสามารถให้อภิสิทธิ์แก่ทหารและครอบครัวได้สะดวกกว่า

ผู้เขียนไม่เชื่อว่าการสร้างเมืองใหม่จะบรรลุเป้าหมายข้างต้นได้ อย่างดีก็ทำให้กลุ่มคนทั้งทหาร และพลเรือน ที่มีแผนโค่นล้มกลุ่มทรงอำนาจปั่นป่วนตั้งตัวไม่ติด (คล้ายเขมรแดงที่ให้ผู้คนทั้งหมดในเมืองขนของออกจากบ้าน และอพยพไปคนละทิศทาง) ไปชั่วคราว เสียเงินทองและทำให้สบายใจกลางๆ ว่าจะไม่ถูกบุกฆ่าเท่านั้น

ถ้าเกิดการปฏิวัติหรือลุกฮือขึ้นในย่างกุ้ง มีการตัดอาหาร น้ำ และล้อม Pyinmana ไว้ พร้อมกับตั้งรัฐบาลใหม่ โดยการสนับสนุนของชาวโลก และคนพม่าอีกกว่า 40 ล้านคน (ยกเว้น 1 แสนคนที่ Pyinmana) ในย่างกุ้ง นายพลตัน ฉ่วย ก็จะเป็นเพียงประธานาธิบดีของรัฐเล็กๆ บนเขา ปกครองคนเรือนแสนที่ขาดอาหารและน้ำ คนพม่าคงยินดีที่จะปล่อยให้พวกนั้นอยู่บนเขาไปตราบนานเท่านานแหละครับ

ชาวโลกและคนพม่าลี้ภัยนอกประเทศ เฝ้าดูมุขย้ายเมืองนี้ด้วยความประหลาดใจเป็นล้นพ้น อย่าลืมว่าตรรกะของเผด็จการทหารกลุ่มนี้ต่างจากคนที่อยู่ข้างนอกมานานหนักหนาแล้ว

ใครจะไปรู้ไอเดีย Yanlon อาจเป็นการขุดหลุมฝังศพของเผด็จการทหารจูราสสิคกลุ่มนี้ก็เป็นได้

หน้า 6