หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
หลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง

โลกาปริทรรศน์ : วรพล พรหมิกบุตร  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 10 พฤศจิกายน 2547

ผู้เขียนคิดว่า สภาพการณ์โดยองค์รวม ภายในระบบรัฐสภาและภาคประชาชน มีความพร้อมทางปฏิบัติมากขึ้น สำหรับการบรรจุเนื้อหาวิชาการเกี่ยวกับ "ทฤษฎีและแนวทาง การประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เข้าไปเป็นส่วนสำคัญ ในหลักสูตรการศึกษาของไทย ให้เกิดความต่อเนื่อง และเป็นโครงสร้างการจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาพื้นฐาน จนถึงหลักสูตรพื้นฐานในระดับมหาวิทยาลัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำโครงการนำร่องตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาทดลอง ค้นคว้า ประเมินผล และเผยแพร่ภายในสังคมไทย อย่างมากมายหลายลักษณะเป็นเวลายาวนานกว่า 35 ปี

ข้อมูลความรู้จากกระบวนการดำเนินโครงการทั้งส่วนที่เป็นโครงการนำร่อง และโครงการขยายผลปฏิบัติการทั่วประเทศ สามารถถูกพิจารณาคุณค่าเชิงวิชาการ เทียบเคียงได้กับองค์ความรู้จากผลงานวิจัย และทฤษฎีสังคมในเนื้อหาหนังสือตำราของสถาบันการศึกษาขั้นสูง ที่ดำเนินการศึกษาค้นคว้าวิจัย และให้การศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนา

ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจไทย ปี 2540 คุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการกล่าวขวัญกว้างขวางในแวดวงประชาชน สาขาอาชีพต่างๆ รวมทั้งตัวแทนคณะทำงานบางส่วนจากต่างประเทศ (เช่น คณะทำงานรวมภาครัฐสภา และประชาชนจากแคนาดาที่เดินทางเข้ามาศึกษา รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุ และผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 ที่ได้บันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับความสำคัญของแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย ไว้ในเอกสารสรุปการทำงาน)

ระหว่างปี 2544-2547 การดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสังคม โดยใช้หลักความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ปรากฏรูปธรรมให้เห็นมากขึ้น ควบคู่กับการใช้มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนต่างๆ (เช่น นโยบาย 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์) นอกจากนั้น ยังมีการเผยแพร่ข่าวสารสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมภูมิปัญญาพื้นบ้าน และการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น การเผยแพร่ผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์ ในสังกัดองค์กรภาครัฐหลายรายการ

ตามที่ผู้เขียนกล่าวถึงตอนต้นว่า ข้อมูลความรู้ทั้งจากโครงการนำร่อง และโครงการตามแนวพระราชดำริ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง (ซึ่งผ่านการตกผลึกความคิด และสะสมเป็นความรู้ที่หนักแน่นมาแล้ว เป็นเวลาหลายสิบปี) มีคุณค่าเชิงวิชาการเทียบเคียงได้กับความรู้ขั้นสูง ที่บรรจุอยู่ในตำราทางทฤษฎี และเอกสารผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยต่างๆ ที่ใช้เป็นประโยชน์ในการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษาขั้นสูง เช่น มหาวิทยาลัย

แต่จนถึงปีปัจจุบัน ผู้เขียนยังไม่พบว่า มีมหาวิทยาลัยแห่งใดบรรจุเนื้อหาการเรียนการสอน และการจัดทำตำราทางวิชาการ ที่เชื่อมโยงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปในหลักสูตรสำหรับนักศึกษาอย่างจริงจัง

ปริมาณของสาระความรู้ เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการแบบเศรษฐกิจพอเพียง และคุณค่าของหลักปรัชญาในกรอบวิชาการด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มีมากพอที่จะบรรจุลงไปในหลักสูตรการศึกษา ตั้งแต่ขั้นการศึกษาพื้นฐาน ต่อเนื่องถึงขั้นอุดมศึกษา

แต่จนถึงปัจจุบัน ครูอาจารย์ทั้งในโรงเรียน และมหาวิทยาลัย ที่ตระหนักถึงคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอาจทำได้อย่างมาก เพียงการบรรจุเนื้อหาสาระของความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงสอดแทรกลงไปในบางช่วงเวลาที่ตนสอน หรือในบางส่วนของเนื้อหาการบรรยาย โดยที่สาระของหลักสูตรการศึกษา ยังไม่มีการบรรจุความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นส่วนสำคัญของหลักสูตร เทียบเท่าการบรรจุความคิดทางทฤษฎีเศรษฐกิจสังคม หรือทฤษฎีการพัฒนาแนวทางอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "ความคิดนำเข้า" (Imported Thoughts) จากตำราหรือหลักสูตรของสังคมต่างประเทศ

ในช่วงเวลา 7 ปี นับตั้งแต่การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งสำคัญของไทย เมื่อปี 2540 ผู้เขียนคิดว่าข้อโต้แย้งคัดค้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่เคยปรากฏอยู่ในแวดวงนักวิชาการขั้นสูงของไทย และนักเคลื่อนไหวทางสังคมบางส่วน ค่อยๆ ลดความแข็งขืนในการวิพากษ์ลง เมื่อสังคมระดับประชาชนรากหญ้ามองเห็นคุณค่า และตระหนักถึงความสำคัญของหลักการเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้นตามลำดับ

แม้แต่เนื้อหาสาระในนโยบายภายใต้แนวทางบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน ก็มีรูปธรรมของการดำเนินแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจสังคม ด้วยหลักความคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้นกว่ารัฐบาลในอดีต

ผู้เขียนคิดว่า สภาพการณ์โดยองค์รวมภายในระบบรัฐสภาและภาคประชาชน มีความพร้อมทางปฏิบัติมากขึ้น สำหรับการบรรจุเนื้อหาวิชาการเกี่ยวกับ "ทฤษฎีและแนวทางการประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เข้าไปเป็นส่วนสำคัญในหลักสูตรการศึกษาของไทย ให้เกิดความต่อเนื่อง และเป็นโครงสร้างการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาพื้นฐาน จนถึงหลักสูตรพื้นฐานในระดับมหาวิทยาลัย

ในปัจจุบัน บทบาทในการกำกับดูแล และดำเนินนโยบายการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เป็นบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ (ภายหลังการปฏิรูปองค์กรภาครัฐ และยุบรวมทบวงมหาวิทยาลัย มาจัดตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ภายในโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ) จึงอาจนับว่า เป็นเงื่อนไขโครงสร้างที่ยิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น

ในการประสานงานผลักดันให้ "ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง" ถูกบรรจุเข้าเป็นส่วนสำคัญหนึ่งขององค์ความรู้ หรือภูมิปัญญาในระบบตำราเล่มใหม่ ของสังคมไทยเทียบเคียงกับตำราทางทฤษฎีเล่มสำคัญๆ ของโลกต่อไป


หลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง (2)

โลกาปริทรรศน์ : วรพล พรหมิกบุตร  กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2548

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระราชทานพร ข้อสังเกต และแนวพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้คนไทยนำไปพิจารณาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับกิจกรรมต่างๆ ในวิถีชีวิตสำหรับอาชีพหรือวิชาชีพต่างๆ ของแต่ละคน

หลังจากเกิดการปะทุของสภาพปัญหาการดำเนินธุรกรรมในระบบสถาบันการเงินของไทยระหว่างช่วงปี 2537-2539 จนลุกลามกลายเป็น "วิกฤติเศรษฐกิจ 2540" ต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงปี 2541 รัฐสภาประเทศแคนาดาได้จัดส่งคณะกรรมาธิการร่วมรัฐสภา-ประชาคมแคนาดาคณะหนึ่ง เดินทางเข้ามาสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูลสภาพปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าวในประเทศไทย แล้วกลับไปจัดพิมพ์เอกสารรายงานสรุปอย่างเป็นทางการเผยแพร่ในงานของรัฐสภาแคนาดา

กระบวนการรวบรวมข้อมูลและสังเกตการณ์ของคณะกรรมาธิการร่วมฯ ชุดดังกล่าว นอกเหนือจากการสังเกตการณ์ภาคสนามและการรวบรวมข้อมูลเอกสารทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังรวมถึงการรับฟังการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและสังคมจากนักวิชาการจำนวนหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ติดต่อขอความร่วมมือผ่านผู้ประสานงานในประเทศไทย

นักวิชาการไทยหลายคนได้รับการติดต่อขอความร่วมมือให้ช่วยบรรยายสรุปและวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของกรอบการศึกษาของคณะกรรมาธิการร่วมฯ ชุดดังกล่าว ในหัวข้อการวิเคราะห์เกี่ยวกับสาเหตุ และแนวทางการแก้ไขปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าวครั้งหนึ่ง ดร.วิวัฒน์ชัย อัตตากร (จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) และผู้เขียน (จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ได้รับการติดต่อให้ช่วยบรรยายสรุป และวิเคราะห์สภาพการณ์รวมทั้งแนวโน้มทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ดังกล่าว

การบรรยายสรุปและวิเคราะห์ประเด็นนั้น (ใช้ห้องประชุมแห่งหนึ่งภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ผู้เขียนเสนอข้อวิจารณ์นโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาคในขณะนั้นว่าจะสะสมผลเสียต่อประชาชนไทยในระยะยาว เนื่องจากเป็นแนวนโยบายที่มีแนวคิดทฤษฎีในการสร้างภาระหนี้สินเงินกู้ต่างประเทศภาครัฐเพิ่มเติมจำนวนมาก โดยขาดจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจของสังคมไทยโดยรวม

สมาชิกในคณะกรรมาธิการร่วมฯ ท่านหนึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชนเผ่า (ตามที่คนภายนอกนิยมเรียกขานอย่างผิดเพี้ยนตามกันว่า "อินเดียนแดง") ถามผู้เขียนว่า "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" (local wisdom) ของประชาสังคมไทยหายไปไหน? ทำไมรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยไม่ขวนขวายใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นป้องกันแก้ไขปัญหาของตน

ผมตอบไปว่า (ในขณะนั้น) ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการของไทยมองข้ามความสำคัญ ลืมไปว่ามีอยู่ รวมทั้งอาจดูหมิ่นดูแคลนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงสถาบันวิชาการระดับมหาวิทยาลัย

ผมตอบขยายความต่อไปว่าในสังคมไทยจนถึงขณะนั้น มี "ปัญญาชน" สำคัญท่านหนึ่งซึ่งมีวิสัยทัศน์ชัดเจน และต่อเนื่องจริงจังมากที่สุดเกี่ยวกับคุณค่าของ "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" ในการเยียวยาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว และป้องกันปัญหาเศรษฐกิจในอนาคตของไทยได้

ปัญญาชนสำคัญของไทยท่านนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ

ผลึกความคิดเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" คือ รูปธรรมของหลักการที่ให้ความสำคัญแก่ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพัฒนาความสามารถ ในการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงปฏิบัติและเผยแพร่ผ่านโครงการพระราชดำริฯ จำนวนมาก เป็นเวลานานนับสิบปีก่อนหน้านี้

เอกสารรายงานสรุปของคณะกรรมาธิการร่วมฯ ชุดดังกล่าว (ตามที่มีการเผยแพร่เป็นทางการในระบบรัฐสภาแคนาดา และตามที่ได้จัดส่งมาให้ผู้เขียน 1 ชุด) มีข้อความบันทึกประเด็นเรื่องความสำคัญของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ตามแนวพระราชดำริฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เผยแพร่ให้ชาวต่างประเทศได้รับรู้และนำไปพิจารณาศึกษาได้อีกทางหนึ่ง

ตั้งแต่เกิดวิกฤติ 2540 จนถึงปัจจุบันคนไทยจำนวนมากขึ้นตามลำดับเริ่มมองเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น จารีตประเพณีพื้นบ้าน และแนวทางปฏิบัติตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีนโยบายของภาครัฐหลายส่วน ช่วยส่งเสริมการเผยแพร่แนวความคิดดังกล่าว พัฒนาการทางความคิดที่เกิดขึ้นเช่นนั้นทำให้ผู้เขียนประเมินสภาพการณ์

และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติว่าสาระสำคัญส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษา ทั้งการศึกษาพื้นฐาน และการอุดมศึกษาควรเรียบเรียง และบรรจุ "หลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง" ให้คนไทยมีโอกาสเรียนรู้กันอย่างทั่วถึง ทั้งสังคมต่อไปด้วยความต่อเนื่องชั่วรุ่นอายุคน

ในบทความเรื่อง "หลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง" (ตีพิมพ์ในนสพ.กรุงเทพธุรกิจ, วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน 2547) ผู้เขียนระบุว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำโครงการนำร่องตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาทดลอง ค้นคว้า ประเมินผลและเผยแพร่วิทยาในสังคมไทยเป็นจำนวนมากมายหลายลักษณะ เป็นเวลายาวนานกว่า 35 ปี...

ปริมาณของสาระความรู้เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการแบบเศรษฐกิจพอเพียง และคุณค่าของหลักปรัชญาดังกล่าว ในกรอบวิชาการด้านเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม มีมากพอที่จะบรรจุลงไปในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ขั้นการศึกษาพื้นฐาน ต่อเนื่องถึงขั้นอุดมศึกษา..

ผู้เขียนคิดว่า สภาพการณ์โดยองค์รวมภายในระบบรัฐสภา และภาคประชาชนมีความพร้อมทางปฏิบัติมากขึ้น สำหรับการบรรจุเนื้อหาวิชาการเกี่ยวกับ "ทฤษฎีและแนวทางการประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เข้าไปเป็นส่วนสำคัญในหลักสูตรการศึกษาของไทย"


หลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง (3)

โลกาปริทรรศน์ : วรพล พรหมิกบุตร  กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2548

ในสภาพการณ์ทางสังคมการเมืองของไทยปัจจุบัน การประชุมหารือ ร่างหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับประเทศไทย ที่สามารถเชื่อมโยงสัมพันธ์กับพัฒนาการของกระบวนโลกาภิวัตน์ ตลอดจนถึงการนำหลักสูตรที่ร่างขึ้นไปบรรจุ ในหลักสูตรการศึกษาอย่างเป็นทางการ (Formal Education) ต่อเนื่องจากระดับการศึกษาพื้นฐานถึงอุดมศึกษา เป็น "งาน" ที่กระทรวงศึกษาธิการอยู่ในวิสัยที่สามารถเป็น "เจ้าภาพ" บริหารจัดการและประสานงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ได้โดยสะดวกกว่า สภาพการณ์ทางสังคมการเมืองของไทยในช่วงพุทธทศวรรษ 2510-2530

เนื่องจากสังคมการเมืองของไทยในปัจจุบัน (ทศวรรษ 2540) ได้ผ่านการเรียนรู้ประสบการณ์จากสภาพปัญหาการดำรงชีวิต นอกลู่นอกทางเศรษฐกิจพอเพียงมาระดับหนึ่งแล้ว (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านช่วงการดำเนินวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจฟองสบู่ อย่างกว้างขวางระหว่างทศวรรษ 2540)

นอกเหนือไปจากนั้น สังคมการเมืองของไทยในปัจจุบันยังมีระบบรัฐสภาที่เข้มแข็งเกินกว่าจะมีกลุ่มอำนาจใด (factions) สามารถร่วมมือกันล้มล้างและภายในระบบดังกล่าวมีการรวม "งาน" ที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบทางการ ไว้ภายในกระทรวงเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการประสานงานเพื่อระดมความมีส่วนร่วมจากปราชญ์พื้นบ้าน นักวิชาการท้องถิ่น และนักวิชาการส่วนกลางที่มีความรู้ความเข้าใจความหมาย และความสำคัญของวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะที่เป็นหนทาง (means) ในการพัฒนาความเข้มแข็งที่ยั่งยืนของประชาสังคมไทย โดยปราศจากความขัดแย้งแข็งขืน กับพัฒนาการของโลกาภิวัตน์สมัยใหม่

สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยวางพื้นฐานอย่างพอเพียงมั่นคงแล้วสำหรับการระดมความร่วมมือกันร่าง และใช้หลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง ในระบบการศึกษาไทยปัจจุบัน คือ งาน โครงการ แนวความคิด ทฤษฎี และประสบการณ์ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ครัวเรือน ชุมชน องค์กร และหน่วยงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม เรียนรู้ และปรับปรุงสู่การประยุกต์ใช้ประโยชน์ในสภาพการณ์ที่เป็นจริงทั่วประเทศนานนับทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้เขียนมีความเห็นว่า การให้การศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับประชาสังคมไทย มีลำดับความสำคัญต่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน และเข้มแข็งของไทยในประชาคมโลกต่อไปเป็นอย่างยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการน่าจะจัดลำดับความสำคัญของการร่างและเผยแพร่หลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในอันดับต้นๆ เพื่อบรรจุลงในหลักสูตรอย่างเป็นทางการต่อไป

เครือข่ายสถาบันราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยีในจังหวัดและภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ควรได้รับการสนับสนุนจากกลไกการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการให้เป็น "เวทีความคิด" ย่อยๆ ทั่วประเทศเพื่อนำไปสู่การสังเคราะห์และประมวลองค์ความรู้จากฐานประสบการณ์เศรษฐกิจพอเพียง สำหรับบรรจุลงในหลักสูตรการศึกษาอย่างเป็นทางการต่อไป ทั้งในระดับการศึกษาพื้นฐาน และอุดมศึกษาขึ้นไป

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (แม้แต่ภายหลังเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540) เป็นที่น่าเสียดายที่สถาบันอุดมศึกษา ระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโดดเด่น ทั้งในส่วนกลางและศูนย์กลางภูมิภาคสำคัญหลายแห่ง ไม่ให้ความสำคัญ กับการบรรจุปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ลงไปในหลักสูตรคณะและสาขาวิชาต่างๆ มากเท่ากับการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรไปตามวาระ และกรอบความคิดเดิมของตน การปรับตัว และการปรับความคิดของนักวิชาการ รวมทั้งนักบริหารงานวิชาการในมหาวิทยาลัยของไทย เข้าสู่วิสัยทัศน์เศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปอย่างจำกัด และเชื่องช้า เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานของสถาบันสื่อสารมวลชนของรัฐบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรสื่อสารมวลชนของรัฐ ภายใต้การบริหารจัดการของกรมประชาสัมพันธ์ ได้แก่ สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 และเครือข่าย ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นช่องทาง "การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ" (non-formal education) ช่องทางสำคัญที่สุดที่มีการเผยแพร่ข้อมูล ความคิด ความรู้เชิงประจักษ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงสู่สาธารณชนไทยทั่วประเทศ ด้วยความต่อเนื่องและเป็นระบบจริงจังมากที่สุด

นักวิชาการในระบบสถาบันการศึกษาแบบทางการ อาจมีความจำเป็นต้องเรียนรู้ตามหลังวิสัยทัศน์ของหน่วยงาน และบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความรู้แบบไม่เป็นทางการทั้งภายในและภายนอกองค์กรภาครัฐ เพื่อนำประโยชน์จากวิสัยทัศน์ดังกล่าวมาใช้จัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาแบบทางการ ที่มีหน้าที่ปฏิบัติตอบสนองต่อสังคมโดยส่วนรวม ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของงบประมาณบริหารจัดการศึกษา ภายในสถาบันการศึกษาเหล่านั้น

การบรรจุหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียงลงไปในส่วนต่างๆ ของระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่การศึกษาพื้นฐาน จนถึงการอุดมศึกษา อาจถือได้ว่าเป็น "โอกาสทางประวัติศาสตร์" ครั้งสำคัญของสังคมการเมืองไทย ซึ่งความสำเร็จในการจัดทำ และบรรจุหลักสูตรดังกล่าว จะกลายเป็นทั้งผลงานของผู้มีส่วนร่วมในสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน (เช่น รัฐสภาและประชาสังคมท้องถิ่นของไทย) และเป็นมรดกที่มีคุณค่าอำนวยประโยชน์ต่อคนไทยในชั่วรุ่นถัดๆ ไปอีกเป็นเวลานาน

การร่างหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง และบรรจุลงในระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการของไทย น่าจะมีลำดับความสำคัญยิ่งกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการที่แตกต่างขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มอำนาจการเมืองต่างฝ่ายในรัฐสภาปัจจุบัน