หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ กับความขัดแย้งทางสังคม ทฤษฎี ประสบการณ์และแนวทางสมานฉันท์

บทความ โดย สมชัย จิตสุชน, ธิดา อินทรโชติ และชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3745 (2945)

มีเหตุผลเพียงพอที่สนับสนุนความเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นสาเหตุหนึ่ง หรืออย่างน้อยมีความสัมพันธ์ กับความขัดแย้งในสังคม ทั้งในรูปแบบที่รุนแรงและไม่รุนแรง แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าความสัมพันธ์เป็นอย่างไรกันแน่ ทั้งในบริบทสากลในบริบทของประเทศไทย บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้ ทั้งในเชิงทฤษฎีและประสบการณ์จริง นอกจากนี้บทความยังครอบคลุมแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง หรือการสร้างความสมานฉันท์ที่มีสาเหตุหรือมีความเกี่ยวโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทย

ในด้านของข้อเท็จจริง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนในประเทศค่อนข้างสูง คือใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศที่มีปัญหาการกระจายรายได้รุนแรงเช่นบางประเทศแถบละตินอเมริกา โดยมีแนวโน้มที่ไม่เท่าเทียมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2533 หลังจากนั้นก็เริ่มทรงตัวแต่ก็ยังอยู่ในระดับไม่เท่าเทียมกันสูง

อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำที่สูงไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความขัดแย้งเสมอไป ยังมีสาเหตุอื่นๆ นอกเหนือจากเหตุผลทางเศรษฐกิจอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติของประชาชนต่อความชอบธรรมของความเหลื่อมล้ำ ความคาดหวังต่ออนาคตที่ดีขึ้น การรวมตัวของกลุ่มคนในสังคม ความสามารถของสังคมในการป้องกัน และจัดการความขัดแย้งหรือแม้กระทั่งความสามารถของฝ่ายปกครองในการปิดกั้นความรุนแรงมิให้เกิดขึ้น เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็พบว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่รวดเร็วและขนานใหญ่ มักจะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงในบางครั้ง เพราะหลายภาคส่วนของสังคมไม่สามารถปรับตัวได้ทัน หรือการจัดระเบียบสังคมปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

มีประสบการณ์ความขัดแย้งทั้งในต่างประเทศ และในประเทศที่น่าจะมีความเกี่ยวโยงกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้จะเป็นทางอ้อม เช่นประสบการณ์ต่างประเทศ หลายประเทศประสบปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรง ซึ่งมีสาเหตุที่สามารถโยงไปถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่รวดเร็วเกินกว่าการจัดระเบียบทางสังคม และการเมืองจะตามได้ทัน เช่น ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ ในระยะครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่ประเทศทั้งสามมีการ "ปฏิวัติอุตสาหกรรม" ซึ่งมีผลทำให้โครงสร้างการผลิตเปลี่ยนไปอย่างพลิกผันจากอดีตก่อนหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและชนชั้นนายทุนยังอยู่ในช่วงเริ่มแรกของการพัฒนา จึงเกิดการเอารัดเอาเปรียบ การปฏิบัติต่อแรงงานเป็นไปอย่างไร้ศีลธรรม ภาครัฐเองก็ยังไม่พร้อมในการเข้ามาจัดระเบียบ ความขัดแย้งและความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ประเทศในกลุ่มละติน อเมริกาบางประเทศก็ประสบปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวโยง กับปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำที่เด่นชัด เช่น เหตุการณ์ในประเทศอาร์เจนตินา โบลิเวีย และประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งประสบปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงในช่วงทศวรรษ 1990 จนถึงต้นทศวรรษ 2000 โดยมีสาเหตุจากการบริหารเศรษฐกิจมหภาคผิดพลาด จนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ (คล้ายกับประเทศไทย ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997) ซึ่งกระทบต่อทุกคนในประเทศ รวมทั้งผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากต้องประสบปัญหาการว่างงาน ค่าใช้จ่ายสูงตามเงินเฟ้อ เป็นต้น จุดที่น่าสนใจคือ ตัวอย่างของ 3 ประเทศนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะวิกฤตเศรษฐกิจเช่นที่สังคมประเทศนี้ประสบพบนั้น เคยเกิดกับประเทศอื่นๆ มานับไม่ถ้วน แต่ระดับความรุนแรงของวิกฤตการณ์ทางสังคมที่ตามมาไม่เด่นชัดเท่า ไม่รุนแรงเท่า

ในส่วนของประเทศไทยก็ประสบปัญหาความขัดแย้งทั้งที่รุนแรงและไม่รุนแรง ความเชื่อที่ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่รักสงบ และจัดการกับความขัดแย้งได้เป็นอย่างดี ถูกท้าทายด้วยความโหดร้ายและรุนแรงของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 แต่ในระดับความรุนแรงที่ต่ำกว่า) ในขณะที่เหตุการณ์ 6 ตุลาคมมีความซับซ้อนของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องมากมาย ทั้งในส่วนของรัฐบาลพลเรือนผสมในขณะนั้น ฝ่ายนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลากหลายอุดมการณ์ ฝ่ายทหารก็มีหลายพวกหลายเหล่า ความเชื่อมโยงกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจึงไม่ชัดเจน ส่วนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม สามารถหาจุดเชื่อมโยงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองได้มากกว่า

กล่าวคือเป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นกับหลายๆ ประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อย่างรวดเร็ว (ซึ่งในกรณีของไทยได้แก่การเปลี่ยนแปลง หลังการรับแนวคิดพัฒนาเศรษฐกิจ ของธนาคารโลกในยุคจอมพลสฤษดิ์ประมาณ 20 กว่าปีก่อนหน้า) ในขณะที่พัฒนาการทางการเมืองก้าวตามไม่ทัน การปกครองโดยทหารที่ไม่ให้อิสระเสรีภาพทางการเมืองแก่คนทั่วไป ภาพการคอร์รัปชั่น ระบบอภิสิทธิ์ ทำให้ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นขนาดความชอบธรรม แม้ว่าประชาชนโดยทั่วไปจะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นก็ตาม ดังการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ การต่อต้านคอร์รัปชั่นและเรียกร้องรัฐธรรมนูญจึงขยายวงกว้างจนกลายเป็นความขัดแย้ง การเผชิญหน้า และความรุนแรงในที่สุด

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาและ 6 ตุลาแล้ว ความขัดแย้งที่รุนแรงในสังคมไทยดูจะผ่อนคลายไประยะหนึ่ง ทั้งนี้น่าจะเป็นผลของพัฒนาทางการเมืองที่มีมากขึ้น เร็วบ้าง ช้าบ้าง แต่ก็ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พัฒนาการทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับความเหลื่อมล้ำที่สูงมากขึ้นในสังคมไทย รวมทั้งการขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ทำให้ความไม่พอใจในการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจสังคมมีมากขึ้น ความขัดแย้งเริ่มปรากฏให้เห็นใหม่ ในรูปของการคัดค้านโครงการพัฒนาที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขื่อนปากมูล กรณีโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซ ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หรือกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าที่อำเภอบ่อนอก หินกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนต้องจัดการความขัดแย้งและแก้ปัญหาข้อพิพาทที่เหมาะสม

ความชอบธรรมของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งต่อความขัดแย้ง เพราะความเหลื่อมล้ำโดยตัวเองนั้น หากเป็นผลจากความขยันขันแข็งหรือความสามารถส่วนบุคคลแล้ว ก็มักจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง แต่หากมีความไม่ชอบธรรม เช่น มีการเอารัดเอาเปรียบ มีระบบอภิสิทธิ์ชนผ่านระบบอุปถัมภ์ที่ไม่โปร่งใส สังคมโดยรวมก็มักจะยอมรับไม่ได้ หากสังคมมีความชอบธรรมแล้วก็จะนำไปสู่สังคมที่สนับสนุน "ความเท่าเทียมกันของโอกาส" แทนความเท่าเทียมกันของรายได้หรือทรัพย์สิน

จริงๆ แล้วทุกสังคมจะมีกลไกเพื่อป้องกัน บรรเทา และแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพราะความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้งมีผลโดยตรงกับความอยู่รอดของสังคมมนุษย์โดยรวม แต่ละสังคมอาจสร้างกลไกที่แตกต่างกัน เช่น สังคมตะวันตกปัจจุบันนิยมใช้กลไกทางกฎหมายเป็นตัวจัดการ ในขณะที่สังคมไทยและสังคมตะวันออกหลายสังคมพึ่งพิงวัฒนธรรมประเพณีมากกว่า

การสร้างความชอบธรรมในสังคม ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ตรงกับปัญหามากที่สุด ดังที่กล่าวแล้วว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยตัวเองมิใช่ปัญหา แต่ความไม่ชอบธรรมที่แฝงตัวมาพร้อมกับความเหลื่อมล้ำ (ถ้ามี) ต่างหากที่เป็นรากเหง้าของปัญหา จนสามารถเป็นเชื้อไฟก่อให้เกิดความขัดแย้งทั้งที่แฝงเร้น และที่แสดงออกอย่างรุนแรงได้

ส่วนการสร้างความสมานฉันท์ที่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทำได้ 2 แนวทางพร้อมๆ กัน แนวทางแรกคือการสร้างกระบวนการจัดการความขัดแย้งเพื่อป้องกันความรุนแรง ซึ่งอาจประกอบด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่น การพัฒนากระบวนการประชาพิจารณ์โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ให้สามารถสะท้อนความต้องการของทุกฟากฝ่าย การมีกระบวนการแก้ปัญหาข้อพิพาท

หากความขัดแย้งบรรลุถึงระดับเด่นชัดและเสี่ยงต่อความรุนแรง แนวทางที่สองคือการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งอาจทำได้ผ่านทางมาตรการทางการคลัง เช่น มาตรการภาษี ระบบสวัสดิการสังคม และที่สำคัญคือการเร่งสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจะช่วยทั้งในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจลง

พร้อมๆ กับสร้างความชอบธรรมให้กับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่จะยังหลงเหลืออยู่ อันจะมีส่วนช่วยในการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ดีที่สุด

หน้า 6