|
||||||||||||||
|
การพัฒนาสินทรัพย์กับทุน
คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3745 (2945) ถ้าใครทราบเรื่องหรือมีบรรพบุรุษเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพหอบเสื่อผืนหมอนใบ ออกจากประเทศไปหาโอกาสในชีวิตใหม่ยังดินแดนอื่น ในสมัยก่อน ก็คงมีความรู้สึกชื่นชมในความมุมานะ ขยันขันแข็ง และไม่ย่อท้อชีวิตของท่านเหล่านั้น เมืองไทยเราก็มีไม่น้อยที่มีชาวจีนเหล่านั้น มาสู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จให้เราเห็น ได้เป็นตัวอย่างจนแทบจะเรียกได้ว่า ไม่ว่าจะไปสืบภูมิหลังของบริษัทยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยบริษัทไหน ก็จะพบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นผู้ก่อตั้งเป็นชาวจีน หรือมีบรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากจีนแทบทั้งสิ้น ตำนานเหล่านี้ก็ควรส่งเสริมให้ยังคงอยู่เพื่อให้ลูกหลานได้ฟังเพื่อเอาเป็นเยี่ยงอย่างในความสู้ชีวิต และความขยันขันแข็งครับ แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปตามกาลเวลา การเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากองค์ความรู้ กระแสโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจที่แตกต่างจากสมัยก่อน ย่อมทำให้เราอดที่จะยอมรับไม่ได้ครับว่าคนที่มีเพียงเสื่อผืนหมอนใบ แทบจะไม่สามารถรอดชีวิตอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันได้เลย ถึงไม่ชอบก็ต้องทำใจครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ายุคนี้เป็นยุคทุนนิยม ใครมีทุน ก็ย่อมมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจมากกว่าเสมอ (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขมากกว่า) ผมมีโอกาสดีที่ได้อ่านบทสรุปของหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "มหัศจรรย์แห่งทุน" (The Mystery of Capital) โดย เฮอร์นานโด เดอ โซโต เลยขอถือโอกาสใช้พื้นที่ในคอลัมน์นี้มาเล่าสู่กันฟังครับ (ไม่ได้มีเจตนาจะเชียร์ระบอบทุนนิยมเป็นพิเศษแต่อย่างใด) หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนมีความตั้งใจอธิบายให้เห็นถึงอุปสรรคประการสำคัญที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าประชาชนในประเทศเหล่านั้นจะมีความกระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมมากเพียงใดก็ตาม ผู้เขียนและทีมงานวิจัยได้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา ประเทศยากจนส่วนใหญ่เป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่จำเป็นสำหรับการนำไปสู่ความสำเร็จของระบบทุนนิยมอยู่แล้ว ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาจเป็นที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือแม้กระทั่งเงินออม แต่เป็นเรื่องแปลกครับ ที่พวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถนำสินทรัพย์ที่ตนมีอยู่มาเป็นทุนในการขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่ ยังไม่รวมทรัพย์สินอื่นนะครับ เฉพาะมูลค่าการออมของประเทศยากจนเหล่านี้มากถึง 40 เท่าของเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากต่างประเทศทั่วโลกนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1945 เป็นต้นมา ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอียิปต์ ความมั่งคั่งของคนจนรวมกันมีค่ามากถึง 55 เท่าของมูลค่าสะสมของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลมา (รวมถึงการขุดคลองสุเอซ และการสร้างเขื่อนอัสวานด้วย) ในประเทศเฮติ ซึ่งเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดใน ละตินอเมริกา มูลค่าสินทรัพย์ของคนจนรวมกันมากกว่า 150 เท่าของมูลค่าสะสมของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เฮติเคยได้รับนับตั้งแต่เป็นเอกราชจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1804 เป็นต้นมา ลองคิดดูเล่นๆ ครับ ถ้าประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มงบประมาณเงินช่วยเหลือให้กับต่างประเทศเท่าที่สหประชาชาติแนะนำ คือ ร้อยละ 0.7 ของรายได้ประชาชาติ ยังต้องใช้เวลามากกว่า 150 ปี ถึงจะให้เงินช่วยเหลือแก่ประเทศยากจนได้มากเท่ามูลค่าสินทรัพย์ซึ่งประเทศเหล่า นั้นเป็นเจ้าของอยู่แล้ว ประเทศยากจนต่างๆ เหล่านี้มีสินทรัพย์มากมาย แล้วทำไมประเทศไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ? นั่นก็เพราะประเทศยากจนเหล่านี้ถือทรัพยากรต่างๆ ในรูปแบบที่ไม่สมบูรณ์ การสร้างบ้านอยู่บนที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิชัดเจน ธุรกิจที่ไม่มีการจัดตั้งเป็นบริษัทซึ่งไม่มีการบ่งชี้ภาระหนี้สินที่ชัดเจน อุตสาห กรรมที่ตั้งอยู่ในสถานที่ที่ผู้จัดหาเงินทุนหรือนักลงทุนไม่รู้จัก เนื่องจากความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ดังกล่าวไม่มีการบันทึกเป็นเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน ทำให้สินทรัพย์เหล่านี้ไม่สามารถนำมาแปลงเป็นเงินทุนได้ และไม่สามารถขายได้ภายนอกวงจำกัดของท้องถิ่นซึ่งผู้คนรู้จักและไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ไม่สามารถนำไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินได้ และไม่สามารถนำไปเป็นหุ้นในการลงทุนได้ ในทางตรงกันข้าม สำหรับประเทศตะวันตก ที่ดินทุกผืน ตึกทุกหลัง อุปกรณ์ทุกชิ้น หรือคลังสินค้าทุกแห่ง ล้วนมีเอกสารแสดงสิทธิที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับต่อทุกคนในระบบเศรษฐกิจ สินทรัพย์อาจเป็นสิ่งซึ่งมองไม่เห็นตัวตน แต่มีมูลค่าที่แท้จริงแฝงอยู่ตลอดช่วงอายุขัยของสินทรัพย์นั้น สินทรัพย์ดังกล่าวสามารถนำเอามาเป็นหลักประกันในการกู้เงินได้ แหล่งเงินทุนที่สำคัญที่สุดแหล่งเดียวสำหรับการทำธุรกิจใหม่ในสหรัฐ คือ การจำนองบ้านของผู้ประกอบการ สินทรัพย์ประเภทนี้สามารถเชื่อมโยงไปยังประวัติทางด้านสินเชื่อของเจ้าของได้ ทราบที่อยู่ที่สามารถใช้ในการติดตามหนี้และเก็บภาษี เป็นฐานในการสร้างสาธารณูปโภคที่ทั่วถึงและเชื่อถือได้ เป็นพื้นฐานในการออกหลักทรัพย์ (ตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับการจำนองบ้าน) สามารถนำมาคำนวณส่วนลดและขายในตลาดรองได้ โดยกระบวนการดังกล่าวชาวตะวันตกสามารถทำให้สินทรัพย์ต่างๆ มีชีวิต และนำมาแปลงเป็นเงินทุนได้ กระบวนการนั้นแสดงให้เห็นซึ่งสิทธิในสินทรัพย์ดังกล่าว ในประเทศโลกที่สามและประเทศที่เคยอยู่ในระบอบคอมมิวนิสต์มาก่อนไม่มีกระบวนการแสดงให้เห็นซึ่งสิทธิดังกล่าว ดังนั้น ประเทศเหล่านี้จึงมีเงินทุนต่ำกว่าที่ควร เช่นเดียวกับบริษัทที่มีเงินทุนต่ำกว่าที่ควรเพราะสามารถออกหลักทรัพย์ได้ต่ำกว่ารายได้และสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง สถานประกอบการของประเทศยากจนมีความคล้ายคลึงกับบริษัทที่ไม่สามารถออกหุ้นหรือตราสารหนี้เพื่อระดมทุนมาใช้ในการลงทุนใหม่ๆ ได้ เมื่อปราศจากกระบวนการที่แสดงให้เห็นซึ่งสิทธิแล้ว สินทรัพย์ของพวกเขาก็เปรียบเสมือนทุนที่ตายแล้ว คงพอมองเห็นภาพกันบ้างแล้วนะครับ พลเมืองที่ยากจนของประเทศเหล่านี้มีสินทรัพย์ แต่ขาดซึ่งกระบวนการแสดงให้เห็นซึ่งสิทธิในสินทรัพย์ดังกล่าวและนำมาแปลงเป็นเงินทุนได้ พวกเขามีบ้านแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ มีผลผลิตทางการเกษตรแต่ไม่มีโฉนดที่ดิน มีธุรกิจแต่ไม่ได้มีสถานภาพเป็นบริษัท การขาดกระบวนการแสดงให้เห็นซึ่งสิทธิในสินทรัพย์เหล่านี้เป็นสิ่งที่อธิบายว่าทำไมประเทศที่รับเอานวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ของประเทศตะวันตกไปประยุกต์ใช้ (ตั้งแต่ที่หนีบกระดาษไปจนถึงการสร้างปฏิกรณ์นิวเคลียร์) จึงไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้อย่างพอเพียงในการสร้างให้ระบบทุนนิยมภายในประเทศทำงานได้อย่างเต็มที่ นี่คือมหัศจรรย์แห่งทุนอย่างไรล่ะครับ การแก้ไขส่วนที่ขาดหายและทำ ความเข้าใจว่าทำไมชาวตะวันตกสามารถแสดงให้เห็นซึ่งสิทธิในสินทรัพย์และนำมาแปลงเป็นเงินทุนได้ ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ คือ ทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรารู้ว่ามีอยู่จริงแต่มองไม่เห็นตัวตนได้ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เป็นจริงและมีประโยชน์จะสามารถมองเห็นหรือจับต้องได้เสมอไป ตัวอย่างเช่น "เวลา" เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่เราจะสามารถบริหารจัดการกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีนาฬิกาหรือปฏิทินเป็นสิ่งแสดงเวลาเท่านั้น ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามนุษย์ได้สร้างระบบในการแสดงให้เห็นซึ่งสิทธิในสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ เช่น การเขียน การบันทึกดนตรี การลงบัญชีคู่ ในทำนองเดียวกัน นักปฏิบัติที่ยิ่งใหญ่ในระบบทุนนิยม ตั้งแต่ผู้สร้างระบบโฉนดที่ดินและสร้างใบหุ้นบริษัท จนถึงไมเคิล มิวเกน สามารถแสดงให้เห็นซึ่งสิทธิในสินทรัพย์และดึงเอาเงินทุนจากสิ่งที่คนอื่นอาจมองว่าเป็นเพียงขยะ โดยการคิดวิธีใหม่ในการแสดงศักยภาพที่มองไม่เห็นที่ซ่อนอยู่ในสินทรัพย์ที่เรามีอยู่ มิวเกนเริ่มอาชีพทางด้านการเงินของเขาตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย โดยการนำเงินของเพื่อนๆ ไปลงทุนให้ โดยได้ส่วนแบ่งร้อยละ 50 หากมีกำไร และไม่ต้องเสียอะไรเลยหากขาดทุน โดยมีมิวเกนเป็นหลักประกันสำหรับการได้กำไรนั่นเอง นอกจากนี้ เมื่อสมัยที่เขาเป็นนักเรียนอยู่ที่เบิร์กเลย์ เขาเป็นผู้พัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดอันดับ "พันธบัตรขยะ" (junk bonds) เขาเชื่อว่าหากมีการปรับปรุงระบบวิธีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตร พันธบัตรขยะอาจมีค่าคุ้มความเสี่ยงก็ได้ ในวิธีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือแบบดั้งเดิม การจัดอันดับความน่าเชื่อถือพันธบัตรว่าน่าลงทุนหรือไม่ มักจะดูที่ประวัติในอดีตของบริษัทนั้นๆ เช่น ดูที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุน ซึ่งมิวเกนไม่เห็นด้วยกับวิธีจัดอันดับความน่าเชื่อถือพันธบัตรที่ค่อนข้างจำกัดเช่นนั้น เขาเชื่อว่าเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง และน่าจะดีกว่าถ้าให้ความสำคัญกับศักยภาพที่จะได้รับจากการลงทุนของธุรกิจนั้น โดยควรดูที่ปัจจัยอื่นๆ มากกว่า เช่น กระแสเงินสด แผนธุรกิจ บุคลากร และวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ เป็นต้น บนพื้นฐานของการจัดอันดับความน่าเชื่อถือแบบดั้งเดิม พันธบัตรต่างๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่มน่าลงทุน และกลุ่มขยะ โดยแบ่งกันที่อันดับ BBB คือ ถ้าพันธบัตรใดมีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า BBB ก็จัดว่าเป็นกลุ่มขยะ สำหรับชื่อที่อาจดูดีกว่าแต่ให้ความหมายเหมือนกัน คือ พันธบัตรที่มีอันดับต่ำกว่าน่าลงทุน (below investment grade) พันธบัตรเก็งกำไร (speculative grade) หรือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูง (high-yield bonds) พันธบัตรขยะมีลักษณะที่ผสมกันระหว่างหนี้และทุน แม้ว่าตามกฎหมายแล้วจะถือเป็นหนี้ก็ตาม แต่ในภาวะที่บริษัทล้มละลาย ผู้ถือตราสารหนี้ก็จะเปรียบเสมือนผู้ถือหุ้น ดังนั้น ราคาของพันธบัตรขยะจึงขึ้นอยู่กับชะตากรรมของผู้ออกตราสารหนี้มาก ดังนั้น สำหรับพันธบัตรที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ ราคาของพันธบัตรจะมีความสัมพันธ์กับราคาหุ้นของบริษัทนั้นมาก เอาละครับ วันนี้คงพอแค่นี้ก่อนนะครับ แล้วไว้พบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ หน้า 2
|