หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทัศนคติคนไทย และ "สังคมสมานฉันท์"

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10127

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือที่รู้จักกันในนามของ TDRI (คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานสภาสถาบัน) ได้จัดสัมมนาประจำปี (year-end conference) ซึ่งได้จัดต่อเนื่องกันมาทุกปีเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ในหัวข้อ "สู่สังคมสมานฉันท์" ซึ่งเป็นหัวข้อที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ของบ้านเมือง อย่างไรก็ดี เนื้อหามิได้ขีดวงอยู่เฉพาะปัญหาภาคใต้ หากครอบคลุม กว้างขวางไปทั่วทุกส่วนอย่างน่าสนใจยิ่ง

เนื้อหาการสัมมนาครอบคลุมเรื่องการสมานฉันท์ในหลากหลายมิติ ดังนี้

(ก) ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์

(ข) ความสมานฉันท์ภายใต้ความเหลื่อมล้ำในสังคม

(ค) การดูแลปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

(ง) การประสานความขัดแย้งในด้านแรงงานของไทย

(จ) ระบบค่านิยมของคนไทยกับการสร้างสังคมสมานฉันท์

หัวข้อสุดท้ายของเนื้อหาคือส่วนที่ผู้เขียนมีส่วนร่วมอยู่ด้วย ธุรกิจบัณฑิตย์โพลของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้ร่วมกับ TDRI ศึกษาในเรื่องทัศนคติของคนไทยที่มีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม ดร.พวงทอง ภวัตรพันธุ์ และ ดร.สุรัตน์ โหราชัยกุล แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ร่างแบบสอบถามและใช้ข้อมูลจากโพลมาวิเคราะห์เขียนเป็นบทความ ส่วนเนื้อหาในข้อเขียนนี้มาจากความคิดของผู้เขียนเอง

จากการสอบถามคนที่มีภูมิลำเนาทั้งประเทศ จำนวน 1,154 คน โดยสำรวจเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2548 จำนวน 19 คำถาม โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก ต้องการทราบว่าเห็นด้วยกับข้อความที่แสดงออกถึงทัศนคติในเรื่องต่างๆ

ส่วนที่สอง ให้แสดงความคิดเห็นว่าควรมีมาตรการลงโทษในเรื่องต่างๆ หนักหนาเพียงใด ตั้งแต่ปรับเป็นเงิน จำคุกเบา จำคุกปานกลาง จำคุกตลอดชีวิต ประหารชีวิต วิสามัญฆาตกรรม ริบทรัพย์ และมาตรการอื่นๆ (เพื่อประเมินขันติ คือการอดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่สบอารมณ์ และความรุนแรงของความคิดเห็น)

และส่วนที่สาม ให้ตอบว่าผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตแล้วสมควรได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษหรือไม่

ในส่วนแรกให้ตอบว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่มีความคิดเห็นต่อข้อความ 7 ข้อ ดังนี้

(1) คนขายยาเสพติดส่วนใหญ่คือพวกทรยศต่อชาติ

(2) สาเหตุส่วนใหญ่ของการฆ่าข่มขืนเกิดจากพวกโรคจิต

(3) สาเหตุสำคัญของปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้เกิดจากความไม่จงรักภักดีต่อ ชาติไทย

(4) สาเหตุสำคัญที่ทำให้นักเรียนอาชีวะยกพวกตีกันเกิดจากการนิยมความรุนแรง

(5) สาเหตุส่วนใหญ่ที่แม่ทิ้งลูกเพราะความเห็นแก่ตัวของแม่

(6) รัฐบาลควรหาทางสกัดกั้นไม่ให้ม็อบชาวไร่ ชาวนา เข้ามาประท้วงในกรุงเทพฯ

(7) แรงงานต่างด้าวคือภาระของสังคมไทย

คำตอบที่ได้น่าตกใจพอสมควรในทุกข้อ ยกเว้นเรื่องม็อบเข้ากรุง

กล่าวคือ ผู้ตอบเห็นด้วยกับทุกข้อความ (ทุกชั้นอายุ อาชีพ และทุกระดับการศึกษา) อย่างท่วมท้นเกินร้อยละ 50 เฉพาะในเรื่องสกัดม็อบไม่ให้เข้ากรุงมีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยใกล้เคียงกัน คือประมาณร้อยละ 36

ผู้เขียนมีความเห็นว่าคำตอบจากส่วนแรกแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยส่วนใหญ่ มีความเข้าใจในหลายเรื่อง ที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางวิชาการ เช่น การฆ่าข่มขืนเกิดจากพวกโรคจิต (คนปกติที่ข่มขืนและฆ่าปิดปากก็มีมากราย) และแรงงานต่างด้าวคือภาระของสังคมไทย (หากเศรษฐกิจไทยขาดแรงงานต่างด้าวจะไม่มีใครกรีดยาง ขาดลูกเรือประมง ขาดคนทำงานบ้านและทำงานที่หนักและสกปรกชนิดที่คนไทยไม่ชอบทำ)

นอกจากนี้ ดูจะด่วนสรุปปัญหาที่ซับซ้อนอย่าง "ไร้เดียงสา" ดังเช่นในเรื่องสาเหตุปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ ว่ามาจากความไม่จงรักภักดีต่อชาติไทย นักเรียนอาชีวะยกพวกตีกัน เพราะนิยมความรุนแรง และแม่ทิ้งลูกเพราะความเห็นแก่ตัว

ในส่วนที่สองเป็นเรื่องมาตรการลงโทษในเรื่องต่อไปนี้ (1) ผู้ติดยาเสพติด (2) พ่อค้ายาเสพติด (3) สามีทำร้ายร่างกายภรรยา (4) ข่มขืน (ไม่ได้ฆ่า) (5) ฆ่าข่มขืน (6) นักเรียนอาชีวะยกพวกตีกันจนทำให้ผู้อื่นพิการหรือเสียชีวิต (7) แม่ทิ้งลูกจนทำให้ลูกเสียชีวิต (8) แรงงานต่างด้าวฆ่านายจ้าง (9) ผู้ก่อความรุนแรงในสามจังหวัด (10) ข้าราชการ-นักการเมืองคอร์รัปชั่น (11) ม็อบก่อจลาจล

ผู้ตอบส่วนใหญ่แสดงความเห็นให้ลงโทษขั้นหนัก (จำคุก 21 ปี ถึงตลอดชีวิต บวกกับประหารชีวิต และวิสามัญฆาตกรรม) ใน 6 จาก 11 เรื่อง กล่าวคือ ในเรื่อง (ก) ลงโทษพ่อค้ายาเสพติด (ให้ลงโทษ 3 โทษหนักข้างต้นรวมกัน มีผู้แสดงความเห็นถึงร้อยละ 80) (ข) ข่มขืนร้อยละ 66.4 (ค) ข่มขืนแล้วฆ่า ร้อยละ 94.6 (ง) แรงงานต่างด้าวฆ่านายจ้างร้อยละ 67.5 (จ) ผู้ก่อความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ร้อยละ 83.6 (ฉ) ข้าราชการการเมืองคอร์รัปชั่นร้อยละ 50.7

สำหรับผู้ติดยาเสพติดความเห็นกระจายกันไป ส่วนใหญ่คือร้อยละ 21.2 เห็นว่าควรจำคุก 2-10 ปี ส่วนเรื่องสามีทำร้ายร่างกายภรรยาความเห็นก็กระจายกันทั่วไปเช่นกัน ส่วนใหญ่เห็นว่าควรจำคุกระดับเบา คือไม่เกิน 1 ปี และระหว่าง 2-10 ปี

สำหรับนักเรียนอาชีวะตีกันส่วนใหญ่เห็นควรให้จำคุกระดับกลาง แต่ร้อยละ 21.3 เห็นควรให้จำคุก 21 ปี ถึงตลอดชีวิต และร้อยละ 11.5 เห็นว่าควรประหารชีวิต ในกรณีแม่ทิ้งลูกจนทำให้ลูกเสียชีวิตนั้นส่วนใหญ่เห็นควรให้จำคุก 2-10 ปี และ 11-20 ปี ร้อยละ 20.5 เห็นควรให้จำคุก 21 ปี ถึงตลอดชีวิต และร้อยละ 13.7 ให้ประหารชีวิต

ในเรื่องม็อบก่อจลาจล ร้อยละ 26.5 ต้องการให้ปรับเป็นเงิน ร้อยละ 22.4 จำคุกไม่เกิน 1 ปี และร้อยละ 18.3 จำคุก 2-10 ปี

ทัศนคติของผู้ตอบส่วนใหญ่ใน 6 จาก 11 เรื่องดังกล่าวข้างต้นที่ต้องการให้ลงโทษหนักสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า "อำนาจนิยม" ในสังคมไทย คนไทยชอบ "อัศวินม้าขาว" มาแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ทันด่วน เด็ดขาด ไม่อ่อนแอ ค่านิยมนี้สะท้อนให้เห็นในการยอมรับ หรืออย่างน้อยก็ไม่ปฏิเสธการใช้วิสามัญฆาตกรรม ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลไทยใน 3-4 ปีที่ผ่านมา

ดร.พวงทอง และ ดร.สุรัตน์ ระบุว่า "ความเป็นพวกเรา" (we/us) และการเป็น "คนอื่น" (others) เป็นส่วนสำคัญในทัศนคติของคนไทยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม

คนไทยมีขันติกับผู้เสพยาเสพติดซึ่งถือเป็น "พวกเรา" (ญาติ ลูกหลาน) แต่ "ผู้ค้ายาเสพติด" เป็นคนอื่น ดังนั้น จึงต้องลงโทษให้หนักเช่นเดียวกับ "คนอื่น" เช่น พวกข่มขืน แรงงานต่างด้าว ผู้ก่อความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ และข้าราชการการเมืองที่คอร์รัปชั่น

"พวกเรา" อื่นๆ ได้แก่ พวกสามีทำร้ายภรรยา นักเรียนอาชีวะ แม่ทิ้งลูก ม็อบก่อจลาจล ซึ่งมีโอกาสเป็นญาติพี่น้องของเรา ดังนั้น คนไทยจึงไม่ต้องการลงโทษหนัก ซึ่งต่างจาก "พวกคนอื่น" (โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานต่างด้าว ซึ่งทั้งเป็นภาระ และหากฆ่านายจ้างตายก็เป็น "คนเลวมาก") ที่สมควรลงโทษหนัก โดยเฉพาะข้าราชการ และนักการเมืองคอร์รัปชั่น ที่น่าเบื่อหน่าย

คำตอบในส่วนที่สามเรื่องอภัยโทษให้คนผิด ผู้ตอบถึงร้อยละ 62.4 มีความเห็นว่าไม่ควรลดหย่อนโทษหรือให้อภัยผู้ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต

นอกจากความเป็น "อำนาจนิยม" และเห็นว่าคนเหล่านี้เป็น "คนอื่น" แล้ว คนไทยมองว่าการถูกลงโทษตามกฎหมาย คือการแก้แค้นของสังคม มิใช่การปรับแก้ไขอุปนิสัย และพฤติกรรมของผู้กระทำผิดซึ่งเป็นแนวคิดสมัยใหม่ (rehabilitation)

ถึงแม้ว่าผู้ตอบบางส่วนอาจตอบคำถามทันทีโดยไม่ไตร่ตรองก่อนจนทำให้ผลออกมาดูรุนแรงเกินความจริง แต่ก็พอสรุปได้ว่าทัศนคติของคนไทยที่สะท้อนออกมาจากโพลธุรกิจบัณฑิตย์นี้เป็นเรื่องน่าห่วง และไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสังคมสมานฉันท์ (ดร.มารค ตามไท นักวิชาการด้านสันติธรรมมีชื่อ ระบุในงานสัมมนานี้ว่า สังคมสมานฉันท์ คือสังคมที่คนไม่เกลียดชังกันโดยไม่ต้องถึงกับรักและห่วงใยกัน) จนสมควรได้รับการพิจารณาแก้ไขโดยไม่ปล่อยทิ้งไว้ให้ลื่นไหลไปตามธรรมชาติ

ถึงแม้พฤติกรรมของมนุษย์จะไม่เป็นไปตามความคิดเห็นที่แสดงออกต่อแบบสอบถามเสมอไป และพฤติกรรมของแต่ละคน อาจแปรเปลี่ยนไปภายใต้เงื่อนไขที่ผันแปรได้ แต่ผลจากการสำรวจทัศนคติครั้งนี้ทิ้งคำถามไว้มากกว่าให้คำตอบ

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดทัศนคติ "พวกเรา" และ "คนอื่น" ในสังคมไทย?

ทัศนคตินี้รุนแรงขึ้นกว่าในอดีต?

และมีอะไรเป็นตัวเร่ง?

ทัศนคติเช่นนี้ไม่ช่วยให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคมจริงหรือไม่?

"อำนาจนิยม" มีส่วนร่วมอย่างไร และมากน้อยเพียงใดในการบั่นทอนความเป็นสังคมสมานฉันท์ของสังคมไทย?

หน้า 6