|
||||||||||||||
|
ญี่ปุ่นกับมหาเอเชียบูรพา
หน้าต่างความคิด : ฉัตรทิพย์ นาถสุภา นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 2 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 60 ปีแห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฝ่ายญี่ปุ่นลงนามยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข บนเรือประจัญบานมิตซูรี ที่จอดอยู่ในอ่าวโตเกียว ญี่ปุ่นยอมอยู่ใต้การยึดครองของสหรัฐ สหรัฐไม่ได้บังคับให้พระจักรพรรดิ หรือผู้แทนพระจักรพรรดิลงนามในพิธีวันที่ 2 นี้ เป็นสัญญาณว่า สหรัฐอาจยอมให้พระจักรพรรดิ รอดจากความรับผิดชอบ ในการทำสงคราม เป็นการยอมให้ที่ชาวญี่ปุ่นประทับใจมาก เพราะเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายญี่ปุ่นรีๆ รอๆ ที่จะทำสัญญาสงบศึกตามข้อเรียกร้องของประกาศ Postsdam เมื่อ 26 ก.ค.1945 ก็คือความไม่ชัดเจนว่า สหรัฐและอังกฤษจะยินยอมให้ญี่ปุ่นมีระบบจักรพรรดิต่อไปหรือไม่ ความล่าช้านี้ทำให้สหรัฐตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูก ที่เมืองฮิโรชิมา 6 ส.ค.1945 และนางาซากิในอีก 3 วันต่อมา 60 ปีของสงครามโลกครั้งที่ 2 ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ในอดีต แต่ความจริงเหตุการณ์นี้ยังเป็นเรื่องของคนร่วมสมัย พระจักรพรรดิฮิโรฮิโตเพิ่งเสด็จสวรรคตไปเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง เช่นเดียวกับท่านปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษยังเป็นบุคคลที่แจ่มชัดในความทรงจำของชาวไทย เมื่อต้นปี 2547 ผมไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเป็นเวลา 6 เดือน และสนใจศึกษาว่า ญี่ปุ่นคิดอย่างไรกับเอเชีย โดยเลือกที่จะเรียนรู้ผ่านทางการอ่านเรื่องราวของญี่ปุ่นในช่วงเวลาพิเศษ ที่ญี่ปุ่นขึ้นสู่อำนาจสูงสุด และเป็นช่วงที่วิกฤติที่สุดของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นชาติเอเชียที่มีบทบาทอย่างสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิร์ลของสหรัฐ สู้กับอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ และจีน ยึดแมนจูเรีย ยึดอินโดจีน พม่าและไทยได้ แม้ในที่สุดญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้ แต่อะไรเป็นมูลเหตุให้ชาติเล็กๆ ในเอเชียกล้าหาญที่จะทำสงครามระดับโลกกับชาติมหาอำนาจในยุโรปและอเมริกา เมื่อเราคิดถึงญี่ปุ่นเมื่อปี 1941 เราต้องเข้าใจว่า นั่นไม่ใช่ญี่ปุ่นที่มีอาณาเขตเพียงเกาะ 4 เกาะในปัจจุบัน ญี่ปุ่นในเวลานั้นมีอาณาเขตกว้างใหญ่และมีประชากรมากกว่า 4 เกาะหลักมาก เป็นจักรวรรดิญี่ปุ่น ญี่ปุ่นที่คิดสู้กับอเมริกาคือ จักรวรรดิญี่ปุ่นที่เป็นมหาอำนาจอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกที่ตีคู่อยู่กับอเมริกาที่อยู่อีกฟากหนึ่ง ญี่ปุ่นเรียกสงครามที่ทำกับจีนและสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า สงครามมหาเอเชียบูรพา ในขณะที่อเมริกาเรียกว่า สงครามแปซิฟิก ชื่อที่เรียกต่างกันนี้มีความหมายและนัยต่างกันด้วย ญี่ปุ่นถือว่าเข้าทำสงครามเพื่อปลดปล่อยเอเชียจากตะวันตก ญี่ปุ่นไม่ได้ต้องการทำสงครามกับสหรัฐเป็นจุดหมายแรก และเวทีของสงครามก็ครอบคลุมทั้งจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะแปซิฟิก แต่สหรัฐต้องการเน้นช่วงสงครามที่ญี่ปุ่น โจมตีอ่าวเพิร์ล มีนัยว่าเป็นสงครามที่ญี่ปุ่นเป็นผู้รุกราน และสหรัฐเป็นผู้มาปราบญี่ปุ่น อะไรคือแนวคิดเบื้องหลังของการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยเอเชียจากตะวันตก ผมคิดว่า คือเรื่องฐานะและบทบาทของญี่ปุ่นต่อเอเชีย เมื่อเริ่มการปฏิรูปเมจิใหม่ๆ นั้น ผู้นำญี่ปุ่นพูดถึงการ "ออกจากเอเชีย" หมายถึงญี่ปุ่นควรออกจากโดยเฉพาะเขตอารยธรรมจีนและ "เข้าสู่ยุโรป" แต่ในศตวรรษที่ 20 แนวทางนี้พลิกกลับ ผู้นำชักจูงให้ "กลับเข้าสู่เอเชีย" และ "ละทิ้งยุโรป" การพลิกกลับนี้มีความสำคัญทั้งทางการเมือง และวัฒนธรรม ทางการเมือง หมายถึงการคาดหวังว่า ญี่ปุ่นในฐานะประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชีย จะรับผิดชอบพัฒนาทวีปเอเชีย แต่ก็หมายความลึกๆ ด้วยว่าญี่ปุ่นจะเข้าครองความเป็นเจ้าในเอเชีย และขจัดการแทรกแซงของมหาอำนาจตะวันตกให้หมดไป ใน ทางวัฒนธรรม หมายถึงการเรียกร้องให้ญี่ปุ่นกลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับรากของญี่ปุ่นบนพื้นทวีปเอเชีย กลับคืนสู่เขตอารยธรรมต้นกำเนิด แนวคิดพลิกกลับนี้มีส่วนมากในการส่งเสริมลัทธิชาตินิยมในญี่ปุ่น การใช้ประโยชน์แนวคิดนี้แบบสุดโต่งโดยฝ่ายทหารได้นำญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชีย ในช่วงทศวรรษ 1930 ปัญญาชนญี่ปุ่นที่ไปศึกษาตะวันตกหันกลับมาให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมพื้นเมือง สนใจค้นหารูปแบบความเป็นสมัยใหม่แบบญี่ปุ่น ที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องของรูปแบบยุโรป-อเมริกาที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเหตุผล วัตถุนิยม เทคโนโลยีนิยม และความปรารถนาที่จะเข้าครอบงำ ปัญญาชนญี่ปุ่นเชื่อว่า ญี่ปุ่นอยู่ในฐานะพิเศษ เป็นชาติเดียวที่จะนำชาติเอเชียอื่นๆ ไปสู่รูปแบบความสมัยใหม่ ที่แตกต่างจากยุโรป-อเมริกาได้ เพราะญี่ปุ่นเป็นชาติในเอเชียชาติเดียว ที่เข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ได้สำเร็จ ขณะที่ยังรักษาจิตวิญญาณตะวันออก นักคิดคนสำคัญที่ตั้งคำถามกับความทันสมัยแบบตะวันตกคือ Nishida Kitaro (1870-1945) ศาสตราจารย์แห่งสำนักปรัชญาเกียวโต โดยคิดว่า ตะวันออกมีความแตกต่างโดยพื้นฐานจากตะวันตก ความทันสมัยมีได้หลายเส้นทาง ไม่จำเป็นต้องมีเส้นทางแบบตะวันตกเส้นทางเดียว การทันสมัยแบบเอเชีย แบบตะวันออก ก็มีได้ มีพื้นฐานเป็นจิตวิญญาณพื้นเมืองและเลือกรับเทคโนโลยีภายนอก ผมคิดว่า การกลับมาหาแนวทางการพัฒนาสังคม และวัฒนธรรมจากรากฐานวัฒนธรรมพื้นเมือง และโดยวิธีรวมพลังประชาชนคนธรรมดาพื้นเมืองนั้นน่าชื่นชม ผมเองคิดว่าเป็นเรื่องโศกนาฏกรรมที่แนวคิดดีๆ นี้ได้ถูกสถานการณ์พัดพาและถูกฝ่ายทหารในญี่ปุ่นใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงคราม ผมขอเสนอให้เราชาวไทยซึ่งเป็นชาติตะวันออกที่มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมสายที่เป็นของเราเองมายาวนาน ศึกษา ทำความเข้าใจแนวคิดสำนักปรัชญาเกียวโตอย่างลึกซึ้งต่อไป ประเด็นที่ว่า เราควรก้าวข้ามการทันสมัยแบบตะวันตก เป็นประเด็นของชาติเอเชียและชาติที่ไม่ใช่ตะวันตก ไม่ใช่เป็นประเด็นหรือเป็นปัญหาเฉพาะของญี่ปุ่นเท่านั้น คานธี (1869-1948) ระพินทร์นาถ ฐากูร (1861-1941) ของอินเดีย และ หลู่ซิ่น (1881-1936) ของจีน ต่างก็เสนอให้ก้าวข้ามการทันสมัยแบบตะวันตก แต่ทว่าการกลับมาเป็นแบบเอเชีย หรือแบบอื่นใดอาจมีหลายลักษณะก็ได้ ต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิตของแต่ละชาติ ในปีที่ 60 ของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมคิดว่าญี่ปุ่นยังคงต้องตอบคำถามว่า ฐานะและบทบาทของญี่ปุ่น ที่มีต่อเอเชีย จะเป็นไปในทิศทางใด ญี่ปุ่นควรจะ "ออกจาก" เอเชีย หรือ "กลับเข้าสู่" เอเชีย เช่นเดียวกับคำถามเรื่องการก้าวข้าม การทันสมัยแบบตะวันตก ที่หลายๆ ชาติในเอเชีย กำลังพยายามจะแสวงหาแนวทางการพัฒนาแบบอื่นที่ไม่ใช่แบบตะวันตก รายละเอียดของเหตุการณ์และแนวคิดของญี่ปุ่นดังกล่าว หาอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ "ญี่ปุ่นกับมหาเอเชียบูรพา" ซึ่งผมได้เขียนเป็นเล่มเมื่อเร็วๆ นี้
|