|
||||||||||||||
|
เศรษฐกิจโลกท่ามกลาง
"สัญญา"กับ"ความเสี่ยง"
มุมมองเศรษฐกิจโลกของ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ แปลและเรียบเรียงโดย อุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ในฐานะเลขาธิการอังค์ถัด ซึ่งกล่าวต่อที่ประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ "เศรษฐกิจโลกท่ามกลางสัญญากับความเสี่ยง" ว่า ทั้งๆ ที่เกิดความรุนแรงในระดับพอประมาณเกิดขึ้นตลอดครึ่งแรกของปี 2548 การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งปี หลังจากโลกขยายตัวในอัตราใกล้เคียง 4% ในปีที่แล้ว ขณะนี้มีแนวโน้มเป็นจริงว่าอัตราเติบโตของเศรษฐกิจโลก ที่เป็นไปตามตัวเลขมองกันไว้ คือ 3% ในปีนี้และปีหน้า ในปี 2548 กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการเติบโตอยู่ระหว่าง 5-5.5% ลดลงจาก 6.5% ในปีที่ผ่านมา ส่วนประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน จะเป็นตัวนำอีกครั้งสำหรับการเติบโตของภูมิภาค ดร.ศุภชัยยังคาดการณ์การเติบโตของผลผลิตส่วนใหญ่ทั่วโลกในปี 2548 ลดลง ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตภายในกลุ่มประเทศพัฒนาชะลอตัวลง และนับตั้งแต่ต้นทศวรรษหลังปี 2533 เศรษฐกิจสหรัฐได้ทำหน้าที่เป็นกลไกการเติบโตหลัก แต่มีความเสี่ยงมากขึ้นซึ่งอาจหมดแรงขับเคลื่อน ก่อนที่ประเทศอื่นๆ และภูมิภาคอื่นๆ จะเข้ามารับหน้าที่เป็นกลไกหลักแทน ทั้งกลุ่มประเทศยุโรปและญี่ปุ่นยังคงขาดพลวัตที่จำเป็น เพื่อลดความไม่สมดุลในประเทศ และนำไปสู่การจัดระเบียบ ความไม่สมดุลการค้าโลก ซ้ำร้ายกว่านั้นนับจากช่วงครึ่งหลังของปี 2547 การเติบโตของผลผลิตทั่วโลกในกลุ่มประเทศยุโรป ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้การคาดการณ์การเติบโตในปี 2548 ก่อนหน้านี้ ต้องมีการทบทวนปรับลดลง ขณะที่ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจากความเฟื่องฟูของเอเชียตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งยุโรปและญี่ปุ่นไม่สามารถบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูความต้องสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานในประเทศ แม้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ มีสัญญาณเป็นบวกให้เห็นก็ตาม ความไม่สมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัดทั่วโลก นำไปสู่แรงกดดันทางการเมืองที่มีต่อกลุ่มประเทศมีดุลบัญชีเกินดุล โดยเฉพาะจีนนั้นมีมากขึ้น ด้วยการกระตุ้นให้ปรับมูลค่าเงินหยวนใหม่ และแรงกดดันยังคงอยู่ทั้งๆ ที่จีนตัดสินใจในเดือน ก.ค.ที่จะทบทวนอัตราแลกเปลี่ยน ความพยายามของธนาคารกลางหลายประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในเอเชีย เพื่อคงอัตราแลกเปลี่ยนผ่านการแทรกแซงตลาดเงิน ได้รับการพิจารณาแล้วว่า เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญ ของการเกิดความไม่สมดุลที่แฝงเร้นอยู่ แต่ประเทศส่วนใหญ่ซึ่งใช้แนวทางการแทรกแซง ซึ่งเป็นเพียงความพยายามเพื่อปกป้องความสามารถแข่งขันในการเป็นผู้ผลิตบนเวทีโลก ต่อต้านผลกระทบที่เกิดจากการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน และการเก็งกำไรของเงินทุนไหลเข้าประเทศ สถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องใช้ความพยายามครั้งใหม่ ในการก่อตั้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เพื่อผ่อนคลายความกังวลของกลุ่มเศรษฐกิจที่มีขนาดเล็กได้รับการพัฒนาน้อยกว่า ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อบวกเงินฝืด เกิดจากความไม่สมดุลของโลก สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากความต้องการในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กฟื้นตัว ขณะที่การขาดดุลในต่างประเทศของสหรัฐยังมีอยู่มาก การเกินดุลของเยอรมนีและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งที่การนำเข้าน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ในปี 2547 ทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนีเมื่อนำดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมารวมกันมีมูลค่า 2.68 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 30% ของดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลทั่วโลกรวมกัน เปรียบเทียบได้กับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก ที่มีมูลค่า 1.93 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนจีนเป็นประเทศตกอยู่ใต้แรงกดดันตึงเครียดมากที่สุดให้ปรับค่าเงินหยวนใหม่ โดยดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลของจีน คิดเป็น 8% ของดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลทั่วโลก ปัญหาใหญ่อื่นๆ ที่ตามมากับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก คือ ราคาน้ำมันในอนาคต เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่านับจากกลางปี 2545 ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วไม่เห็นผลกระทบมากมายเกิดจากราคาน้ำมันอย่างที่เคยเกิดในช่วงทศวรรษหลังปี 2513 ซึ่งเป็นผลดีจากการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และโครงสร้างส่วนแบ่งอุตสาหกรรมคิดจากจีดีพีนั้นลดลง และประเทศพัฒนาแล้วพึ่งพาน้ำมันน้อยลงกว่าในอดีต แต่ ดร.ศุภชัยมองไม่เห็นว่าจะมีผลกระทบรอบสอง (second-round effects) สำคัญใดๆ เกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นผลมาจากการปรับอัตราค่าจ้างที่แท้จริงและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ด้านดุลการชำระเงินและผลกระทบที่เกิดกับการค้า เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นในหลายประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งนำเข้าน้ำมัน และมีการชดเชยหรือทดแทนบางส่วน ด้วยรายได้มากขึ้นจากการส่งออกของประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นในระยะสั้นของประเด็นนโยบายรัฐบาลทั่วโลก ยังคงเป็นการแก้ไขความไม่สมดุลของการค้าโลก ความพยายามจะทำให้เป้าหมายการพัฒนาในระยะกลางถึงยาวให้เป็นผลสำเร็จ และจะต้องไม่เกิดขึ้นเฉพาะจากการพัฒนาระยะสั้นและวงจรผลประกอบการเศรษฐกิจโลกเท่านั้น ดร.ศุภชัยนำเสนอว่า หากพิจารณาการป้องกันและหนทางแก้ปัญหาภาระหนี้ประเทศ การรวบรวมปฏิบัติการในการเพิ่มจำนวนตราสารหนี้ออกโดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และความพยายามของภาคเอกชนที่จะพัฒนาหลักการปฏิบัติ ถือเป็นย่างก้าวต่อไปข้างหน้าที่สำคัญ ทั้งผู้ปล่อยกู้ ผู้กู้ และสถาบันการเงินข้ามชาติ จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อจัดตั้งกลไกที่มีประสิทธิภาพแก้ปัญหาหนี้ ของกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง รวมถึงกลไกประนีประนอมบนเป้าหมายแก้ปัญหาหนี้อยู่ในช่วงเวลาเหมาะสมและรวดเร็ว
|