หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
'วีรพงษ์' หนุนรัฐทุ่มเมกะโปรเจ็ก มั่นใจเสถียรภาพเศรษฐกิจแกร่ง

กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548

"วีรพงษ์" ไม่ห่วงเสถียรภาพเศรษฐกิจ แนะรัฐบาลเพิ่มงบลงทุน เพื่อเดินหน้าใช้นโยบายกระตุ้นได้เต็มที่ ระบุจีดีพีโต 4.5% น่าพอใจจี้แบงก์ชาติปรับดอกเบี้ยนโยบายให้เร็วขึ้น เผยนักลงทุนต่างชาติเทขายเงินบาทในตลาดต่างประเทศอย่างหนัก ส่งผลให้ผลตอบแทนในตลาดเงินต่างประเทศสูงกว่าในประเทศด้าน "สศช." ห่วงครึ่งหลังภาคการผลิตชะลอตัว

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุ รัฐบาลควรมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป โดยไม่ต้องเสียสละการรักษาเสถียรภาพ เพราะปัจจุบันยอดหนี้ต่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ และตัวเลขเศรษฐกิจหลายด้านก็ปรับตัวดีขึ้น โดยการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ก็เป็นช่องทางหนึ่ง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเห็นว่า ควรเพิ่มจำนวนโครงการลงทุนให้มากขึ้น เพราะมูลค่าการลงทุน 1.7 ล้านล้านบาท จะมีการลงทุนที่เป็นโครงการขนาดใหญ่เพียง 6 แสนล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนทางด้านสังคมที่มีมูลค่าแต่ละโครงการไม่มากนัก

"พอไปดูตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ความคิดก็เปลี่ยนและเห็นว่า รัฐบาลยังน่ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป โดยไม่ต้องเสียสละในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยมูลค่าการลงทุน 6 แสนล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า มีสัดส่วนการนำเข้าสินค้าประมาณ 70% คิดเป็นเงินประมาณ 4 แสนล้านบาท หรือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าเป็นภาระต่อเสถียรภาพ และเห็นว่าควรมีโครงการมากกว่านี้"

ดร.วีรพงษ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างปาฐกถาพิเศษ "แบบจำลองเศรษฐกิจและการคาดการณ์:อดีตสู่อนาคต" ในการประชุมวิชาการสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2548 ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อวานนี้ (29 ก.ย.)

เขาประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ประมาณ 4.5% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่น่าพอใจ หลังจากเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบหลายด้าน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวได้น่าพอใจ แต่หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าค้าขายไม่ดี ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงเพราะถ้าเศรษฐกิจไทย ขยายตัวได้ต่ำกว่าระดับ 5% ถือว่าจะทำธุรกิจได้ยาก โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีรายย่อย และกลุ่มค้าปลีก แต่ภาคเกษตรยังอยู่ในเกณฑ์ดีตามราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นในตลาดโลก

"เศรษฐกิจของเราได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบมากแต่หลายอย่างก็คลี่คลาย ทั้งไข้หวัดนก ขณะนี้ เราก็ส่งออกไก่สุกได้มากขึ้น โดยมีสัดส่วนการลงทุนถึง 70% ทำให้ราคาไก่ในประเทศเริ่มขยับขึ้นส่วนราคาสินค้าเกษตรก็เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ภาคเกษตรเพิ่มตามไปด้วย ส่วนการลงทุนก็สูงใกล้เคียงกับระดับการออมที่ 32% ของจีดีพีจึงเป็นเหตุให้ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับเท่าดุล และถ้าน้ำมันไม่สูงจนถึงปลายปีเราจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่มาก และอยู่ในวิสัยที่จะชดเชยได้เพราะยอดหนี้ของเรายังต่ำกว่าทุนสำรอง"

สำหรับอัตราเงินเฟ้อเขากล่าวว่า มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างชัดเจนจากราคาน้ำมัน โดยคาดว่าในปีนี้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในระดับ 4.5% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ในระดับ 2.5% อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุน ไม่ใช่เกิดจากความต้องการ ดังนั้น จึงไม่น่าเป็นห่วงแต่ทั้งนี้เพื่อสกัดอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ควรปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อและเห็นว่า

ธนาคารแห่งประเทศไทยควรปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เร็วกว่านี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

เขายังกล่าวแสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนี้ โดยกล่าวว่าในตลาดต่างประเทศ มีการขายเงินบาทแบบชอร์ตเซลมาก ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินบาทในต่างประเทศสูงกว่าดอกเบี้ยในไทยซึ่งเป็นจุดที่มีความกังวล นอกจากนี้ ในตลาดยังมีการคาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลง ขณะที่ราคาน้ำมันแพงจะฉุดราคาสินค้าให้สูงขึ้น จึงมีการกักตุนสินค้ากันมากโดยไตรมาสสองที่ผ่านมามีการนำเข้าเพื่อกักตุนวัตถุดิบขนาดใหญ่ตั้งแต่น้ำมัน เหล็ก ทองคำ และสารเคมี ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกก็ดึงสินค้าไว้ เพราะคาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปมากกว่านี้

แนะรัฐอย่าให้ขาดดุลงบประมาณ

นอกจากนี้ เขายังเตือนรัฐบาลว่า อย่าให้เกิดภาวะ "ขาดดุลแฝด" คือขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลงบประมาณพร้อมกัน เพราะจะเกิดปัญหาตามมาได้ โดยหากว่ารัฐบาลขาดดุลเพียงตัวใดตัวหนึ่งเศรษฐกิจก็จะสามารถรองรับได้ แต่หากว่าเกิดการขาดดุลทั้งสองอย่างพร้อมกันจะเกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลสามารถรักษาระดับของดุลงบประมาณได้โดยงบประมาณยังเกินดุลได้นิดหน่อย ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้ก็คงจะขาดดุล แต่ไม่มากนัก

สศช.ห่วงครึ่งหลังการผลิตชะลอ

ขณะเดียวกัน ในช่วงบ่ายวานนี้มีการเสวนาในหัวข้อ "การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจ" ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล ผู้อำนวยการส่วนแบบจำลองและประมาณการเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึง ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไป ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของสินค้าคงคลัง ที่มีระดับสูงในไตรมาสที่ 2 โดยจะส่งผลให้การผลิตในครึ่งหลังชะลอตัวลง เพราะอาจจะมีการนำสินค้าคงคลังมาบริโภคแทน ประกอบกับราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงในเศรษฐกิจระยะต่อไป ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถฟื้นตัวได้จริงหรือไม่

ดร.ปัทมายังกล่าวถึงความเสี่ยงเรื่องความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก จากการที่สหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น จีนและญี่ปุ่น เกินดุลและภาคอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐและจีน ที่อาจเกิดฟองสบู่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ก็ยังคงมีปัจจัยในเรื่องของการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับการสะสมสินค้าในไตรมาส 2 ก็อาจจะช่วยให้การนำเข้าในระยะต่อไปของไทย ชะลอตัวลงได้

ด้านนายพงศ์นคร โภชากรณ์ เศรษฐกรสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มองว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลัง ปัจจัยลบต่างๆ ที่มีจะเริ่มคลี่คลายลง โดยการผลิตและการส่งออก สินค้าประเภทฮาร์ดดิสก์ และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ จะมีการขยายตัวสูงขึ้นได้ถึง 30-40% ขณะที่ฐานะการค้าระหว่างประเทศของไทย ก็จะปรับตัวดีขึ้น โดยดุลการค้าขาดดุลน้อยลงและดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวก

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงมีจุดอ่อนในเรื่องของความไม่สงบในจังหวัดภาคใต้ ที่ยังไม่มีความชัดเจน ว่าจะยืดเยื้อต่อไปหรือไม่ รวมถึงปัจจัยด้านคุณภาพสินค้าของไทย ที่ผลิตได้มีคุณภาพต่ำ ก็เป็นอีกจุดอ่อนหนึ่งที่ไทย จะต้องเร่งเพิ่มคุณภาพของสินค้าให้ได้ดีที่สุด

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยลบภายนอก จากปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้ อัตราดอกเบี้ยที่มีทิศทางขาขึ้น สินค้าของจีนที่มีราคาต่ำ มีการเข้ามาตีตลาดในไทย รวมถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่รัฐบาลต้องเร่งใช้มาตรการแก้ไขให้เร็วที่สุด

ห่วงสหรัฐฟองสบู่แตก

ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังสี รองผู้จัดการฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจครึ่งหลังจะดีขึ้นจากการส่งออก และวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่เริ่มฟื้นตัว ทำให้ไทยส่งออกได้ดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญ คือปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ที่อาจเกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ได้

ทางด้าน ดร.สมชัย จิตสุชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึง การลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็ก ว่ามีผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไม่มากนัก แต่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด โดยหากมีการลดการลงทุนลงครึ่งหนึ่ง จะมีผลต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 6.9% ของจีดีพี