หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
อังค์ถัดชี้เงินลงทุนไหลเข้า ชาติกำลังพัฒนาต่อถึงปีหน้า

กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548

อังค์ถัด ระบุ บรรดาบริษัทข้ามชาติทุ่มเงินลงทุนในชาติกำลังพัฒนาต่อถึงปีหน้า พร้อมโยกฐานวิจัย-พัฒนา สู่ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น หากเศรษฐกิจโลกเติบโตต่อเนื่อง

นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) กล่าวเปิดตัวรายงานการลงทุนของโลกประจำปี พ.ศ.2548 : บรรษัทข้ามชาติกับการวิจัยและพัฒนาในต่างประเทศว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของโลกฟื้นตัวขึ้น โดยมีมูลค่า 648,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2547 หรือเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปี 2546

โดยเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นถึง 40% เป็น 233,000 ดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับ 2 จากที่เคยมีมาในขณะที่การลงทุนในประเทศพัฒนาแล้ว ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 380,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ประเทศพัฒนาแล้ว ยังคงมีส่วนสำคัญในฐานะแหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนโดยตรง ในต่างประเทศมาจาก 3 ประเทศ คือ สหรัฐ อังกฤษ และลักเซมเบิร์ก ขณะที่ฮ่องกง และจีนรวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลงทุนระหว่างกันในภูมิภาค และยังลงทุนในภูมิภาคละตินอเมริกา และการลงทุนของอินเดียในภูมิภาคแอฟริกา และประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการทรัพยากรธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของการลงทุนสูงที่สุดอยู่ในภูมิภาคเอเชีย และโอเชียเนีย โดยมีมูลค่าสูงสุดถึง 148,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 50% จากปี 2546 โดยประเทศจีนยังคงเป็นประเทศผู้รับการลงทุนมากที่สุดในปี 2547 มีเงินทุนไหลเข้า 61,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นรองเพียงสหรัฐที่มียอดเงินทุนไหลเข้า 96,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอังกฤษเท่านั้น ซึ่งมียอดเงินทุนไหลเข้า 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศในละตินอเมริกา และแคริบเบียนเงินลงทุนไหลเข้าเพิ่มขึ้นเช่นกันหลังจากที่เงินทุนไหลเข้าลดลงในช่วง 4 ปีก่อน

รายงานการลงทุนของโลกประจำปี พ.ศ.2548 ระบุด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่ระดับการลงทุนโดยตรงในประเทศกำลังพัฒนา ที่สูงจะยังคงอยู่ต่อไปในปี 2548 และปี 2549 หากการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บรรษัทข้ามชาติเคลื่อนย้ายฐานการวิจัยและพัฒนาสู่ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น และมากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทที่เป็นผู้ใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาในอันดับต้นๆ ของโลก มีการดำเนินกิจกรรมการวิจัยและพัฒนาอยู่แล้วในประเทศจีน อินเดีย และสิงคโปร์ ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2533

นอกจากนั้น ด้านเภสัชภัณฑ์ระดับโลกส่วนใหญ่ก็ดำเนินกิจกรรมการวิจัยทางการแพทย์ที่อินเดีย การออกแบบเซมิคอนดัคเตอร์ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกมีสัดส่วน 30% ของทั้งโลกในปี 2545 และเมื่อโตโยต้าต้องการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาในต่างประเทศเป็นแห่งที่ 4 ก็ได้เลือกสร้างในประเทศไทย

กลุ่มนักวิจัยจะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ตัวอย่างเช่น เกือบ 1 ใน 3 ของนักศึกษาทางด้านเทคโนโลยีในโลก เป็นนักศึกษาจากประเทศจีน อินเดีย และรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนามีความปรารถนาที่จะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในการวิจัยและพัฒนา การขยายตัวของการวิจัยและพัฒนาไปยังต่างประเทศของบรรษัทข้ามชาติ อาจจะสร้างความหนักใจ ให้กับประเทศผู้ลงทุนบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านการสูญเสียงาน ดังนั้น ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้กระบวนการกระจายฐานการวิจัยและพัฒนาไปยังประเทศต่างๆ สามารถก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศผู้ลงทุนและผู้รับการลงทุน