|
||||||||||||||
|
มาลังเซี่ยมในแผ่นดินสยาม
โดย ประยูร อัครบวร มติชนรายวัน วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10065 ท่ามกลางความรุนแรงซึ่งนับวันหนักขึ้นทุกๆ ที ในฐานะคนไทยและคนปักษ์ใต้ อดรู้สึกที่จะห่วงใยต่อสถานการณ์ที่คนบางส่วน ไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง และไม่พัฒนา มีมุมมองอย่างฉาบฉวย ไม่เข้าใจถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นใต้ ซึ่งไม่จำเป็น และต้องจำกัดโดยชาติพันธุ์ หรือศาสนา แต่บ่งบอกถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตเฉพาะตัวเท่านั้น รวมถึงความต่างที่ไม่เหมือนกันในวัฒนธรรมปักษ์ใต้ ปักษ์ใต้เป็นดินแดนที่มีหลากวัฒนธรรมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 มีพัฒนาความเชื่อระบบผีสาง ฮินดู ฮินดูผสมพุทธ พุทธ และอิสลาม ส่วนในระบบการปกครองนั้น ประวัติศาสตร์อาณาจักรอยุธยา ได้บ่งบอกให้รู้ว่า วัฒนธรรมต่างชาติ ได้เคลื่อนตัวมาสู่ภาคใต้อย่างออกญาเสนาภิมุข(ซามูไรญี่ปุ่น) เคยถูกส่งให้ปกครองนครศรีธรรมราช หรือฝรั่งเศสได้รับพระราชอำนาจให้ไปปกครองสงขลา ซึ่งถ้าไปเจอะเจอคนปักษ์ใต้ตาสีฟ้า เท่า หรือน้ำตาล รูปร่างและผิวพรรณกระเดียดไปทางลูกผสม หรืออาจจะเป็นมุสลิมขาวแบบอิหร่าน หรือตาชั้นเดียวแบบจีน ผิวขาวแบบจีน ลองไปตรวจดีเอ็นเอเถอะ มีมาไม่น้อยกว่าสองร้อยปี ประวัติศาสตร์รัฐชาติไทยเกิดขึ้นมาในรัชกาลที่ 5 นี่เอง ซึ่งการเกิดนี้ คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย ต่างรู้ว่าไทยเสียดินแดนให้อังกฤษและฝรั่งเศสในรัชกาลที่ก 4 และรัชกาลที่ 5 มากกว่าแผ่นดินไทยที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการสูญเสียดินแดนนี้บางคนรู้สึกเจ็บปวด บางคนอาจจะเข้าใจหลักของอำนาจ และการสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดา แล้วแต่มุมมองของปัจเจกชน การพูดถึงประวัติศาสตร์สองสามร้อยปีปัตตานีก็เช่นกัน ถ้าพูดกันอย่างยุติธรรมการสงครามในอดีตนั้น ตั้งแต่การใช้ม้า ช้าง วัว ควาย เป็นพาหนะในยุคนั้น ถามว่ายุติธรรมทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ไม่ใช่รัฐสยามมีเครื่องบินเอฟ 16 รัฐปัตตานีมีปืนแก๊ป หรือมีแค่ธนูหอกหลาว แต่จากหลักฐานปืนนางพญาตานี ซึ่งเป็นปืนใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแสดงให้เห็นว่ารัฐปัตตานี มีเทคโนโลยีสูงมาก มีศักยภาพการรบสูงเช่นกัน แต่สงครามไม่ใช่อาวุธดีกว่าหรือเหนือกว่า จะเป็นฝ่ายชนะเสมอ ซึ่งดูได้จากสงครามเวียดนามที่อเมริกาพ่ายแพ้อย่างสิ้นท่า ถ้าวันนี้คนไทยยังเจ็บแค้นพม่าตั้งแต่เราเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2112 โดยไม่ดูสาเหตุว่าลักษณะสงครามและสังคมในอดีต ตลอดถึงความผิดพลาดของผู้นำ ฯลฯอยากถามว่าโลกของเราจะหาความสงบได้อย่างไร ถ้ามีฝ่ายถูกฝ่ายเดียว ดีฝ่ายเดียว ฝ่ายผิดฝ่ายเดียว เลวฝ่ายเดียว สังคมแห่งการประนีประนอมจะเกิดขึ้นในโลกได้อย่างไร ประวัติศาสตร์จึงควรเป็นประวัติศาสตร์สำนึก ที่รู้และเข้าใจลักษณะสังคม จุดอ่อนจุดแข็งของสังคม ตลอดภาวะของผู้นำหรือกษัตริย์ในยุคนั้นๆ เมื่ออ่อนแอก็เสียเมืองตกเป็นเชลย หรือไม่ก็เลือกอยู่อย่างพันธมิตร อย่างพ่อขุนรามคำแหง พระยาเม็งรายมหาราช และพระยาฮำเมือง หรือเป็นพันธมิตรกับชาติใหญ่อย่างอาณาจักรจีน การสูญเสียรัฐปัตตานีในยามที่มีศักยภาพสูงสุดมีอายุดีที่สุด ถือว่าแพ้อย่างยุติธรรม ชาวปัตตานีที่ถูกต้อนมาอยู่หนองจอก มีนบุรี กว่าร้อยปีมาแล้วก็ไม่เห็นเป็นข่าวก่อกบฏ หรือรวมตัวทำรัฐประหารรัฐไทย ผู้เขียน สมัยเป็นนักเรียนโรงเรียนมหาวชิราวุธ ได้เดินทางไปเกาะปีนังเมื่อปี พ.ศ.2512 ได้มีโอกาสพูดคุย และพบชาวมาเลเซีย ที่เคยมาอาศัยในประเทศไทย หนึ่งในหลายเรื่องที่เขาพูดน่าสนใจ เช่น เขาเรียกคนในชายแดนสามจังหวัดภาคใต้ว่า "มาลังเซี่ยม" ผู้เขียนได้ขอให้เขาอธิบายว่าทำไมเรียกอย่างนั้น เขาบอกว่า ความรู้สึกของคนมาเลเซีย ในขณะนั้นมองว่าคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นผลพวงของการผสมของชนชาติพันธุ์มลายู กับชนชาติสยาม พวกปลาสองน้ำหรือสองวัฒนธรรม ซึ่งแม้แต่ภาษาพูดในสามจังหวัดภาคใต้แม้แต่จะเป็นภาษายาวี ก็เป็นภาษาของคนบ้านนอก ไม่ใช่คนเมืองหลวง การออกเสียงในหลายคำไม่เหมือนกัน ซึ่งทำให้ผู้เขียนได้ตระหนักนึกว่า ความต่างที่อยู่ด้วยกัน หรือความเหมือนที่ยังมีความต่างกัน อยู่ที่ว่าเราจะกำหนดหรือสำนึกจะกำหนด ความเป็นมาลังเซี่ยม ความเป็นไทยลาว หรือไทยยวน อยู่ที่เราจะเลือกและถ้าวันนี้เราแยกคนอีสานว่าเป็นคนลาว และไทยยวนหรือคนเหนือไม่จัดว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกัยชนชาติสยาม ถามว่าปัญหาอะไรจะเกิดขึ้น ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นความบกพร่องของรัฐบาลเผด็จการตั้งแต่ พ.ศ.2483 ที่เปลี่ยนชื่อประเทศสยาม เป็นประเทศไทย โดยไม่ได้สร้างสำนึกให้ชนส่วนอื่นๆ ในชาติได้มีความรู้สึกร่วมของความเป็นไทยอย่างชนชาติอย่างมาลังเซี่ยม เมื่อไม่เหลือคำว่าสยาม ก็เหลือแต่คำว่ามาเลย์ รัฐชาตินิยม คลั่งชาติ ชนิดเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย เพิ่มความไม่เข้าใจไม่เข้า ถึงไม่พัฒนา ผลักให้เขาเป็นชนชายขอบที่มีความแปลกแยก ซึ่งจุดอ่อนตรงนี้จึงเป็นจุดที่มีผู้นำแบบผีบุญ หรือผู้นำที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน เป็นรัฐอุดมคติอิสลามหรือผู้สูญเสียอำนาจตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มาแล้วไม่พอใจ และใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาหาแนวร่วมที่ให้ปั่นทอนฐานะรัฐไทย ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือที่วิเคราะห์ถึงอังกฤษตอนเข้ามาปกครองแหลมมลายู ว่าจะปกครองได้ง่าย เพียงแต่ทำความเข้าใจกับผู้นำเท่านั้น เพราะผู้นำเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณอยู่ด้วย มาวันนี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การที่จะมองอังกฤษว่าแบ่งแยกและปกครองมลายูเป็นหลายรัฐมีสุลต่านหลายองค์นั้นก็มองได้ แต่ในด้านกลับกันอังกฤษเห็นสัจธรรม ถ้าปล่อยให้มีสุลต่านองค์เดียวก็อยากที่จะปกครอง เพราะชนพื้นเมืองเหล่านี้ ที่มีผู้นำมีความคิดต่างกัน จะก่อศึกกันเองและอาศัย รัฐอื่นมาช่วยสงคราม ทุกวันนี้สุลต่านแต่ละรัฐ ก็มีอำนาจที่ต่างพอใจสถานะของตัวเอง ซึ่งบทเรียนอันนี้จากการมีสุลต่าน หลายพระองค์ของมาเลเซียทำให้สะท้อนถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นในแหลมมลายู อย่างคนปักษ์ใต้เรียกว่า นายหัว หรือหัวหน้ากลุ่มหัวหน้าชุมนุมนั่นเอง วัฒนธรรมนายหัว เป็นวัฒนธรรมที่เชื่อมั่นผู้นำในการจัดการปัญหาและแก้ปัญหา หรือมีบารมีในการคุ้มครองความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ที่ถูกรบกวนโดยอิทธิพลภายนอก ไม่ว่าจากเจ้าหน้าที่รัฐหรืออิทธิพลเถื่อน นอกจากนี้ ลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมด้านตะวันออกของจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งคุณแม่ของผู้เขียนเกิดที่นี่ เคยเล่าให้ฟังว่า คนจะยกลูกสาวให้ใครต้องดูว่าผู้ชายนั้นปกป้องลูกสาวตัวเองได้หรือไม่ หรือเป็นนัยยะว่าเป็นคนดีที่ไม่มีใครรังแกหรือมีใจนักเลงพอไหม ซึ่งนักเลงในที่นี้ไม่ใช่พวกตีหัวหมาด่าแม่เจ็ก แต่เป็นคนใจถึงและถึงใจ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนเล็กๆ อันเป็นพื้นฐาน และถ้ามองภาพใหญ่ของนครศรีธรรมราชซึ่งประกาศว่าเป็นเมืองพระแต่มีคดีการฆ่ากันมากที่สุดในประเทศไทย มีศาลจังหวัด 3 ศาล คือ ศาลอำเภอเมือง อำเภอปากพนัง อำเภอทุ่งสง เพราะคนนครศรีธรรมราชจะไม่นิยมไปแจ้งความกับตำรวจ เพราะนั่นไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องศักดิ์ศรี การตอบโต้ครอบครัวคู่กรณีถือว่าเป็นความยุติธรรม และที่ไม่ไปแจ้งความเนื่องจากคดียืดเยื้อ และไม่แน่ใจกระบวนการยุติธรรมที่จะจัดการได้ถูกต้อง นอกจากนี้ ในด้านตะวันตกของจังหวัดนครศรีธรรมราชมีอิสรชนที่น่าศึกษาอยู่ในหุบเขาคีรีวงศ์ ที่หนีความเป็นไพร่ ทาส มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังได้ถึงรัชกาลที่ 3 อิสรชนเหล่านี้สืบทอดมาถึงคนรุ่นหลังที่เกาะกลุ่มรวมตัวกันเป็นสหกรณ์สัจจะออมทรัพย์ แม้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ต้องสูญเสียบ้านเรือน หลักฐานทางบัญชีหายหมด แต่ผู้คนโดยเฉพาะลูกหนี้มาแสดงตัวอย่างน่าศรัทธา ไม่มีหนี้สูญ ซึ่งลักษณะพิเศษนี้ นับว่าเป็นศักดิ์ศรีของคนจริง คนซื่อสัตย์ คนศรัทธาความดีที่อยู่กันอย่างสงบเอื้ออาทร ป้องกันภัยให้กันและกันมีอยู่ในวัฒนธรรมท้องถิ่นใต้ มองย้อนกลับไปในสามจังหวัดภาคใต้ สมัยจอมพลประภาสเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ก็เข้าใจว่าวัฒนธรรมส่วนนี้ และได้อาศัยครูเป๊าะสูเป็นนายหัวไปจัดการให้เกิดความสงบและไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ นอกจากนี้ ยังจัดการให้ครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนราธิวาสอย่างวันมูหะมัดนอร์ มะทา เข้าเรียนที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จอมพลประภาสแม้จะเป็นเผด็จการแต่เข้าใจวัฒนธรรมส่วนนี้ แต่มาวันนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ารัฐไทย ยังเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความต่างส่วนนี้หรือไม่ วันนี้รัฐไทยอาจจะประกาศกับชาวโลกว่าเป็นรัฐที่เป็นเสรีนิยมไม่เคยแบ่งแยกสีผิว เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม โดยเฉพาะกับคนไทยเชื้อสายมุสลิม คนไทยมุสลิมอย่างวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานรัฐสภา อารีย์ วงศ์อารยะ เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรี พลเอกณรงค์ เดชอุดม เป็นแม่ทัพภาคสี่ ซึ่งคุมภาคใต้ทั้งหมด หรือแม้แต่เด่น โต๊ะมีนา ก็เป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย สิดริก ซารีฟ และอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่รัฐไทย อธิบายต่อสังคมชาวโลกได้ แต่จะมีประโยชน์อะไรเล่าถ้าสามจังหวัดภาคใต้ยังฆ่ากันรายวัน การทำความเข้าใจวัฒนธรรมภาคใต้ จึงจำเป็นเพื่อความเข้าใจชาวมาลังเซี่ยม ถึงความคับแค้นทางจิตใจ ที่มีความกดดันมากกว่าความคับแค้นทางวัตถุ และถ้าไม่เข้าถึงไม่เข้าใจ ไม่พัฒนา นักการเมืองที่มีอำนาจในวันนี้ แม้ว่าตายแผ่นดินกลบหน้าไปแล้ว โปรดรู้ไว้ด้วยว่ายังมีคำสาปแช่งเป็นตราบาปของประวัติศาสตร์ หน้า 7
|