|
||||||||||||||
|
เกิดอะไรขึ้นกับสื่อหรือกับรัฐบาล
?
โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1311 ถ้าสังเกตให้ดี ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลท่านนายกฯ ทักษิณกับสื่อมวลชนไม่ราบรื่นและไม่ดีมาตั้งแต่ต้น หรือตั้งแต่รัฐบาลทักษิณสมัยแรก ในช่วงปี 2544 แล้ว ยิ่งเมื่อเป็นรัฐบาลต่ออีกสมัยที่สองหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับรัฐบาลของ ฯพณฯ ยิ่งไม่ดีเอามากๆ ประเด็นก็คือว่า นี่เป็นธรรมชาติระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชนในประเทศไทยหรือ ? หรือสื่อต้องทะเลาะ กับรัฐบาลตลอดเวลาอย่างนั้นหรือ ? ย้อนกลับไปไม่นาน นับตั้งแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและมีผู้นำเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือนตั้งแต่ปี 2532 คือ นับตั้งแต่รัฐบาลของท่านนายกฯ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา สื่อมวลชนก็มีสัมพันธ์ภาพกับรัฐบาลชุดต่างๆ ไม่ดีนัก ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของท่านนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ท่านนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา ท่านนายกฯ ชวน หลีกภัย ท่านนายกฯ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ แต่คนทั่วไปคงพอจะมองเห็นว่า สัมพันธ์ภาพระหว่างสื่อมวลชนกับรัฐบาลปัจจุบันไม่ดีเอามากๆ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? อย่างไรก็ตาม ผมไม่บังอาจอธิบายเหตุผลเบื้องหลังของสัมพันธ์ภาพที่ไม่ดีระหว่างกันได้ แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตบางประการ โดยให้ย้อนกลับไปดูพัฒนาการของรัฐบาลพลเรือนกับสื่อมวลชนตั้งแต่ปี 2532 แล้วเพ่งพินิจที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน เกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลปัจจุบัน ? ดังที่กล่าวคร่าวๆ แล้วข้างต้นตั้งแต่รัฐบาลพลเรือนของท่านนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ เรื่อยมา ผมไม่คิดว่า สื่อมวลชนในประเทศไทยจะตั้งหน้าตั้งตาไม่ชอบรัฐบาลหรือคอยจับผิดเอากับรัฐบาล แต่ถ้าเพ่งมองดูที่รัฐบาลปัจจุบัน รัฐบาลปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนที่แตกต่างไปจากรัฐบาลชุดอื่นๆ ก่อนหน้านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลของท่านนายกฯ ทักษิณกับสื่อมวลชนไม่ดีมาตั้งแต่ต้น หากย้อนกลับไปจะเห็นได้รัฐบาลชุดปัจจุบัน อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนมาก มีการรายงานข่าวพรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น จากชัยชนะในการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 มีการตั้งข้อสังเกต และความสงสัยในนโยบายแปลกใหม่ของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม และนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งน่าสนใจเพราะรัฐบาลและท่านนายกฯ ทักษิณประกาศว่าท่านมีนโยบายแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองก็มีความโดดเด่น นอกจากท่านนายกรัฐมนตรีจะมีบุคลิกผู้นำที่เด็ดขาด ความร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐี เป็นพัฒนาการของนายกรัฐมนตรีไทยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถเฉพาะตัว กล่าวคือ ตัวท่านเองยังเป็น presenter ข่าวชั้นเยี่ยม ในภายหลังท่านกลายเป็นยี่ห้อหรือ Brand ของประเทศไปแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สื่อทั้งไทยและเทศจะสงสัยปนทึ่งในตัวท่านนายกฯ และคณะรัฐมนตรีของท่าน จะมีนายกรัฐมนตรีไทยคนไหนหนอที่เป็นข่าวไปทั่วโลกและมีภาพปกตีพิมพ์ในนิตยสาร Times, News week และ The Economist หลายครั้งหลายหน แต่แล้ว ท่านนายกฯ และรัฐบาลก็แปรโอกาสเป็นวิกฤต คือเปลี่ยนความสนใจของสื่อทั้งไทยแ ละเทศเป็นความไม่เข้าใจ สงสัยและทะเลาะกัน ในความเป็นจริง สื่อมวลชนอันหมายถึงสาธารณชนนั่นเอง สื่อและสาธารณชนมีความสงสัยและไม่เข้าใจในนโยบาย การทำงานและรวมทั้งตัวท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแต่ละท่านด้วย สื่อมวลชนจึงถาม สงสัยและถามอีก สิ่งที่ได้กลับมาในระยะแรกคือ การรายงานตรงต่อประชาชนนั่นคือ รายการวิทยุนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน แต่สิ่งนี้เป็นข้อมูลและความเห็นทางเดียว สื่อมวลชนจึงถาม ค้นคว้าและรายงาน แล้วความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล กับสื่อมวลชนก็เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นความขัดแย้ง รัฐบาล คือนับตั้งแต่ตัวท่านนายกฯ ลงมาก็ได้แต่ตอบโต้ๆๆ ความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในความคิดของผมคือ การจะดำเนินคดีกับนักหนังสือพิมพ์ ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว โดยการขับออกนอกประเทศ แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อก้าวเข้าสู่รัฐบาลทักษิณสมัยที่ 2 สัมพันธ์ภาพระหว่างรัฐบาล และสื่อมวลชนอยู่ในขั้นวิกฤตและเลวร้ายเอามากๆ ผมคิดว่าไม่มียุคใดสมัยใดที่นายกรัฐมนตรีอารมณ์เสียและเอ่ยชื่อนักข่าวหรือชื่อหนังสือพิมพ์ในหลายเรื่องที่ไม่พอใจ เช่น เอ่ยชื่อนักข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เอ่ยหรือถามว่ามาจากหนังสือพิมพ์ไหนหรือแสดงความไม่พอใจคำถามนั้นๆ ถ้าสังเกตให้ดีๆ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นญาติท่านนายกรัฐมนตรีเองได้เลียบแบบอารมณ์บูดของท่าน และมักจะมีคำสบถด่าทอออกมาต่อสาธารณะอยู่บ่อยๆไม่สมกับการเป็นผู้นำเหล่าทัพหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เอาเสียเลย ความเลวร้ายเช่นนี้กระมังจึงเกิด รายการนายกฯ ทักษิณพบสื่อ รายการดังกล่าวน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ในทางตรงกันข้าม ผมคิดว่ารายการนี้บอกอะไรหลายอย่างต่อสาธารณะ เช่น -นายกรัฐมนตรีทะเลาะกับสื่อมวลชนหลายแขนงที่คอยทำข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล แทนที่เราจะเห็นคำถาม และการซักถามจากผู้สื่อข่าว เราจะเห็นความเกรี้ยวกราดจากนายกฯ คล้ายๆ กับเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ผมนึกว่ารายการดังกล่าว น่าจะเป็นความสนิทสนมเป็นกันเอง จิบน้ำชา กินกาแฟหรือแม้กระทั่งกินข้าวร่วมกันซึ่งทั้งท่านนายกฯ และสื่อมวลชนก็อยากให้เป็นอย่างนั้น กลายเป็นนายกฯทะเลาะกับสื่อมวลชน -ผมเห็นแต่เป็นการให้ข่าวทางเดียวอีกเช่นเคย ผมเข้าใจว่าฝ่ายสื่อมวลชนอาจจะทำงานไม่ดี มีข้อมูลไม่พอ แต่ท่านนายกฯ มักจะสวนหมัดกลับมากับคำถามของผู้สื่อข่าวเกือบตลอดเวลา -แทนที่เราจะได้ข้อสรุปของนโยบายและเหตุผลเบื้องหลังของนโยบายนั้นๆ จากปากของนายกรัฐมนตรีเอง นอกจากความไม่เข้าใจแล้ว ผมคิดว่าทั้งคู่น่าจะมีอารมณ์ต่อกัน ตอนนี้ ถ้าย้อนกลับไปดู สัมพันธภาพที่เสื่อมทรามลงระหว่างท่านนายกฯ และรัฐบาลดูจะมีอยู่ไม่กี่เรื่องอัน ล้วนแล้วแต่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนทั้งสิ้น เรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ เรื่องสิทธิมนุษยชน อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คราวใดก็ตามที่มีการสอบถาม หรือขอข้อมูล และความเห็นของท่านนายกฯ รวมไปรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ความร้อนแรงของคำถาม และคำตอบระหว่างคนในรัฐบาล กับสื่อมวลชนดูร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกือบ 2 ปีเต็มปัญหาสิทธิมนุษยชนและปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแต่รุนแรงขึ้น เช่นเดียวกัน สัมพันธภาพระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชนก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน แม้กระทั่ง การพูดถึงสื่อมวลชนมาเลเซีย ที่จะเข้ามาทำข่าวในเหตุการณ์ร้ายที่นราธิวาสที่ผ่านมา ความไม่พอใจของท่านนายกฯ ต่อสื่อมวลชนมาเลเซียก็เห็นได้ชัด เหนือสิ่งอื่นใด การปลดย้ายบรรณาธิการและการเข้าซื้อกิจการอย่างก้าวร้าวของกลุ่มธุรกิจบางกลุ่ม ต่อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และมติชนก็คือเรื่องเดียวกัน นั่นคือ ด้านหลักของสัมพันธภาพระหว่างรัฐบาลทักษิณ กับสื่อมวลชน เราจะปฏิเสธการเข้าไปขย้ำของกลุ่มผลประโยชน์เหล่านั้น ต่อหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับ โดยแยกออกจากการเมืองในมิติต่างๆ ได้อย่างไรเพราะ แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับหนังสือพิมพ์ตลอดยุคสมัยของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่การต่อยอด และการลงทุนทางธุรกิจเลย สิ่งที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์เป็นเหตุผลทางการเมืองและเพื่อการเมืองล้วนๆ การครอบงำหนังสือพิมพ์คือ การครอบงำความคิดและเสรีภาพนั่นเอง ไม่ต้องถามนะครับ เพื่ออะไร ? หน้า 16
|