|
||||||||||||||
|
แปรรูป กฟผ.
ต้องทำให้โปร่งใส
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3727 (2927) การแปรรูปกิจการสาธารณูปโภคในหลายๆ ประเทศจะเริ่มต้นที่การแต่งตั้งหรือเลือกตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา วางกรอบกติกาของการแปรรูป เพื่อให้มีหลักประกันว่าจะไม่เกิดการค้ากำไรเกินควร และทำให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งจะส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงชาติด้วย แต่การแปรรูปกิจการสาธารณูปโภคในประเทศไทยนี้แปลก คือแปรไปก่อนแล้วค่อยมาสรรหากรรมการอิสระ ขึ้นมาวางกรอบกติกา เช่น กรณีของ กสท. และ กฟผ.ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ ในกรณีการแปรรูป กฟผ. ก่อนการแปรรูปได้มีการแถลงว่าทรัพย์สินที่เป็นของประชาชน เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ รวมทั้งอำนาจ และสิทธิในการบริหารจัดสรรน้ำจะโอนกลับคืนมาให้เป็นของรัฐ จึงสามารถลดกระแสการคัดค้านลงไปได้ในระดับหนึ่ง มาถึงวันนี้มีการแถลงว่ามีการมุบมิบให้ กฟผ.เช่าเขื่อนทั้ง 13 แห่งเป็นเวลา 30 ปีในราคาเหมือนได้เปล่าเพียงปีละประมาณ 130 ล้านบาท หรือเขื่อนละ 10 ล้านบาท หรือเดือนละ 8 แสนกว่าบาท ซึ่งต่ำกว่าค่าเช่าห้องขนาดใหญ่ 1 ห้องในศูนย์การค้าอย่างสยามดิสคัฟเวอรี่ พารากอน หรือเวิลด์เทรดฯเสียอีก เสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการเขมือบทรัพย์สินของชาติ หรือการคอร์รัปชั่นทางนโยบาย ก็คงจะไม่ผิดไปจากความจริงที่เกิดขึ้น อย่างเห็นได้ชัดเจนในกรณีการเช่าเขื่อนระยะยาวทั้ง 13 เขื่อนในราคาถูกเหมือนได้เปล่า พร้อมกับอำนาจและสิทธิในการจัดสรรน้ำ เฉพาะแค่ค่าเช่าบ้านพักตากอากาศ ที่สร้างไว้อย่างหรูหราไม่แพ้รีสอร์ตของเอกชน ตามเขื่อนต่างๆ ซึ่งจะต้องถูกนำมาแปรรูปเป็นรีสอร์ตเพื่อหารายได้เข้ากระเป๋า ก็มีมูลค่ามากกว่าค่าเช่า ที่เสนอให้กับกระทรวงการคลังเป็นร้อยเท่าแล้ว อันที่จริงบ้านพักและเขตตากอากาศเหล่านี้จะต้องไม่โอนไปเป็นของบริษัทมหาชน โดยรัฐสงวนไว้เป็นสวนสาธารณะ หรืออุทยานแห่งชาติให้ประชาชนได้เข้าไปพักผ่อนในราคาถูก แต่เขื่อนแต่ละเขื่อนมีพื้นที่เป็นหมื่นๆ ไร่ บางเขื่อนครอบคลุมพื้นที่เป็นแสนไร่ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินหรือ ทรัพย์สินของประชาชนที่บรรพบุรุษได้เอาเลือดเนื้อ และชีวิตแลกมาให้ชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ กลับถูกยึดไปอย่างหน้าตาเฉย การแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจซึ่งรัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้มีอำนาจเต็ม (ถ้าต้องการใช้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสาธารณชน) กลายมาเป็นบริษัทมหาชนที่ผู้ถือหุ้นและกรรมการบริหารมีอำนาจเต็มในการกำหนดนโยบาย เช่น การขึ้นราคาค่าไฟฟ้า หรือการจัดสรรน้ำโดยให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าก่อนความจำเป็นของภาคการเกษตร บทเรียนของการแปรรูปไม่ว่าจะเป็นกรณีโทลล์เวย์ ทางด่วนขั้นที่ 1-2 บีทีเอส รถไฟใต้ดิน ปตท. ได้พิสูจน์ว่าเมื่อรัฐเสียอำนาจเต็ม ในการบริหารจัดการก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของรัฐในการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะอีกต่อไป โดยเฉพาะในการกำหนดราคาที่ยุติธรรม หากเข้าไปก้าวก่ายก็จะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอย่างหนัก จนกลายเป็นคดีค่าโง่อัปยศไม่รู้กี่คคีแล้ว ฝ่ายกฎหมายของรัฐหรือสำนักอัยการมีก็เหมือนไม่มี เพราะไม่เคยตรวจตราสัญญาอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ให้มีช่องโหว่ให้รัฐกลายเป็นผู้เสียเปรียบ เมื่อถูกเอกชนฟ้องครั้งใดรัฐก็ต้องจ่าย "ค่าโง่" จำนวนมหาศาลทุกที น่าเสียดายค่าภาษีอากรทั้งที่ต้องจ่ายเป็นค่าโง่ และที่ต้องจ่ายเป็นค่าเงินเดือน อันที่จริงการสาธารณูปโภคเป็นหน้าที่หรือพันธกิจอย่างหนึ่งที่ไม่แตกต่างจากการมีหน้าที่ดูแลความสงบสุข และความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนที่รัฐไม่สามารถปัดความรับผิดชอบนี้ได้ ใครที่ไม่ต้องการรับผิดชอบก็ควรลาออกไปขายเต้าฮวยเป็นอาชีพแทน หน้าที่หรือพันธกิจตามหลักการทางรัฐศาสตร์ ได้ถูกบิดเบือน และปัดความรับผิดชอบออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชน และทุนต่างชาติ หรือทุนตัวแทนของนักการเมืองที่ไปเปิดบริษัท หรือเปิดบัญชีอยู่ในต่างประเทศ สามารถเข้ามาหากิน กับกิจการที่ผู้บริโภค ไม่มีสิทธิที่จะเลือกหรือปฏิเสธที่จะรับบริการเพราะว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน มาถึงวันนี้ กฟผ.ยังไม่ทันเข้าตลาดหุ้นก็เสนอแผนคิดสูตรเอฟทีและปรับราคาค่าไฟฟ้าพื้นฐานใหม่ที่สูงกว่าเดิมเสียแล้ว โดยไม่พูดตรงๆ ว่าเป็นการขึ้นราคา แต่ข้อเท็จจริงและผลก็คือการที่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่ม ในต่างประเทศก่อนการแปรรูปจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ หรือทำการลงประชามติก่อน เช่น กรณีของการแปรรูปการไปรษณีย์ของญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีต้องเปิดให้มีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปใหม่ทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนแสดงความเห็นชอบกับนโยบายการแปรรูปกิจการไปรษณีย์ ในกรณีของประเทศไทยเพียงแค่การเลือกตั้งองค์กรอิสระที่สัญญาจะให้เลือกตั้งขึ้น มากำกับดูแลผลประโยชน์ของสาธารณะอย่างในต่างประเทศก็ยังไม่เกิด ประชาชนต้องร่วมกันเรียกร้องให้มีความโปร่งใสในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของชาติที่ประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าของ และเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมของประชาชน และของสังคมทั้งหมด จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมือง และนักเทคโนแครต ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดข้อมูลเป็นผู้กำหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว ประชาชนมีสิทธิอย่างสมบูรณ์ และควรจะได้รับโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างสมบูรณ์ในทุกขั้นตอน เพื่อจะได้นำมาวิเคราะห์ว่าจะสร้างผลกระทบและความเดือดร้อนให้กับตนในอนาคตหรือไม่ มีหลักประกันหรือไม่ มีตัวแทนของตนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการด้วยหรือไม่ และต้องมีส่วนในการตัดสินใจในรูปของการลงประชามติทุกครั้ง เช่นเดียวกับตัวอย่างของญี่ปุ่นซึ่งทำได้ไม่ยากเย็นอะไร ทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารขององค์กรสาธารณะ เช่น รัฐวิสาหกิจกลับถูกหมกเม็ดปิดบังเช่นต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งการจัดสรรผลกำไรคืนรัฐ ซึ่งมักจะน้อยอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับยอดกำไรทั้งหมด เช่น ผลการดำเนินงานของ ปตท. หรือเรื่องโบนัสของผู้บริหาร โดยอ้างว่าเป็นความลับขององค์กร ก่อนที่รัฐบาลจะนำหุ้นของ กฟผ.เข้าไปเสนอขายในตลาดหุ้น จะต้องดำเนินการตามกระบวนการดังต่อไปนี้ให้เสร็จสิ้นก่อน 1.เปิดเผยทรัพย์สินของ กฟผ.ทั้งหมดกับสาธารณะโดยแยกให้ชัดเจนว่าทรัพย์สินส่วนไหนยังเป็นของรัฐ และส่วนไหนจะโอนไปเป็นของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) รวมทั้งเงื่อนไขของผลตอบแทนในการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐ ที่โอนไปอย่างชัดเจน สมเหตุสมผล และตามราคาตลาด สัญญาสัมปทานควรจะเป็นระยะสั้นไม่เกิน 10 ปี ไม่ใช่ 30 ปี 2.กำหนดให้บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) จำกัดเพดานการหากำไรสูงสุดได้ไม่เกินร้อยละ 15 เนื่องจากเป็นกิจการสาธารณูปโภคที่สร้างขึ้นจากทรัพย์สินของแผ่นดิน ต้นทุนพื้นฐานและคงที่เป็นต้นทุนของแผ่นดิน เช่น เขื่อน เส้นทางเสาไฟฟ้า พื้นที่ดินในเขื่อน และกระแสน้ำ (ในรัฐแคลิฟอร์เนียก็กำหนดไม่ให้โรงไฟฟ้าคิดกำไรเกินร้อยละ 15) วิธีนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าไม่ผันผวนและไม่ขึ้นสูงอย่างราคาแก๊สหรือน้ำมัน ซึ่งควรจะมีการกำหนดเพดานเช่นเดียวกัน 3.กำหนดเงื่อนไขให้รัฐซื้อคืนหุ้นทั้งหมดในราคาตามบัญชี โดยไม่ต้องจ่ายค่าปรับ ถ้าหากว่าบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ละเมิดสัญญาตามข้อ 2 4.กำหนดให้มีตัวแทนจากองค์กรวิชาชีพ เช่น สภาทนายความ สมาคมนักบัญชี วิศวะ สถาปนิก ฯลฯ ตัวแทนจากองค์กรอิสระ ตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน ตัวแทนจากสภาแรงงาน ตัวแทนจากองค์กรเกษตรกร และสมาคมผู้บริโภค มาร่วมเป็นกรรมการอิสระเพื่อควบคุมและตรวจสอบการดำเนินงาน รวมทั้งเป็นผู้กำหนดนโยบายร่วมกับคณะกรรมการบริหาร โดยมีสิทธิส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมกรรมการบริหารทุกครั้งด้วย หน้า 2
|