|
||||||||||||||
|
ความเป็นธรรมการค้าโลก?
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น วุฒิ สุรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10064 ก่อนหน้านี้ไทยได้ร่วมกับออสเตรเลียและบราซิล ฟ้องร้องสหภาพยุโรป(อียู) ต่อองค์กรระงับขอพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) ว่า ให้การอุดหนุนส่งออกน้ำตาลสูงถึง 4.77 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1,139 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่ผูกพันไว้กับ WTO คือ ไม่เกิน 1.274 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 449.10 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งคณะผู้พิจารณาและองค์กรอุทธรณ์ได้ตัดสินขั้นสุดท้ายให้ไทย ออสเตรเลีย และบราซิลชนะคดี ผลคำตัดสินดังกล่าวทำให้อียูต้องลดการอุดหนุนส่งออกน้ำตาลให้เป็นไปตามที่ได้ผูกพันไว้ แต่ปรากฏว่าทางอียูแจ้งว่า จะต้องใช้เวลาดำเนินการประมาณ 20 เดือน หรือจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2550 โดยอ้างว่าจะต้องแก้ไข EC Regulation 1260/2001 และจะดำเนินการพร้อมกับการปฏิรูประบบน้ำตาล แต่ไทย บราซิล และออสเตรเลียเห็นว่าอียูสามารถลดการอุดหนุนส่งออกน้ำตาลได้ภายใน 6 สัปดาห์ โดยไม่ต้องแก้ไขกฎระเบียบ และที่ผ่านมาอียูก็เคยดำเนินการมาแล้ว เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ทางไทย ออสเตรเลีย และบราซิล จึงยื่นเรื่องถึง WTO เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2548 ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อกำหนดระยะเวลาที่ให้อียูปฏิบัติตามคำตัดสินให้ชัดเจน ขณะที่ WTO จะจัดตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นมา ปรากฏว่า อียูใช้โอกาสนี้ระบายน้ำตาลออกสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านตัน เพื่อล้างสต็อคก่อนที่จะลดการอุดหนุนส่งออกตามคำตัดสินของ WTO ล่าสุดตัวแทนออสเตรเลีย บราซิล และไทย ก็ได้ร่วมกันประท้วงอียูอีกครั้ง โดยส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้ง 3 ประเทศไปเข้าพบกรรมาธิการสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ทางอียูก็อ้างว่ากระบวนการผลิตน้ำตาลเริ่มไปก่อนที่ WTO จะมีคำตัดสิน ดังนั้น จึงต้องใช้เวลาในการลดการอุดหนุนส่งออก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำตาลทราย นั่นเท่ากับว่าอียู พยายามหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การค้าโลก และคู่กรณีคือไทย ออสเตรเลีย และบราซิลก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากไปกว่าการประท้วงที่แทบจะไม่มีผลอะไรต่ออียู ขณะเดียวกันก็เป็นท้าทายต่อ WTO ที่ประเทศต่างๆ พยายามที่จะให้เป็นองค์กรกลางเพื่อดูแลการค้าของโลกให้เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม กรณีข้อขัดแย้งทางการค้าเรื่องน้ำตาล ระหว่างไทย ออสเตรเลีย และบราซิลกับอียู ครั้งนี้ อาจจะเป็นบทเรียนที่ไทยควรตระหนักในการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ ตระหนักว่า ขนาด WTO ที่มีกฎเกณฑ์และกลไกในการระงับข้อพิพาททางการค้าของสมาชิก ก็ยังมีจุดอ่อนในเรื่องการปฏิบัติตามคำตัดสินข้อพิพาท ดังนั้น คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวไว้ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 60 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า "การค้าโลกจะต้องเสรีและเป็นธรรม" นั้น ก็อยู่ที่ว่า ใครเป็นคนมอง และใครเป็นคนชั่งน้ำหนักความเป็นธรรมทางการค้า.. ไทยหรือคู่กรณี ? ขนาด WTO ที่มีองค์กรระงับข้อพิพาทที่พอจะเป็นคนกลางคอยตัดสิน ด้วยความเป็นธรรม ก็ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ แล้วเอฟทีเอ ที่เป็นข้อตกลงสองฝ่าย หากมีการหลีกเลี่ยงหรือละเว้นการปฏิบัติตามข้อตกลง จะมีกลไกอะไรเพื่อเยียวยาความเสียหายได้ หน้า 20
|