|
||||||||||||||
|
ประชุมแบงก์โลก-ไอเอ็มเอฟ
ผลักดันไทยปรับโครงสร้างภาษี
มติชนรายวัน วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10064 *หมายเหตุ - ภายหลังการเดินทางกลับจากร่วมประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีหลายประเด็นที่สำคัญส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคตอันใกล้ นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเพื่อมอบนโยบาย เตรียมพร้อมในการปรับตัวกับการเปิดเสรีการค้าและบริการ และเริ่มศึกษาแนวทางในการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อรองรับ เมื่อวันที่ 28 กันยายน มีเนื้อหาดังนี้ ในการประชุมดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจ 2 ประเด็น ประกอบด้วย 1.การบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องภาระหนี้ ให้แก่ประเทศในแถปแอฟริกา เพื่อขจัดปัญหาความยากจนในโลกให้หมดไป โดยที่ประชุมได้มีข้อสรุปร่วมกัน ในการพร้อมสนับสนุนช่วยลดหนี้ ให้ประเทศยากจนทั่วโลก โดยเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อไทยด้วย เพราะประเทศยากจนส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นลูกค้าข้าวรายใหญ่ของไทย เมื่อได้รับการลดหนี้ก็เชื่อว่าจะสามารถสั่งซื้อข้าวจากไทยได้มากขึ้น ซึ่งที่ประชุมมีมติให้มีการยกหนี้ทั้งหมดให้แก่กลุ่มประเทศแอฟริกา แต่หลังจากการลดภาระหนี้ตามมติแล้ว ได้มีการเรียกร้องให้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ หรือจี 8 เข้ามามีส่วนรับภาระหนี้ให้ประเทศยากจนดังกล่าว ตามฐานะของแต่ละประเทศเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งในส่วนของประเทศไทยก็พร้อมจะเข้าร่วมด้วย เพราะขณะนี้ไทยอยู่ในฐานะที่สามารถช่วยเหลือประเทศอื่นได้ ในประเด็นที่ 2 เรื่องการค้า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้อาศัยเวทีดังกล่าวในการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า อเมริกาต้องการให้ภาษีศุลกากรลดลงเหลือ 0 ภายในปี 2015 ซึ่งประเทศในยุโรปก็แสดงความเห็นด้วย แต่ยังมีจุดแตกต่างทางด้านความคิดอยู่เพียงเล็กน้อย คือ การที่จะไปสู่จุดนั้นจะมีการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรอย่างไร และจะมีการยกเลิกการอุดหนุนให้แก่เกษตรกรในประเทศอย่างไร ขณะที่ประเทศด้อยพัฒนา ที่ยังคงมีขีดความสามารถทางด้านการค้าต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว จะใช้วิธีขยายเวลาการเปิดเสรีการค้า ให้กับประเทศด้อยพัฒนาไปจนถึงปี 2020 ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ โดยในเบื้องต้นอาจจะใช้รูปแบบการเสนอให้ทำบัญชีสินค้าอ่อนไหว (Sensitive List) เพื่อให้เวลากับผู้ประกอบการในการปรับตัว โดยกรณีประเทศไทยก็คาดว่าจะใช้วิธีการเช่นนี้ แต่คาดว่าจำนวนสินค้าอ่อนไหวจะมีเพียงไม่กี่รายการและมั่นใจว่าระยะเวลา 15-20 ปีก่อนจะเปิดเสรีทางการค้า ผู้ประกอบการไทยน่าจะปรับตัวได้ทันเวลา ในเมื่อกรอบเวทีโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้บริหารกระทรวงการคลังจะต้องเริ่มเตรียมความพร้อม รองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบภาษี โดยะต้องมีการศึกษาแนวทางในการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างภาษีสรรพากรและสรรพสามิตเพื่อเพิ่มรายได้จากภาษีทั้ง 2 ประเภทให้มากขึ้น และนำมาชดเชยภาษีนำเข้าที่จะทยอยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าปัจจุบันรายได้จากภาษีศุลกากร จะมีอยู่จำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้ทั้งหมด โดยมีประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 10 ของรายได้จากภาษีทั้งหมดที่มีประมาณ 1 ล้านล้านบาทก็ตาม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกคนจะต้องคอยติดตามต่อไป คือการประชุมตามข้อตกลงตามกรอบองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่จะประชุมร่วมกันในเดือนธันวาคมนี้ที่ฮ่องกง ว่าแต่ละประเทศจะมีท่าทีอย่างไรกับจุดยืนของสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยเฉพาะท่าทีของจีน และญี่ปุ่นที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าในการประชุมดังกล่าวจะทำให้เห็นภาพความชัดเจนในเรื่องการลดภาษีระหว่างกันมากขึ้น "กระทรวงการคลังเองต้องเริ่มคิดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าระบบภาษีเราจะเป็นอย่างไร เพราะไทยในฐานะประเทศสมาชิก ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงตามระบบเศรษฐกิจโลกได้ เราต้องเริ่มคิดและหาแนวทางรองรับว่า เราจะสร้างฐานภาษีใหม่ๆ ได้อย่างไร เพราะประเทศพัฒนาแล้ว เขามีฐานภาษีสรรพากรและสรรพสามิตที่เข้มแข็ง การปรับลดภาษีศุลกากรก็ไม่กระทบต่อรายได้ของประเทศเขา ดังนั้น เราต้องพัฒนาฐานภาษีสรรพสามิต และสรรพากรขึ้นมาให้เข้มแข็งเช่นกัน ซึ่งขณะนี้หลายประเทศก็เริ่มมีการปรับตัวแล้ว เช่นมาเลเซียใช้วิธีการปรับลดภาษีนำเข้าลง แต่เพิ่มภาษีสรรพสามิตขึ้นมาทดแทน ในส่วนของประเทศไทย ก็ต้องเริ่มมีการศึกษาว่าภาษีใดๆ บ้างที่จะเพิ่มได้ หรือเพิ่มแล้วจะมีผลอย่างไร" หน้า 20
|