หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความผิดพลาด กรณีสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่  มติชนรายวัน วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10064

นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้รับการสรรหาให้เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ได้เกิดปัญหาขัดแย้ง และโต้แย้งในประเด็นข้อกฎหมายจากหลายฝ่ายมาเป็นปีๆ และแม้ นายวิสุทธิ์ มนตริวัต ขอถอนตัวจากการถูกเสนอชื่อให้เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หลังจากประธานวุฒิสภาถวายคำแนะนำตามมติของวุฒิสภาไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเวลาผ่านไปกว่า 100 วันก็ยังมิได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายวิสุทธิ์ดำรงตำแหน่ง เพื่อแก้ไขปัญหาแต่กระนั้นก็ใช่ว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องจะหาทางออกเจอ

การที่ประเทศชาติขาดผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตัวจริง อันส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ของหน่วยงานภาครัฐ ในท่ามกลางความพ่ายแพ้สงครามคอร์รัปชั่นของรัฐบาล เป็นเรื่องน่าแปลกอย่างยิ่ง ที่ไม่มีใครหรือองค์กรใดแสดงความรับผิดชอบ

คล้ายกับว่าทุกคนและทุกองค์กรทำดีทำถูกต้องกันหมด

แต่ไฉนการทำถูกต้องกันหมดจึงเกิดปัญหาเป็นทางตัน สร้างความเสียหายต่อบ้านเมืองเช่นนี้

เมื่อย้อนกลับไปดูตั้งแต่เริ่มต้นมาถึงขณะนี้ จะพบข้อผิดพลาดต่างๆ ดังนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ให้ความสำคัญกับ "การตรวจเงินแผ่นดิน" ถึงกับบัญญัติไว้เป็นพิเศษในหมวด 11 กำหนดให้เป็นองค์กรอิสระ

แม้หมวด 11 จะมีเพียงมาตราเดียวคือ มาตรา 312 แต่ก็มีสาระสำคัญถึง 8 วรรค

วรรคแรก บัญญัติให้กรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นอิสระและเป็นกลาง

วรรคเจ็ดบัญญัติว่า คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหาและการเลือก และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

วรรคแปดอันเป็นวรรคสุดท้าย บัญญัติว่า การกำหนดคุณสมบัติและวิธีการเลือกบุคคล ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้ง เป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะต้องเป็นไป เพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และมีความซื่อสัตย์สุจริต และเพื่อให้ได้หลักประกันความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลดังกล่าว

ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐธรรมนูญกำหนดให้การสรรหา การเลือกและการพ้นจากตำแหน่ง ให้ไปกำหนดในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน (วรรคเจ็ดของมาตรา 312 ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น) ซึ่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินได้เขียนว่าให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ดำเนินการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแล้วส่งบัญชีรายชื่อไปให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ แต่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ไปออกระเบียบเกี่ยวกับการสรรหา และการเลือกโดยระบุว่า ให้เสนอผู้ที่ได้รับการสรรหาคะแนนสูงสุด ไปให้วุฒิสภาพิจารณา

อย่างนี้ถือว่าระเบียบที่ออกมาภายหลังโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ขัดแย้งกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน และการไปออกเป็นระเบียบย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ว่า การสรรหาและการเลือกให้ไปเขียนไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) เป็นผู้ตรากฎหมาย ไม่ใช่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไปออกระเบียบ

ส.ว.5 คนที่เข้าชื่อต่อ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าขัดแย้งกัน ระหว่างวุฒิสภา กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 266 เพราะวุฒิสภาไปเลือกคุณหญิงจารุวรรณ เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินทั้งๆ ที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 โดยหลักแล้วคำร้องดังกล่าวไม่เข้ากฎเกณฑ์มาตรา 266 เพราะไม่ได้เป็นการขัดแย้งในขอบเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ และเมื่อนายอุทัยยื่นเรื่องไป ศาลรัฐธรรมนูญก็รับเรื่องนั้นไว้เสียด้วย โดยหลักแล้วไม่ควรรับไว้

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุออกมาว่า การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่คุณหญิงจารุวรรณ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง มีการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วนั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

กลับไปอ่านคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญจะพบว่า ได้อ้างรัฐธรรมนูญไปพร้อมๆ กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน และระเบียบว่าด้วยการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และสุดท้ายก็มาเจาะจงตรงที่การเสนอชื่อไปยังวุฒิสภา ต้องเสนอผู้ได้คะแนนสูงสุดคนเดียวเท่านั้น นั่นแปลว่าต้องเสนอชื่อ นายประธาน ดาบเพชร ซึ่งได้คะแนนสูงสุด (5 คะแนน) คนเดียว ไม่ต้องเสนอชื่อ คุณหญิงจารุวรรณที่ได้คะแนนเป็นที่ 2 (3 คะแนน) และนายนนทพล นิ่มสมบูรณ์ (ไม่ได้คะแนน)

รูปการณ์เป็นดังนี้ (กฎหมายให้เสนอบัญชีรายชื่อ แต่ระเบียบให้เสนอชื่อผู้ได้คะแนนสูงสุด กฎหมายกับระเบียบจึงขัดแย้งกันเอง) จึงไม่อาจเข้าใจเป็นอย่างอื่น นอกจาก คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเอาระเบียบเป็นหลัก ส่วนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดถือเป็นเรื่องรอง

ข้อผิดพลาดนี้ไม่อาจให้อภัยได้

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างคลุมเครือ ไม่ชี้สถานภาพของคุณหญิงจารุวรรณว่า เมื่อผ่านการสรรหามาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ อย่างไร และในขณะที่คุณหญิงจารุวรรณถือว่า ตนเองยังอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และมีหลายฝ่ายออกมาท้วงติงว่า ไม่สมควรจะมีการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ให้มาทับซ้อนกับคนเดิม คือคุณหญิงจารุวรรณ แต่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็ไม่ฟัง ยังเดินหน้าสรรหาต่อจนได้ นายวิสุทธิ์ มนตริวัต

เมื่อรายชื่อนายวิสุทธิ์ถูกส่งจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาที่วุฒิสภาเพื่อพิจารณา แม้จะมี ส.ว.จำนวนหนึ่งทักท้วง แต่ ส.ว.เสียงส่วนใหญ่เกิน 100 คนก็ลงมติเห็นชอบในเวลาต่อมา เท่ากับว่าสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นใครก็ไม่รู้ล่ะเขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้าจากการหักล้างมติของตัวเองซึ่งเคยเลือกคุณหญิงจารุวรรณเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแล้วเปลี่ยนมาเลือกคนใหม่ นี่คือความผิดพลาดอันฉกาจฉกรรจ์ที่ไม่อาจอภัยได้เช่นกัน

หลังจากวุฒิสภา(เสียงส่วนใหญ่) เลือกนายวิสุทธิ์ทั้งๆ ที่คุณหญิงจารุวรรณยังมีปัญหาโต้แย้งว่า ยังอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ปรากฏว่า ส.ส.พรรคไทยรักไทยเข้าชื่อกันหลายสิบคนยื่นต่อ นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภาขอให้ระงับการนำชื่อนายวิสุทธิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ แต่นายสุชนก็ไม่เชื่อ อ้างว่ามติวุฒิสภา เลือกนายวิสุทธิ์ก็ต้องนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ

การกลับไปกลับมาของมติวุฒิสภาและการตัดสินใจของนายสุชนที่นำชื่อนายวิสุทธิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ แม้ถูกทักท้วง กระทั่งสุดท้ายเวลาผ่านไปกว่า 100 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายวิสุทธิ์ จนนายวิสุทธิ์ขอถอนตัวเพื่อยุติปัญหา

เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก จึงไม่ควรที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะไปสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นรอบที่ 3 แต่ควรจะถือเอาว่า คุณหญิงจารุวรรณยังเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว ให้ดำเนินการเพื่อให้คุณหญิงจารุวรรณ เข้าปฏิบัติหน้าที่ ส่วนใครจะโต้แย้ง อย่างไรค่อยดูกันไปในอนาคต

เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและความชอบธรรมจะต้องพิทักษ์ให้ดำรงคงอยู่ ความผิดพลาดที่มีมาแต่ต้นไม่ว่าจากใคร หรือองค์กรไหน เมื่อไม่รับผิดชอบใดๆ ก็อย่าได้ทำในสิ่งที่จะเกิดปัญหาขึ้นมาอีก

หน้า 6


อีกครั้งกับวิกฤติ สตง. : ความเสียหายอันประเมินค่ามิได้

ธรรมรัฐ - ดร. อมร วาณิชวิวัฒน์ wamorn@chula.ac.th  กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548

การที่คุณวิสุทธิ์ มนตริวัติ ได้ยื่นหนังสือขอถอนตัวจากการได้รับเสนอชื่อโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีประเด็นชวนให้ขบคิด ตั้งแต่ตัวแสดงในขั้นตอนเริ่มต้นของการสรรหาไปกระทั่งถึงกระบวนการก่อนนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ จะพบว่า ตัวแสดงทั้งหมดต่างมีบทบาทหน้าที่ และวิธีดำเนินเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อบกพร่องในกระบวนบริหารจัดการที่ก่อให้เกิดภาวะสุญญากาศเช่นในปัจจุบัน

ประเด็นสำคัญคือความคลุมเครือของการสรรหาตัวผู้ว่าการ สตง.ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “วิกฤติ สตง.” มีแรงกระเพื่อมที่กระทบต่อปัญหาหลายอย่างตามมาเป็นลูกโซ่ เนื่องจากมีวุฒิสมาชิก สื่อมวลชนและนักเคลื่อนไหวทางสังคมจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจบานปลายกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง นำไปสู่การฟ้องร้องหมิ่นประมาทกันในชั้นศาล

น่าสังเกตว่า ช่วงก่อนการถอนตัวของคุณวิสุทธิ์ได้มีการทดสอบกำลังของทั้งฝ่ายที่สนับสนุนคุณวิสุทธิ์ และกลุ่มภาคประชาชนที่ยืนยันความถูกต้องสมบูรณ์ในฐานะตำแหน่งของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ซึ่งความขัดแย้งนี้ดูเหมือนว่า ทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ส่วนมากพากันยึดถือแนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด กระทั่งมีการปิดล็อกห้องทำงานและมีคำสั่งที่บ่งบอกถึงความไม่ต้องการให้คุณหญิงจารุวรรณกลับสู่ตำแหน่งเช่นเดิม

การสอดประสานเสมือนหนึ่งเป็นวงมโหรีที่ดีดสีตีเป่าออกมากันเป็นทอด ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดวิสัยวิญญูชนที่จะตั้งข้อสังเกตได้ง่ายๆ ว่า เรื่องดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะข้อสงสัยเกี่ยวกับตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. ที่สอบถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำการวินิจฉัย ตั้งแต่สมัยของคุณอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นประธานรัฐสภา เปรียบได้เหมือนกับเงื่อนที่ผูกขึ้นทำให้กระบวนการต่อมาเมื่อมีผู้ดำเนินเรื่องต่อไปในช่องทางที่รู้กฎหมาย แต่ไม่รู้รอบทำให้การแก้ปัญหาต้องพบกับทางตันเช่นทุกวันนี้

ครั้นเมื่อคุณวิสุทธิ์ได้ตัดสินใจขอถอนตัวก็ทำให้เกิดคำถามข้อสงสัยตามมาอีกหลายคำถาม แม้ว่าในร่างหนังสือขอถอนตัว จะมีการยืนยันเป็นหนักแน่นว่า ได้ทำไปโดยเจตนาบริสุทธิ์

แต่ความที่คุณวิสุทธิ์เป็นตัวแสดงหนึ่งที่เข้าข่ายเป็นผู้เสียหาย จากการที่ต้องลาออกจากตำแหน่งหน้าที่การงานทั้งหมด ก่อนจะเข้ารับตำแหน่ง หากดำเนินการถึงขั้นเสียสละอย่างสูงโดยไม่ได้รับการเยียวยา หรือไม่ประสงค์จะเรียกร้องสิ่งใดย่อมไม่สามารถห้ามความสงสัยของสังคมโดยทั่วไปได้ ทั้งในเรื่องของเงื่อนเวลาที่เหตุใดจึงเพิ่งตัดสินใจในเวลานี้ หรือแม้แต่ความสงสัยเกี่ยวกับการที่อาจมีผู้ยื่นเสนอคำร้องขอต่างๆ มา หรือเพื่อแลกเปลี่ยนกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่เหมาะสม ซึ่งคุณวิสุทธิ์ได้ตอบปฏิเสธในเรื่องสงสัยดังกล่าวนี้

นอกจากนี้ คุณสุชน ชาลีเครือ ในฐานะประธานวุฒิสภาคนปัจจุบันซึ่งเป็นผู้ที่คุณวิสุทธิ์ได้มอบความไว้วางใจ เข้ายื่นหนังสือขอถอนตัวด้วยตนเอง พร้อมทั้งอนุญาตให้นำเอกสารออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ได้ทำหน้าที่ประมุขของฝ่ายสภาสูง ในช่วงที่ผ่านมาอย่างทุลักทุเล เนื่องจากมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้น่าคิดว่า ประธานวุฒิสภาต้องทำงานท่ามกลางแรงบีบและน่าเชื่อได้ว่า ถูกอิทธิพลภายนอกเข้าแทรกแซง

การออกมายอมรับว่าได้นำความกราบบังคมทูลฯ เมื่อเรื่องของการแต่งตั้งผู้ว่าการ สตง.ได้ถูกนำเสนอผ่านสำนักราชเลขาธิการ ผ่านไปเกือบร้อยวันแล้ว ประธานวุฒิสภาจึงได้ตัดสินใจบอกกล่าวประชาชนให้รับรู้ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่สุกงอม ยากต่อการประคับประคองต่อไป หรือภายหลังจากใช้ความอดทนรอคอยด้วยความหวังบางประการ แต่เมื่อจวนตัวไม่เก็บงำต่อไปได้การเปิดเผยข้อมูลความจริงจึงปรากฏขึ้น

ถึงแม้ว่า กระบวนการนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ จะเป็นเรื่องบริหารจัดการภายใน แต่การที่หลายฝ่ายออกมาท้วงติง ถึงปัญหาที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติในขณะนั้น เมื่อประธานวุฒิสภาตัดสินใจที่จะนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ น่าจะมีการบอกกล่าวหรือหารือต่อที่ประชุมรัฐสภาซึ่งถือเป็นการรับผิดชอบร่วมกันของฝ่ายนิติบัญญัติ

แต่น่าประหลาดใจที่ประธานวุฒิสภาเลือกตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวนำความเพื่อทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ด้วยความเชื่อมั่นตามหลักกฎหมายที่ตนและฝ่ายที่ปรึกษาเห็นชอบเห็นควรแล้ว โดยมองข้ามหลักการรับผิดชอบร่วมกันในการกระทำใดๆ ขององค์กรรัฐสภา

ไม่ว่าวิกฤตการณ์ ผู้ว่าการ สตง.จะลงเอยอย่างไร ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่เพียงแต่ความเสียหายที่คุณวิสุทธิ์ และคุณหญิงจารุวรรณ ควรได้รับการเยียวยาให้สมกับมูลค่าความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและเกียรติยศชื่อเสียงเท่านั้น แต่ความเสียหายมากที่สุดคือ ความเสียหายต่อกระบวนบริหารจัดการของชาติบ้านเมืองตามหลักธรรมาภิบาลที่ถูกมองข้าม และปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย อันเป็นความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าตีราคาได้เลย

หากไต่ถามกัน ณ เวลานี้ ก็อยากทราบเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือใคร และจะต้องทำอย่างไรจึงจะชดเชยมูลค่าความเสียหายของชาติบ้านเมืองนี้ได้