หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหาภาคใต้ในมุมมองนักศึกษา

มองมุมใหม่ : ชำนาญ จันทร์เรือง  กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548

ปัญหาภาคใต้ในมุมมองที่ผมนำมาเสนอนี้ได้มาจากการจัดทำรายงานของนักศึกษารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็น "มุมมองใหม่" ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

นักศึกษาเหล่านี้มองว่า สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากหลายสาเหตุ สาเหตุแรก มาจากกลุ่มคนในพื้นที่เพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่สามารถสร้างกระแสได้มากมาย โดยมีความเชื่อว่าแต่เดิมพื้นที่ในเขตภาคใต้ 3 จังหวัดเป็นประเทศๆ หนึ่งมาก่อน จึงมีความต้องแยกดินแดนภาคใต้ออกเป็นประเทศใหม่

สาเหตุที่สอง เป็นเรื่องของการศึกษาในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนมาก โดยระบบการศึกษาใน 3 จังหวัดจะเน้นในเรื่องของศาสนามากกว่าการเรียนทางด้านสามัญ เพราะตามหลักของศาสนาอิสลาม เด็กไม่ว่าจะหญิงหรือชายเมื่ออายุครบ 7 ปีแล้ว ครอบครัวจะส่งบุตรหลานเข้าเรียนศาสนา เพื่อเป็นการวางรากฐานให้มั่นคงในเรื่องศาสนา

ลักษณะโรงเรียนที่เน้นเรื่องศาสนามากกว่าสามัญ เมื่อจบการศึกษาไปแล้วส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร จะให้เป็นครูสอนศาสนาทั้งหมดก็เป็นไปไม่ได้ ความรู้ด้านสามัญที่มีค่อนข้างน้อย จึงทำให้เป็นปัญหาทางด้านการหางานและการทำงาน

นักเรียนที่เก่งก็สามารถขอทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย แต่เมื่อเรียนจบแล้วกลับมาก็ไม่รู้จะทำอะไร และยังไม่รวมถึงผู้ที่มีการเรียนค่อนข้างปานกลางหรือไม่สามารถที่จะขอทุนได้ บางส่วนจึงต้องไปหาทำงานที่มาเลเซีย เปิดธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ และอีกบางส่วนที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรเพราะด้วยวุฒิและวัยที่ยังอ่อน จึงเป็นช่องว่างที่ครูสอนศาสนาบางคนที่สอนไปในทางที่ผิดบิดเบือนความจริง ชักจูงไปสร้างเครือข่ายการก่อการร้าย

สาเหตุที่สาม ก็คือปัญหาที่เกิดจากรัฐ การยกเลิกหน่วยงานสำคัญของรัฐ และความเสื่อมถอยด้านสิทธิมนุษยชน ทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อกฎหมาย หวาดกลัว และไม่พอใจ ที่เกิดจากการจับกุมอย่างไร้เหตุผลรวมถึงความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ ประกอบกับความล้มเหลวของรัฐบาลในการให้ความยุติธรรมแก่เหยื่อและครอบครัว

ความรุนแรงจากรัฐสืบเนื่องมาจากความไม่เข้าใจในเรื่องประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา บวกกับความเข้าใจประวัติศาสตร์ในด้านเดียว ไม่ชำนาญในพื้นที่ ทำให้ผลที่ออกมาคือ บาดแผล การเข้าใจประวัติศาสตร์ไม่ถูกต้อง นำไปสู่การปฏิบัติกับประชาชนในพื้นที่ไม่ถูกต้องด้วย

ส่วนวิธีการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้นักศึกษากลุ่มนี้มองว่า

1.ต้องย้อนไปถึงสาเหตุของปัญหาที่ว่าด้วยเรื่องกลุ่มคนในพื้นที่ต้องมีมาตรการให้การศึกษาแก่ผู้คนในพื้นที่ โดยให้การศึกษาทางด้านสามัญควบคู่กับการเรียนศาสนา

การเรียนด้านสามัญอาจจะไม่จำเป็นต้องเน้นทางด้านฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ควรเน้นไปในทางด้านสายอาชีพ เพื่อที่จะได้ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ตกงานพร้อมกับมีมาตรการคัดเลือกอาจารย์สอนศาสนาให้มีประสิทธิภาพ คุณภาพ เพราะครูนั้นถือเป็นแม่พิมพ์ของชาติ เด็กจะดีหรือเลวก็ขึ้นอยู่กับการปลูกฝังของสิ่งแวดล้อม รวมถึงอาจารย์ผู้สอน

2.การแก้ไขปัญหาของรัฐมีความผิดพลาดในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไทย หรือรัฐบาลทั่วโลกที่ใช้การแก้ไขปัญหาที่เรียกว่า การใช้เครื่องมือ 3 อ. ก็คือ อำนาจ อาวุธ และอารมณ์

อำนาจ คือ ทำได้ทุกอย่างออกกฎหมายมารับใช้อำนาจ อาวุธ คือ รัฐบาลส่งทหารและตำรวจพร้อมอาวุธเต็มพื้นที่หลายหมื่นคน อารมณ์ คือ รัฐบาลไม่เคยคิดจะใช้เหตุผลและความละมุนละม่อม การผ่อนปรนประนีประนอม นายกรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่พูดเกี่ยวกับเรื่องภาคใต้ล้วนใช้อารมณ์

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด เน้นด้านกำลังทหารมากเกินไป ปัญหาทุกอย่างตั้งอยู่บนเงื่อนไขของสังคม ตราบใดไม่คลี่คลายเงื่อนไขของสังคม ปัญหาก็จะดำรงอยู่ต่อไป ถึงแม้จะใช้ พ.ร.บ.ฉุกเฉินอย่างเข้มข้นปัญหาก็จะเหมือนมะเร็งหลบใน ต่อเมื่ออีก 30 ปีข้างหน้าอาจจะออกอาการรุนแรงอีกหลายเท่า

3.จัดกลุ่มชุมชนแถลงข่าวในพื้นที่แสดงความจริงและรับรู้ของชุมชนให้ประจักษ์ในกรณีที่เกิดความรุนแรงขึ้น โดยอาศัยสถาบันธรรมชาติเป็นเวที เช่น ร้านน้ำชาประจำหมู่บ้าน เพื่อลดภัยจากการเกิดข่าวลือ

4.จัดตั้งชุดคุ้มครองหมู่บ้าน จากฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครรักษาดินแดนเพื่อสร้างเป็นความอันหนึ่งอันเดียวกันของหน่วยงานรัฐในระดับพื้นที่ เป็นชุดพัฒนาออกพบปะเยี่ยมชาวบ้าน ลาดตระเวน รักษาความเรียบร้อยภายในหมู่บ้านเพื่อสร้างความมั่นใจ ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งจะส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยและลดความรุนแรงในพื้นที่

5.จัดตั้งให้คณะกรรมการสันติสุขชุมชนอันประกอบไปด้วยผู้นำชุมชน เช่น อิหม่ามประจำมัสยิด โต๊ะครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ปลัดประจำตำบล ครู เจ้าหน้าที่สถานีตำบล ตลอดจนทหารและตำรวจ

6.ให้ความสำคัญกับนักศึกษารณรงค์เผยแพร่แนวคิดสันติวิธี พยายามส่งเสริมให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหมู่พวกเขา โดยปราศจากการบีบบังคับคุกคาม คือหลีกเลี่ยงการปฏิบัตินักศึกษาในทางลบ คือ ไม่เข้าสอบสวนจับกุมนักศึกษาในสถาบันการศึกษา โดยไม่มีคณาจารย์ของสถาบันการศึกษาเหล่านั้นเป็นพยานอยู่ด้วย

7.เปิดโอกาสให้ครูในพื้นที่มีส่วนสำคัญกำหนดระดับรักษาความปลอดภัยให้แก่โรงเรียนและครู การตัดสินใจปิดหรือเปิดโรงเรียน หรือเคลื่อนย้ายเด็กนักเรียนให้เป็นผลของการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และโรงเรียน ขอให้ฝ่ายบ้านเมืองเห็นความสำคัญของครู และให้เกียรติครู

นักศึกษากลุ่มนี้สรุปว่า มาตรการแก้ไขปัญหาจะได้ผลหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ชื่อว่า ประชาชนคนไทยชาติเดียวกัน

ความคิดดีๆ แบบนี้ ไม่ควรที่จะถูกมองข้าม ไม่ฟังผู้ใหญ่แต่ฟังเด็กบ้างก็น่าจะดีครับ


ระบบการศึกษากับสงครามชิงมวลชน

บรรยง วิทยวีรศักดิ์  กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2548

ย้อนหลังไป 40 ปี วันที่ผู้เขียนไปโรงเรียนวันแรกในฐานะนักเรียนชั้น ป.เตรียมที่โรงเรียนบ้านปาดังเบซาร์ เมืองเล็กๆ ชายแดนไทย-มาเลเซีย ครูใหญ่ได้ขึ้นกล่าวให้โอวาทในตอนเช้าหลังเคารพธงชาติ จากนั้นได้ให้นักเรียนขึ้นชั้นเรียน ยกเว้นนักเรียนใหม่ชั้น ป.เตรียม ที่มีอยู่ 20-25 คน ครูใหญ่ได้เดินถามทีละคนว่า "เธอเป็นคนอะไร ไทย จีน หรือแขก" (คนท้องถิ่นสมัยนั้นเรียกชาวไทยมุสลิมว่าเป็นคนแขก) เด็กแต่ละคนก็ตอบตามประสาซื่อว่า "คนไทยครับ"..."คนจีนครับ"..."คนแขกครับ" ผมเป็นคนหนึ่งที่ตอบว่า "ผมเป็นคนจีนครับ"

เมื่อตอบครบทุกคนแล้ว ครูใหญ่ก็กล่าวว่า "ครูขอให้ทุกคนจำไว้ว่า ไม่ว่าเธอจะมีเชื้อจีน เชื้อมาเลย์ หรือนับถือศาสนาอะไร เธอทุกคนเป็นคนไทย พ่อแม่ของเธออาจเป็นคนจีน คนมาเลย์ แต่ถ้าเธอเกิดบนผืนแผ่นดินไทย เธอทุกคนเป็นคนไทย มีสิทธิ มีส่วนเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินนี้เท่ากันทุกคน"

ผ่านมา 40 ปี คำพูดเหล่านั้นยังก้องอยู่ในความทรงจำ ถึงแม้ปู่ย่าตายายของผมจะมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่วันนี้ผมตระหนักดีว่า ผมเป็นคนไทย ยังจำได้กับการได้รับปฏิบัติดูแลเอาใจใส่เฉกเช่นเด็กไทย ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนหลวง ได้รับการฉีดวัคซีนที่โรงเรียนทุกครั้ง เคยไปขอยาจากอาหมอที่สถานีอนามัย ได้วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นเช่นเด็กทั่วไป

ผมกับเพื่อนไม่ว่าจะมีเชื้อสายจีน มาเลย์ จะนับถือศาสนาพุทธ อิสลาม หรือเจ้าแม่กวนอิม เรายังเล่นกันได้โดยไม่มีอะไรมาแบ่งกั้น พูดไทยกันบ้าง พูดจีนบ้าง พูดยาวีกันบ้าง แต่ไม่เป็นปัญหา เราคุยกันรู้เรื่อง เข้าใจกัน และก็เติบโตมาด้วยความรู้สึกว่า เราเป็นคนไทย

มีปัจจัยหลายอย่างที่สามารถสร้างความรู้สึกร่วมว่า เราเป็นคนชาติเดียวกัน เช่น ภาษาพูด วัฒนธรรม ประเพณี การละเล่นหรือเกมกีฬา แต่สิ่งที่เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงความเป็นชาติเดียวกันคือ ภาษา เพราะหากปราศจากภาษาที่จะสื่อสารอธิบายให้เข้าใจกันได้แล้ว ความรู้สึกอื่นๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น ภาษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะสร้างความกลมกลืน สร้างความรักความเข้าใจ สามารถนำมาซึ่งความสมัครสมานสามัคคีกันได้

เป็นที่เข้าใจกันว่า เด็กไทยทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาภาคบังคับจนถึงชั้น ป.6 ทุกคน และพ่อแม่ทุกคนก็ต้องมีหน้าที่ส่งลูกหลาน ให้เรียนจบ ป.6 ด้วย แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า เด็กไทยมุสลิมจำนวนมากใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับเขียนอ่านภาษาไทย หรือแม้แต่พูดไทยไม่ได้ เป็นไปได้ว่า โรงเรียนปอเนาะที่เด็กเหล่านี้เรียน อาจไม่ได้เน้นสอนความรู้พื้นฐานเหล่านี้

ความจริงการที่เด็กได้รับอบรมบ่มสอนในเรื่องศาสนาตั้งแต่เล็กเป็นสิ่งที่ดี แต่การศึกษาภาคบังคับต้องมาก่อน เด็กควรจะเรียนรู้ความรู้พื้นฐานในการดำรงชีวิต การอยู่ร่วมกันในสังคม เช่น การพูดภาษาไทย เขียนอักษรไทย วิชาเลขคณิต สังคมศึกษา และสุขศึกษา เด็กต้องรู้ไว้บ้าง

ส่วนวิชาศาสนา พระคัมภีร์สามารถเรียนเสริมได้ในช่วงเย็น หรือในวิชาศีลธรรมได้ และหากผู้ปกครองอยากให้บุตรหลาน ได้ศึกษาวิชาศาสนาในระดับสูงขึ้นไป ก็สามารถส่งเสริมให้เล่าเรียนได้เต็มที่ หลังการศึกษาภาคบังคับ

การปูพื้นฐานมั่นคงตั้งแต่เล็ก เด็กจะซึมซับได้ง่าย และต่อไปในภายภาคหน้า หากรัฐมีข่าวสารที่จะทำความเข้าใจหรือชี้แจงให้ทราบ ก็สามารถสื่อสารกันได้ง่าย และพร้อมที่จะเป็นแนวร่วมให้รัฐ

แต่เหตุการณ์สองนาวิกโยธินสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของการสื่อภาษา และความล้มเหลวของระบบการศึกษา กับปฏิบัติการจิตวิทยาในพื้นที่ ซึ่งมีผู้ไม่หวังดีพยายามจะขุดหลุมพรางให้รัฐใช้ความรุนแรงเพื่อตอกลิ่มความขัดแย้ง ให้คนไทยเกลียดชังกันเอง เขาพยายามสุมไฟให้ชาวบ้านไม่ไว้ใจและต่อต้านอำนาจรัฐ รัฐบาลจึงต้องคุมสติไม่ให้ไปติดกับดัก

ชาวบ้านตันหยงลิมออาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างสถานการณ์ แต่เราจะไปลงโทษหรือปราบปรามชาวบ้านไม่ได้ รัฐต้องแยกแยะคนดีคนชั่วออกจากกัน คนผิดต้องลงโทษเด็ดขาด ส่วนคนไม่ผิดคนที่ไม่มีเจตนา รัฐต้องไม่จับเหวี่ยงแห

การที่ผู้นำรัฐบาลประกาศใช้มาตรการแข็งกร้าวเข้าแก้ปัญหา มีส่วนยั่วยุให้คนไทยหลายกลุ่มมีอารมณ์ร่วมที่จะใช้ความรุนแรงเข้าปราบชาวบ้านที่ไม่ให้ความร่วมมือ จึงนับเป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่ง

การที่นายกฯ ประกาศว่า สองนาวิกโยธินต้องไม่ตายฟรี แต่ไม่ควรหมายความว่า จะปราบปรามผู้ก่อการร้ายและชาวบ้านแบบเหมารวม และใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน เพราะรังแต่จะสร้างศัตรูและขยายวงสร้างแนวร่วมให้ผู้ก่อการร้าย แต่น่าจะหมายถึง การถือโอกาสช่วงชิงมวลชน เมื่อความจริงปรากฏขึ้นมาว่า ชาวบ้านเข้าใจผิด และถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือฆ่าผู้บริสุทธิ์

วันที่ 21 ก.ย.2548 จึงสมควรถูกประกาศให้เป็นวันเริ่มต้นแห่งการทำสงครามแย่งชิงมวลชน โดยมีสองนาวิกโยธินเป็นเสมือนสัญลักษณ์เป็นวีรบุรุษ ผู้ยอมพลีชีพเพื่อความสมานฉันท์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เขาทั้งสองได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ ยอมปลดอาวุธลงเพื่อเข้าทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และสุดท้าย กลายเป็นเหยื่อของความชิงชัง เพื่อให้ความจริงได้ปรากฏขึ้น

รัฐต้องใช้เหตุการณ์นี้เป็นกรณีตัวอย่างที่จะเข้าทำความเข้าใจกับประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อดึงชาวบ้านมาเป็นแนวร่วม ขณะเดียวกัน ต้องเร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่แท้จริงที่คอยดักยิงประชาชนในสถานที่ต่างๆ ให้ประชาชนหายคลางแคลงใจว่า ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคนทำ

ในระยะยาว ต้องหลอมรวมความรู้สึกเรื่องชนชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ด้วยระบบการศึกษาที่เหมือนกันทั่วประเทศ รัฐควรให้เงินสนับสนุนโรงเรียนปอเนาะยกระดับให้พัฒนาเป็นโรงเรียนเอกชนอิสลาม สอนแบบเดียวกับโรงเรียนเอกชนคาทอลิก ที่มีหลักสูตรภาคบังคับเหมือนกัน อาจแตกต่างกันบ้างในวิชาศีลธรรม ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น เชื่อว่าในไม่ช้าเราจะสามารถสร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจกัน และพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาล

หากสามารถเอาชนะจิตใจประชาชนได้มั่นคงแล้ว มีหรือที่ผู้ก่อการร้ายจะยังคงแฝงกายอยู่ในหมู่บ้านได้ ดุจคำกล่าวที่ว่า เสือไม่มีป่า ปลาไม่มีน้ำ ย่อมอยู่ไม่ได้ฉันใดฉันนั้น


เมื่อฝุ่นจางที่ตันหยงลิมอ ถึงเวลารัฐต้องสรุปบทเรียน

เกาะกระแสการเมือง : ปกรณ์ พึ่งเนตร  กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2548

วิกฤตการณ์สังหาร 2 นาวิกโยธินอันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์กราดยิงร้านน้ำชาในหมู่บ้านตันหยงลิมอ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว นับเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงอีกเหตุการณ์หนึ่งที่จบลงด้วยความเศร้าสลดและความสูญเสีย

เรื่องราวที่เกิดขึ้นและจุดจบของมันแทบไม่ต่างอะไรกับกรณีจับโจรนินจา เมื่อเดือน เม.ย.2546 , เหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2547, เหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ปีเดียวกัน และเหตุการณ์ยิงโต๊ะอิหม่ามจนนำไปสู่การปิดหมู่บ้านละหาน อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

ปัญหาที่ควรจะ “ขบคิด” มากกว่าการโทษกันไปมาว่าฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก ฝ่ายใดเสียสละ หรือฝ่ายใดโหดร้ายทารุณ น่าจะคือการหาทางออกร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขยายปริมณฑลการเรียนรู้ไปสู่สังคมทั้งสังคม เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

และนับจากบรรทัดถัดจากนี้ไป คือข้อสังเกตหลากหลายประเด็นที่พอจะรวบรวมได้ ซึ่งฝ่ายที่เกี่ยวข้องน่าจะนำไปสังเคราะห์และสรุปบทเรียน

ประการแรก คือความเท่าเทียมกันในแง่ของความเป็นธรรม ควรหรือไม่ที่วันนี้เจ้าหน้าที่รัฐต่างมะรุมมะตุ้ม ไล่ล่ากลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสังหาร 2 นาวิกโยธิน โดยละเลยที่จะติดตามจับกุมตัว “ไอ้โม่ง” ที่กราดยิงร้านน้ำชา

อย่าลืมว่าคืนก่อนเกิดเหตุที่นำไปสู่การสูญเสียทหาร 2 นาย ชาวบ้านตันหยงลิมอก็สูญเสียลูกหลานในหมู่บ้านไป 2 ชีวิตเช่นกัน ทั้งยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากความรุนแรงที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นรายวันอีกถึง 4 ราย

เป็นไปได้หรือไม่ที่ฝ่ายรัฐจะแสดงท่าทีจริงจังในการจัดการกับปัญหาที่เป็นความสูญเสียของชาวบ้าน แทนที่จะปล่อยให้ผ่านเลยไปเพียงเพราะมองว่าเป็นเหตุการณ์ปกติในพื้นที่

หากรัฐต้องการแสวงหาความร่วมมือจากชาวบ้านให้มากขึ้นอย่างที่พูด การแสดงท่าทีดังกล่าวนี้ก็ต้องชัดเจนขึ้นเช่นกัน

ประการที่ 2 ยุทธการของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ถึงวันนี้ยังเปะปะไร้ทิศทาง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศบริเวณหน้าแนวเต็นท์ที่กั้นระหว่างผู้ชุมนุม กับฝ่ายเจ้าหน้าที่บนสะพานทางเข้าหมู่บ้านตันหยงลิมอนั้น ค่อนข้างสับสน และการสั่งการยังไม่เป็นเอกภาพเท่าที่ควร

การตัดสินใจในนาทีวิกฤติยังคงต้องรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ไม่ได้รับรู้สถานการณ์จริงตรงหน้า แต่รับฟังจากรายงานแล้วนึกมโนภาพตามเท่านั้น

ฝ่ายรัฐเองเคยมีบทเรียนเรื่อง “การตัดสินใจ” มาแล้วจากเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ และการสลายการชุมนุมที่หน้า สภ.อ.ตากใบ ซึ่งแม้ทั้ง 2 กรณีจะเป็นมุมกลับกับเหตุการณ์ที่ตันหยงลิมอ เพราะเป็นการตัดสินใจจากหัวหน้าหน่วยที่อยู่ในพื้นที่เอง แต่ก็น่าจะถึงเวลาที่รัฐจะต้องสรุปบทเรียนและหาความลงตัวเรื่องเอกภาพในการสั่งการและการตัดสินใจเสียที

ประการที่ 3 ยุทธวิธีที่ใช้ผู้หญิงและเด็กมาเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อขัดขวางและถ่วงเวลาปฏิบัติการของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่บ้านละหาน อ.สุไหงปาดี มิหนำซ้ำยังมีความพยายามทำให้เป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ต่างกันด้วย

เรื่องนี้ระดับคีย์แมนของทหารและตำรวจหลายนายสรุปตรงกันว่าไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นยุทธวิธีใหม่ที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ และใช้ได้ผลเสียด้วย

ที่น่าวิตกก็คือ นักวิเคราะห์สถานการณ์ภาคใต้หลายคนเห็นไม่ต่างกันว่า เมื่อยุทธวิธีแบบนี้ใช้ได้ผล ความเป็นไปได้ที่จะหยิบมาใช้อีกในอนาคตอันใกล้ย่อมมีสูง ทว่าฝ่ายรัฐยังไม่มี “ทฤษฎี” หรือ “แนวปฏิบัติ” ใดๆ ที่จะต่อสู้เอาชนะยุทธวิธีดังกล่าวได้เลย

ประการที่ 4 แรงกดดันจากสังคม ซึ่งชัดเจนว่ากระแสในเรื่องสันติวิธีและการไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อจัดการกับปัญหา กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฝ่ายรัฐดูจะยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมไปเสียทุกเรื่อง และสุดท้ายยังตัดสินใจช่วยตัวประกันล่าช้าทั้งๆ ที่เตรียมกำลังไว้พร้อมสรรพแล้ว

ประเด็นก็คือทำอย่างไรที่จะให้สังคมได้เรียนรู้ และแยกแยะระหว่าง “ความพยายาม” กับ “ผลของความพยายาม” ออกจากกัน เพราะบางเหตุการณ์ไม่มีใครสามารถควบคุม “ผล” หรือ “บทสรุป” ของมันได้

ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์พลิกผันด้วยปัจจัยที่มีนับร้อยนับพัน ก็ไม่ควรทำให้เกิดภาพถึงขนาดที่ว่า พระเอกกลายเป็นโจร หรือโจรกลับกลายมาเป็นพระเอก

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ว่าจะบริหารจัดการระหว่างนโยบาย, ยุทธวิธี และความรู้สึกของสังคมให้ลงตัวที่สุดได้อย่างไร

ประการที่ 5 ความล้มเหลวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต้น ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.), กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่นายอำเภอ ซึ่งจากหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงวิกฤตการณ์ที่ตันหยงลิมอ ฉายภาพออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีพลังเพียงพอที่จะจัดการปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ได้

อย่างไรก็ตาม คงไม่ถูกต้องนักหากจะโทษว่าเป็นความผิดขององค์กรหรือเจ้าหน้าที่เหล่านี้เพียงฝ่ายเดียว เพราะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นพื้นที่พิเศษ และต้องใช้การแก้ปัญหาแบบ “พิเศษ” จริงๆ จึงจะเอาอยู่ ดังนั้นประเด็นก็คือทำอย่างไรถึงจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในใจของชาวบ้านได้ ถือเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ที่ภาครัฐจะต้องเร่งสางปม ก่อนที่สถานการณ์ร้ายจะหวนมาอีกครั้ง และจบลงด้วยความเศร้าสลดซ้ำอีก

ดร.ชิดชนก ราฮิมมูลา นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) เสนอว่า ทั้งกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) และคณะกรรมการอิสระ เพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ควรจะเป็นแกนในการขับเคลื่อนเปิดเวทีระดมความเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อสรุปบทเรียนจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น

เลิกได้แล้วกับการเปิดเวทีแล้วตั้งประเด็นเดิมๆ เกี่ยวกับปัญหาใต้ หรือมานั่งหาสาเหตุกันอยู่ เพราะวันนี้สิ่งที่ควรทำให้ทุกฝ่ายตระหนักก็คือ ผลของความรุนแรงที่เกิดขึ้น สร้างความเสียหายมากมายขนาดไหน เพื่อให้ทุกคนรับรู้และออกมาช่วยกันแก้ปัญหา โดยจุดนี้รัฐต้องชัดเจนและพูดความจริง”

ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งสรุปบทเรียน และจัดทำเป็นทฤษฎีที่ทันสมัย เพื่อให้ก้าวทันกับปัญหาความรุนแรง และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก!