|
||||||||||||||
|
เด็กและวัยรุ่น
ความรู้หดปัญญาหาย
เมื่อนายทุนฮุบสื่อ
โดย สมเกียรติ มีธรรม มติชนรายวัน วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10063 ในสังคมข่าวสารข้อมูล ใครที่มีลูกมีหลานก็อดคิดถึงวันข้างหน้าไม่ได้ว่า เมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร ถ้าสื่อที่ดีมีคุณภาพ ไร้เสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร จนไม่เหลือที่ว่างให้กับผู้คนในสังคม นำเสนอความคิดเห็นของตนผ่านสื่อต่างๆ ได้ ความไม่สมดุลในสภาพการสื่อสารระหว่างรัฐ-นายทุนกับประชาชนนั้น คิดคิดไปก็ยิ่งเศร้าใจ ที่อนาคดของชาติต้องถูกครอบงำความคิด โดยข่าวสาร ความบันเทิง การศึกษา และเทคโนโลยี ที่มีรัฐนายทุนเข้ามาควบคุมเกือบทั้งหมด ลำพังทุกวันนี้ เด็กไทยรวมถึงผู้ใหญ่ด้วยก็แย่พอแล้ว ปัญหาต่างๆ อันเนื่องมาจากการมอมเมาปลุกเร้าโลภจริตของสื่อในเวลานี้ ก็มีมากเพียงพอที่จะทำร้ายพวกเขาตั้งแต่เยาว์วัยได้แล้ว ยิ่งมีกลุ่มทุนเข้ามาผูกขาดสื่อต่างๆ อีก เด็กไทยในวันข้างหน้าจะไม่มีความฉลาดทางสติปัญญา(ไอคิว) และอารมณ์(อีคิว) ลดลงไปกระนั้นหรือ ปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว และมีค่านิยมฟุ้งเฟ้อในหมู่เด็กและวัยรุ่น ปัญหาพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ จนนำไปสู่การทอดทิ้งเด็ก และปัญหาโรคเอดส์ รวมไปถึงพฤติกรรมเสพสารระเหย และดื่มเหล้าสูบบุหรี่ในหมู่เด็กและวัยรุ่นที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในเวลานี้ เป็นปัญหาสำคัญที่งานวิจัยและโพลหลายชิ้นได้ชี้ให้เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่า มีสาเหตุมาจากการรับข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆ ที่ไม่สร้างสรรค์สติปัญญามาปลุกเร้าโลภจริต จนทำให้วงจรชีวิตเสื่อมถอย หรือแม้แต่ปัญหาเด็กไทยไอคิวต่ำที่กำลังหวั่นวิตกกันในขณะนี้ ก็ใช่ว่าจะมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของแม่ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงการเลี้ยงดูเท่านั้น การรับรู้ข่าวสาร ความบันเทิง การศึกษา และเทคโนโลยี ที่ไม่สร้างสรรค์สติปัญญา ไม่พาให้เกิดการเรียนรู้และจิตนาการ ที่หมู่นายทุนและรัฐบาลผลิตออกมานั้นเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กไทยไอคิวต่ำได้ด้วยเช่นกัน ทว่าปัญหาต่างๆ เหล่านี้กลับไม่มีนายทุนท่านใดใส่ใจ แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและสังคมแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับเมินเฉย ไม่หยี่หระต่อปัญหาใดๆ นอกเหนือไปจากผลกำไรของตนเท่านั้น ดูได้จากการแถลงข่าวของนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่เข้ามาฮุบหนังสือพิมพ์มติชนและบางกอกโพลต์ก็ได้ นอกจากผลกำไรที่ได้สมอ้างแล้ว สื่อสารบันเทิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าว(การทำงานของนายกรัฐมนตรี และความเคลื่อนไหวในวงการบันเทิง) เพลง ภาพยนตร์ เกม และกีฬา ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) ก็เป็นอีกประการหนึ่งด้วยเช่นกัน ที่จะถูกนำมาเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับหลังจากเข้ามาฮุบสื่อได้แล้ว แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น สินค้าต่างๆ ที่คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม บอกว่าเป็นสินค้าที่คนต้องการสูงสุดนั้น ล้วนแต่เป็นสินค้าที่มอมเมาผู้คนในสังคมให้โง่งมเสียเป็นส่วนใหญ่ จนพูดกันได้ว่า แทบจะไม่มีสินค้าชนิดใดสร้างสรรค์สติปัญญา พาให้เกิดการเรียนรู้และจิตนาการได้แม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ สินค้าต่างๆ เหล่านั้นยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วงจรชีวิตของเด็กและวัยรุ่นเสื่อมถอยลงไป จนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมายอีกด้วย อาทิ ทำให้เด็กและวัยรุ่นที่หมกมุ่นอยู่กับ "เกม" การต่อสู้มีพฤติกรรมก้าวร้าว นิยมความรุนแรงในการแก้ปัญหา หรือว่าการพนัน(กีฬา) ฟุตบอลที่ตำรวจไล่ตรวจจับไม่หวาดไม่ไหว รู้ไหมว่า มีเด็กวัยรุ่นระดับมัธยมถึงอุดมศึกษา เข้ามาอยู่ในวงการนี้ 4-5 แสนคน หรือราวๆ ร้อยละ 6 ของประชากรช่วงดังกล่าว และคิดเป็นร้อยละ 25 ของผู้ที่อยู่ในวงการพนันฟุตบอลทั้งหมด และรู้ไหมว่า ในปีหนึ่งๆ ประชาชนต้องสูญเสียเงินไปกับการพนันฟุตบอลมหาศาล 12-15 พันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว(ผลการวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการ Chlld watch; 2546) สองปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในวงจรชีวิตของเด็กและวัยรุ่นปัจจุบัน อันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าเพียงสองรายการเท่านั้น แต่ถ้าพิจารณากันต่อไปก็จะเห็นได้ว่า สินค้าสามอย่างแรก อันได้แก่ ข่าว(วงการบันเทิง) ภาพยนตร์ และเพลงนั้น แม้ดูประหนึ่งว่าจะไม่มีพิษมีภัยเท่าใดนัก ในทางตรงกันข้าม มันกลับกลายเป็นมฤตยูร้ายในวงจรชีวิตของเด็กและวัยรุ่น ที่คอยกระตุ้นการบริโภคจนเกินพอดี(อีกทางหนึ่ง) ขณะที่ยังพึ่งตนเองไม่ได้ จนต้องหันไปทำอะไรที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของตนและสังคม อาทิ ไปหาลำไพ่พิเศษ หนีเรียนไปเที่ยว-ดูหนัง-ชมการแสดงดนตรี/คอนเสิร์ต ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ เล่นการพนัน มีเพศสัมพันธ์เสรี ฯลฯ วงจรชีวิตเหล่านี้แหละ ที่บั่นทอนความฉลาดทางสติปัญญาและอารมณ์ของเด็กและวัยรุ่นไทยในเวลานี้ ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กและวัยรุ่นไทยอายุ 13-18 ปี อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล(ซึ่งอยู่ที่ 90-100) และต่ำกว่าเด็กอายุ 6-13 ปี ที่ยังไม่เข้าสู่วงจรชีวิตข้างต้น(โครงการวิจัยระยะยาวในเด็กไทย ; 2546) สิ่งเหล่านี้แหละ ที่กลุ่มทุนสื่อสารมอบเป็นของขวัญอันล่ำค่าให้กับสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา จนรัฐบาลหลังชนฝาหาทางออกกันไม่ได้ ต้องเสียเงิน(ภาษีของประชาชน) มากมายไปกับการแก้ปัญหาดังกลาว โดยที่เหล่านายทุนทั้งหลายไม่สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมไทยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังพยายามเข้ามาฮุบหนังสือพิมพ์สองฉบับสุดท้าย ที่พอเป็นปากเสียงและเป็นเวทีแลกเปลี่ยนให้กับสังคมไทยอีก ลองคิดดูก็แล้วกันว่า ถ้าพื้นที่ทางปัญญาของสังคม ซึ่งเหลือน้อยเต็มทนอยู่แล้วถูกยึดไป ความฉลาดทางสติปัญญา จำนวนหนึ่งใน 52% ที่เป็นสิ่งแวดล้อมข่าวสารข้อมูลต่างๆ ของสังคม ถูกแทนที่ด้วยสาระบันเทิงและคำโฆษณาของนักการเมืองแล้ว ความฉลาดทางปัญญาอีก 48% ที่เป็นเรื่องของพันธุกรรมจะทำอะไรได้เล่า นอกจากคิดเอาตัวรอดไปวันๆ เท่านั้น ในสังคมปัจจุบัน เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ข่าวสารข้อมูลต่างๆ ที่ไหลบ่าไปทุกทิศทุกทางอย่างไร้พรมแดนนั้นมีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านและพฤติกรรมของผู้คนมาก ถ้าหากข้อมูลข่าวสารต่างๆ หลั่งไหลออกมาจากแหล่งเดียวกัน ดังที่นายกทักษิณพยายามกระทำในเวลานี้ด้วยการตำหนิ ร้องขอ จัดระเบียบการตำหนิ ร้องขอ จัดระเบียบ เข้าไปตรวจสอบ สั่งปิดวิทยุชุมชนและรายการโทรทัศน์ไปจนถึงเข้าไปยึดกิจการด้วยการซื้อหุ้นมาครอบครองทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อต้องการกำกับสื่อให้อยู่ในมือของตนจนหมดสิ้น ความลึก ความกว้าง และความหลากหลายของเนื้อหาตามปรัชญาเสรีภาพการแสดงความเห็น อันเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ ที่จะนำไปสู่ความฉลาดทางปัญญาและอารมณ์จะยังคงอยู่หรือ ดูข่าวสารต่างๆ ทางวิทยุทีวีที่มีทุนการเมืองกำกับในขณะนี้ก็ได้ เป็นไปตามปรัชญาเสรีภาพของสื่อเสียที่ไหน นอกจากข่าวความเคลื่อนไหวของนักการเมืองเศรษฐกิจ ดารา-นักร้อง เกมโชว์ ดนตรี/คอนเสิร์ต ละครน้ำเน่า ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ โฆษณา และช่วยชาวบ้านไม่มีสาระอะไรที่สร้างสรรค์ ช่วยพัฒนาความฉลาดทางปัญญาและอารมณ์ได้เลย โดยนัยนี้ เสรีภาพที่มากับความรับผิดชอบของสื่อเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนในสังคม มีความฉลาดทางปัญญาและอารมณ์ จากการนำเสนอข่าวสารต่างๆ อย่างเที่ยงตรง ซื่อสัตย์ และสร้างสรรค์ ให้สังคมได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนถกเถียงกัน จึงจะนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้ หน้า 6 5 ข้อเด่นของมติชนที่ใครฮุบไม่ได้ โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มติชนรายวัน วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10064 บริษัทยักษ์ใหญ่ค่ายแกรมมี่ของนายทุน "อากู๋" ซึ่งเติบใหญ่ร่ำรวยจากความบันเทิง คอนเสิร์ต ขายเทปซีดีเพลงเป็นเบอร์ 1 ที่มีนักร้องนักแสดงที่มีชื่อเสียงยอดนิยมอยู่ในสังกัดมากที่สุด ในบรรดานักร้องนักแสดงเหล่านี้เป็นสื่อสัญลักษณ์ที่มีอำนาจครอบงำ สร้างค่านิยมในกลุ่มเด็กและเยาวชนของสังคมไทยที่ทรงพลังที่สุด ในวงการการศึกษาสามารถสรุปได้ว่าค่ายแกรมมี่สามารถชักนำให้เด็กคิด เด็กต้องการพฤติกรรมการแสดงออก บริโภคนิยมไปในทิศทางที่ต้องการไว้ได้อย่างง่ายดาย ความบันเทิงมาพร้อมกับค่านิยมแฝงอันมากมายที่เกิดขึ้นและไม่สร้างสรรค์เลยแม้แต่น้อย สังคมน่าจะลองสอบถาม ตรวจสอบระดับจริยธรรม ความรับผิดชอบของเจ้าของและบริษัทนี้ว่ามีมากน้อยเพียงใด หรือมุ่งแต่ขายความบันเทิงอย่างเดียวอย่างอื่นไม่สนใจ ยิ่งไปกว่านั้นระยะหลังนายกรัฐมนตรีเองก็ชอบใช้นักร้องนักแสดงค่ายนี้มากเป็นพิเศษ ยกตัวอย่าง คือ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ และนักร้องคนอื่นๆ มาโชว์ ออกงานสร้างความมั่นใจเรื่อง กินไก่ไข้หวัดนก ชิมผลไม้ในภาคใต้ และอื่นๆ ให้ปรากฏตามสื่อจนสังคมแยกแยะไม่ได้ว่ารัฐบาลกับแกรมมี่ของ "อากู๋" ดูจะสัมพันธ์ ช่วยเหลือและสนิทสนมขั้นพิเศษมากเกินไปหรือเปล่า แกรมมี่จึงดูเหมือนเป็นเครื่องไม้เครื่องมือสร้างค่านิยม ดึงดูดความสนใจ เติมเต็มเรื่องภาพพจน์ให้กับรัฐบาลในหลายปัญหามาโดยตลอด ในระดับพันธมิตรเมื่อมีบุญคุณต้องตอบแทนไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ต้องบอกหรือชี้แนะ สื่อหนังสือพิมพ์ ดังเช่น มติชนและบางกอกโพสต์ จึงเป็นเป้าหมายที่ต้องเทกโอเวอร์ให้ได้ เพราะหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับดังกล่าวจะมีปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับผู้นำประเทศของเรามาโดยตลอด ผู้เขียนเชื่อโดยสุจริตใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่โง่แน่นอนที่จะให้ซื้อหนังสือพิมพ์ 2 เล่มนี้ แต่อาจเป็นเรื่องอาสาของใครก็ได้ แต่ทำไมเทกโอเวอร์หรือซื้อไม่สำเร็จทั้งๆ ที่มีการวางแผนล่วงหน้ามากว่า 2 เดือน เพราะอะไรผู้เขียนใคร่ประมวลสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ที่กลุ่มเพื่อนมติชนลุกขึ้นมาต่อสู้กันอย่างทุ่มเทและเป็นปรากฏการณ์ที่มติชนน่าจะภาคภูมิใจดังต่อไปนี้ 1.หนังสือพิมพ์มติชนมีรากเหง้าและประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 28 ปี มีภารกิจชัดเจนในเรื่องคุณภาพของคนในสังคม การต่อสู้เข้มข้นในเชิงความคิด การวิพากษ์ตรงไปตรงมา การเปิดพื้นที่ทางปัญญา ทางเลือกที่หลากหลายให้แก่คนทุกกลุ่ม ทุกฐานะชนชั้น และทุกวัย ในตรงกันข้ามแกรมมี่ไม่มีทั้งแก่นสาระ รากเหง้าอะไรเลย เน้นแต่ธุรกิจความบันเทิงในกลุ่มเยาวชนวัยรุ่น มีกลุ่มคนออกมาช่วยมติชนมากมายแต่กลุ่มแฟนเพลง คลั่งนักร้องไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะกล้าออกมาสนับสนุนแกรมมี่ คุณค่าเชิงอุดมคติ ทุนสังคมสั่งสมแตกต่างกันอย่างลิบลับ 2.ในระบบตลาดทุนเสรี มติชนมีการนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่แตกต่างจากแกรมมี่ แต่การซื้อขายของมติชนมุ่งมหาชนและความเป็นเจ้าของและสวัสดิการแก่นักข่าวมากกว่าเป็นการมองทุนเพื่อสร้างคุณภาพเพิ่มยิ่งขึ้น หุ้นมติชนไม่หวือหวา เก็งกำไรไม่ได้ แต่หุ้นแกรมมี่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การซื้อหุ้นมติชนเพื่อต่อยอดความบันเทิงจึงขัดแย้งและแตกต่างในเชิงหลักการและความคิด (Mismath) การซื้อหุ้นมติชนจึงมีเจตนาอย่างอื่นมากกว่า ข่าวการเมืองอ่อนแอลง ข่าวบันเทิงฟู่ฟ่าขายดีคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเพราะได้ประโยชน์หลายเรื่อง ผู้เขียนไม่เชื่อว่า "อากู๋" โง่อย่างที่นายกรัฐมนตรีแถลงกับนักข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ 3.การซื้อมติชนจากกลุ่มทุนเป็นเสมือนเส้นฟางเส้นสุดท้ายต่อความอดทน อดกลั้นต่อการรุกคืบ แทรกแซง และครอบงำความเป็นอิสระและเสรีภาพของทุกฝ่ายในสังคม มติชนมีเจ้าของคือคุณขรรค์ชัย บุนปาน และผู้ถือหุ้น แต่เจ้าของตัวจริงคือผู้อ่าน 6-7 แสนคนที่เป็นผู้อ่าน ผู้เขียน ส่งข่าว สัมภาษณ์ และอื่นๆ พื้นที่สุดท้ายของอิสระชนกำลังจะถูกเปลี่ยนมือ เปลี่ยนอุดมการณ์ ปากกาตัวพิมพ์กำลังกระหายหิวเงินมากกว่าความถูกต้อง โปร่งใสและเที่ยงธรรม พลังกลุ่มต่างๆ เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง นักวิชาการเปิดอภิปรายสัมมนาในหลายมหาวิทยาลัย องค์กรเอกชนเดินถือป้าย ประชาชนองค์กรวิชาชีพต่างๆ ลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนมอบดอกไม้ ส่งจดหมาย ส่งแฟ็กซ์ให้กำลังใจ ในทางตรงกันข้าม "อากู๋" ที่ออกมาให้ข่าวการซื้อหุ้นมติชน 32% วันแรก ป่านนี้น่วมไปทั้งตัว เก็บตัวเงียบ หุ้นแกรมมี่ตก ภาพพจน์เสื่อมลง ประชาชนคือผู้ตัดสินไม่ใช่ทุนนิยมกำหนดอย่างแน่นอน 4.ในวงการสื่อมวลชนกันเอง การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ แปลกแต่จริงหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ มีความรู้สึกร่วม จริยธรรมวิชาชีพถูกกระตุกพร้อมเพรียงกัน ข่าวมติชนขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทุกฉบับ ปรากฏในข่าวสำคัญของทีวีทุกช่อง นี่คือการปกป้องรวมกันและคุ้มครองวิชาชีพของตนเองอย่างเต็มที่เพราะถ้ามติชนถูกซื้อได้ ทุนนิยมจะกินปากเสียงประชาชน ข่าวสารบ้านเมือง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปดังเช่น สถานีโทรทัศน์ไอทีวีที่ถูกเทกโอเวอร์แล้วเสรีภาพหดหายจนแทบไม่เหลืออุดมการณ์ที่ก่อตั้งมาเลยแม้แต่น้อย 5.มุมมองของนักการเมือง รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. ล้วนสะท้อนนัยยะทางการเมืองที่แฝงมากับการครอบครองอย่างไม่เป็นมิตรของมติชน กล่าวคือฟากรัฐบาลนับแต่ผู้นำประเทศ รัฐมนตรี ส.ส. พูดเสียงเดียวกันว่าการเข้าเทกโอเวอร์ของ "อากู๋" ถูกต้อง มีสิทธิปฏิบัติได้อย่างเสรี ระบบหุ้นในเชิงสากล อากู๋ มีน้ำใจเพราะถูกขอให้ช่วยซื้อ รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องมีการปกป้องอากู๋อย่างเต็มที่ ในทางตรงกันข้าม ส.ส.ฝ่ายค้าน ส.ว.บางท่านกลับแสดงความเห็นว่านี่คือการคืบคลานเข้าหาและสร้างเครือข่าย "ธุรกิจการเมืองบันเทิงเบ็ดเสร็จ" ปิดหูปิดตาประชาชนมากขึ้น จุดยืนของแต่ละฝ่ายล้วนสะท้อน การเมืองใน "มุมมืดมุมสว่าง" แต่ปฏิเสธไม่ได้แน่ว่า การเทกโอเวอร์มติชนไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การเข้าซื้อมติชนมิใช่แค่เพียงหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับเท่านั้น แต่มันเป็นการเข้าทำลายจิตวิญญาณที่อิสระของคนทั้งประเทศ มอมเมาประชาชนให้หันเหไปสู่เรื่องบันเทิงไร้สาระมากกว่าคุณภาพของคนในสังคม เป็นทุนนิยมบริการที่ตอบแทนการเมืองอย่างแยบยล นี่คือพื้นที่สุดท้ายของภาคสื่อประชาชนที่ต้องต่อสู้ทุกรูปแบบ มิฉะนั้นเราจะกลายเป็นประเทศเผด็จการ ศูนย์อำนาจรัฐจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ขาดการตรวจสอบ ทางเลือกอับจน และจะค่อยๆ คิดเหมือนกันทั้งประเทศ หน้า 6 มุมมองสื่อรัฐตามแบบ "สุรนันทน์" ดับเบิลสแตนดาร์ดหรือไหลตามน้ำ เกาะกระแสฯ : กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2548 นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสื่อรัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ระบุว่า สื่อของรัฐบิดเบือนข่าว กอส.ที่นำเสนอว่านายอานันท์ บอกว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นของมาเลเซีย ว่า ยืนยันได้ว่าการรายงานข่าวต่างๆ ของสื่อรัฐ ทั้ง อสมท และกรมประชาสัมพันธ์ ที่ผมกำกับดูแล ไม่มีปัญหาอะไร เราพยายามรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง สื่อรัฐโดยทั่วไปยืนยันที่จะให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างคนทุกหมู่เหล่า เป็นหน้าที่ของสื่อรัฐทั้งหมดที่จะทำให้เกิดความเข้าใจอันดี รัฐบาลพยายามประสานงานให้สื่อมวลชนทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นสื่อรัฐ หรือเอกชน ให้ช่วยกันเสนอความคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้เกิดสันติสุขในภาคใต้ และให้ความร่วมมือกับทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือคณะกรรมการอิสระต่างๆ เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ ผมยืนยันในฐานะที่กำกับดูแลสื่อรัฐ 2 สื่อ อสมท กับ กรมประชาสัมพันธ์ ในส่วนของการรายงานข่าวต่างๆ ไม่มีปัญหาอะไร พยายามรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เท่าที่ทราบอาจมีรายการในช่องอื่นบางรายการที่อาจจะมีการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัว จะเหมารวมว่าเป็นสื่อรัฐหรือสื่อของรัฐทั้งหมด เป็นสื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ผมขอบอกว่า ไม่เป็นไปตามนั้น ไม่เป็นข้อเท็จจริง ผมขอความร่วมมือจากสื่อทุกแขนงและขอความร่วมมือจากท่านนายกฯ อานันท์ ด้วย หากท่านไม่สบายใจในรายการใดรายการหนึ่ง หรือคอมเมนท์ของคนใดคนหนึ่งขอให้ระบุให้ชัด หากไม่ระบุให้ชัดก็จะเป็นการเหมารวม ทำให้สื่อมวลชนเสนอข่าวเหมือนกับเหมารวมกันไปหมดว่าสื่อของรัฐบิดเบือนข้อเท็จจริง วันนี้เราไม่ต้องการให้เกิดความสับสนในการเสนอข้อเท็จจริงในการเสนอข่าว ท่านนายกฯ อานันท์ เองก็เคยอยู่ในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดเหตุการณ์สับสนทางการเมืองอยู่แล้ว ทั้งในช่วงรับราชการอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 หรือช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี หลังและก่อนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงข่าวสับสนมาก เพราะฉะนั้น นายกฯ อานันท์ เมื่อมีประสบการณ์ตรงนี้แล้ว หากไม่สบายใจ อย่าทำให้เกิดความสับสน กรุณาระบุให้ชัด ให้เจ้าหน้าที่แจ้งมาที่ผมว่าเป็นรายการใด เป็นผู้ใด เพื่อที่จะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วจะได้ทำความเข้าใจกับสื่อมวลชน หากเหมารวมอย่างนี้ก็จะทำให้สื่อรัฐเสียหาย รวมทั้งสื่อเอกชนด้วย และในพื้นที่ตอนนี้ก็มีความไม่ไว้วางใจกันไม่เข้าใจกันอยู่แล้ว ยิ่งไปทำให้เกิดความสับสนใหญ่ ผมจึงคิดว่าไม่เหมาะสม ส่วนรายการของนายสมัคร สุนทรเวช และนายดุสิต ศิริวรรณ ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 และช่อง 9 รวมทั้งออกอากาศทางสถานีวิทยุกองทัพบก ค่อนข้างวิจารณ์การทำงานของ กอส. และเรื่องส่วนตัวของนายอานันท์ มีความเหมาะสมหรือไม่ นั้น ผมคิดว่าต้องแยกแยะรายการให้ชัด รายการที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารคือรายการข่าว เราต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงตลอด มีการติดตาม ถ้าบิดเบือนข้อเท็จจริงเราก็สามารถจัดการได้ หากมีข้อคิดเห็นสอดแทรกไปในรายการข่าวเราไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่รายการที่นำเสนอข้อคิดเห็นซึ่งเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รัฐบาลไม่เคยคิดที่จะไปห้าม เพราะหากว่าข้อคิดเห็นนั้นเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวบุคคลเหล่านั้นก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าทั้งนายสมัคร และนายดุสิต จะมีรายการใดก็รับผิดชอบคำพูดของตัวเอง หากจะพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ก็เป็นเรื่องของทีวีช่องนั้น หรือผู้ที่ดูแลผังรายการช่องนั้นๆ ส่วนที่มีการเปรียบเทียบรายการของนายสมัคร และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เหตุใดจึงมีความแตกต่างกันในการถอดรายการนั้น รัฐบาลเองไม่ได้มองว่ามีความแตกต่างกันใน 2 รายการ รัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องของการแสดงความคิดเห็นซึ่งสามารถทำได้ ส่วนความเหมาะสมในเรื่องของเนื้อหา ถือเป็นนโยบายของแต่ละบอร์ดแต่ละองค์กร ซึ่งอาจจะมีนโยบายที่แตกต่างกัน ต่อข้อถามที่ว่ากรณีรายการของนายสมัคร พาดพิงบุคคลที่ 3 อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ผู้ถูกพาดพิงไม่ได้ถูกชี้แจง ในขณะที่รายการของนายสนธิ ก็ถูกปลดโดนข้อกล่าวหาในการพาดพิงเหมือนกัน นั้น รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลสื่อ ตอบว่า ผมคิดว่าในส่วนของรัฐบาลเอง ถือว่าสื่อมวลชนในแต่ละองค์กรมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ และมีการบริหารงานนโยบายที่แตกต่างกัน ในส่วนของรัฐบาล หากว่าใครพาดพิงใครแล้วทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมาก็มีกระบวนการยุติธรรมในการฟ้องร้องกันไป และรัฐบาลก็จะไม่เข้าไปแทรกแซงต่อกระบวนการตรงนั้น ไม่เข้าไปแทรกแซงกับนโยบายของแต่ละองค์กร ยกเว้นในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ สื่อถือว่าเป็นกลไกของรัฐ ซึ่งสื่อต้องเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นมุมมองของรัฐ แม้กระทั่งกรมประชาสัมพันธ์เองก็ยังมีหลายรายการที่เสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง เปิดช่องให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ตรงนี้รัฐบาลใจกว้าง อย่าพยายามดึงรัฐบาลเข้าไปผูกกับนโยบายขององค์กรแต่ละองค์กรซึ่งมีความเป็นอิสระ โดยรัฐธรรมนูญเองก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงนโยบายในแต่ละองค์กรอยู่แล้ว อย่าพยายามดึงรัฐบาลเข้าไปผูกกับนโยบายในแต่ละองค์กร ซึ่งมีความเป็นอิสระ รัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนว่ารัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงองค์กรต่างๆ ได้ แม้ว่าบางรายการอาจจะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาล
|