|
||||||||||||||
|
ธุรกิจและสังคมในระบบเปิด
บริหารรัฐ จัดการธุรกิจ : ธงชัย สันติวงษ์ คณะพาณิชย์ ม.ธรรมศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548 สมัยเรียน MBA ที่สหรัฐอเมริกา ต้องเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นวิชาบังคับเพื่อวัตถุประสงค์ต้องการให้นักบริหาร เข้าใจสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เหนือการควบคุม ที่สำคัญคือ "กฎหมาย" และ "นโยบายสาธารณะ" ซึ่งกำหนดโดยรัฐบาลที่ต้องสนองตอบต่อแรงกดดันของสังคม และต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และมีผลกระทบมาถึง แนวคิดสำคัญอันหนึ่ง คือ ธรรมชาติของธุรกิจในระบบทุนนิยม จะมีทั้งด้านดีโดยสร้างสรรค์สิ่งดีมากมาย ควบคู่กับด้านร้ายที่ก่อปัญหาให้กับสังคมมากไม่แพ้กัน แนวคิดหลักที่ต้องศึกษาคือ "อำนาจของธุรกิจ" หรือ ower of Business ในขณะที่ธุรกิจกำลังดำเนินงานแสวงหากำไร ธุรกิจจะมีพลังอำนาจในการก่อผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดเวลามหาศาล "กำไร" ก็คือรางวัลสิ่งจูงใจที่ใช้ตอบแทนต่อเจ้าของทุนหรือพ่อค้า ซึ่งเท่ากับผูกโยงไว้กับกิเลส หรือความต้องการอยากที่จะได้ผลตอบแทนสูง หากขาดการกำกับแล้ว โอกาสมุ่งทำกำไรกับหาประโยชน์เกินเลย จนเอาเปรียบลูกค้าและเบียดเบียนสังคมจึงเกิดขึ้นเป็นนิจ ภาพพ่อค้าหน้าเลือด หรือปัญหากดขี่คนงานและใช้แรงงานเด็กจึงมีมานานตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมเพิ่งเริ่มต้น ตามด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อมกับทำผิดศีลธรรม ทำให้คำพูด "Business Is Evil" และ "พ่อค้าไม่ใช่นักบุญ" เป็นภาพลักษณ์ที่มีมานานแสนนานแล้ว ทางแก้เรื่องนี้ตามระบบทุนนิยม จึงอยู่ที่รัฐบาลจะต้องออกกฎหมายและนโยบายสาธารณะ เพื่อจำกัดอำนาจของธุรกิจในด้านร้าย ที่ทำร้ายประชาชนและทำลายสังคม โดยเปิดช่องให้ทำได้แต่เฉพาะที่ดี และมีคุณค่าแก่สังคมประเทศและประชาชน กลไกและประสิทธิภาพของกฎหมายจะทำได้ดีเพียงใด พื้นฐานจะอยู่ที่ระบบการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ซึ่งเสียงประชาชนและสื่อจะเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลให้ต้องกำกับหรือกำหนดขอบเขตให้ธุรกิจที่หากินต้องอยู่ในกรอบที่ดี เป็นประโยชน์ต่อสังคมกับไม่ล้ำสิทธิของฝ่ายต่างๆ ธุรกิจจึงไม่ควรกลายเป็นยักษ์มาร และควรต้องมีภาพของพ่อค้าที่มีใจอารี ในสหรัฐ กฎหมายต้นแบบที่ออกมาบังคับใช้คือ กฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti -Trust Law) ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ซึ่งเมื่อใดที่กิจการใดเติบใหญ่เกินไป จนมี Concentration Ratio สูงกว่ากำหนด ซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด และเกิดครอบงำตลาดจะต้องถูกแทรกแซง ทุบแยกออกไปทันที ตามด้วยกฎหมายป้องกัน และรักษาสิ่งแวดล้อมกับกฎหมายแรงงาน และสวัสดิการแรงงาน รวมถึงกฎหมายคุ้มครองและพิทักษ์ประโยชน์ผู้บริโภค ทั้งหมดนี้คือวิชาที่เรียกว่า "ธุรกิจ รัฐบาล และสังคม" (Business, Government & Society) ที่หวังให้เข้าใจถึงกลไกสามเส้า ที่ควรสานสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และถ่วงดุลคุมเชิงกัน คอยป้องกันฝ่ายเสียเปรียบและไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เอาเปรียบฝ่ายอื่นมากเกินไปจนสร้างความเสียหาย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคม ความมั่นคงหรือเป็นภัยแก่ธรรมชาติ และประชาชนในประเทศ เมื่อ 30 ปีก่อน ขณะที่ริเริ่มเปิดหลักสูตร MBA ที่ธรรมศาสตร์ ได้กำหนดให้เรียนและสอนในแนวดังกล่าว ตรงตามกระแสหลักของเกณฑ์หลักสูตร MBA ในสหรัฐ เพื่อผลิตนักบริหารที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่าปล่อยให้เสี่ยงสร้างได้แต่ "พ่อค้าหาเงินเก่งหรือมนุษย์หน้าเงิน" เต็มเมือง ต้องยอมรับว่า การบรรจุหลักสูตรไม่ยาก แต่การหาผู้สอนนั้นยากกว่า แต่ถึงจะยากก็ไม่ยากเท่ากับการสอนให้ผู้เรียนรับรู้ เข้าใจ และนำเอาแนวคิดนี้ติดตัวไปรับใช้สังคมได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะที่ควบคุมไม่ได้คือ จิตสำนึกของคนที่จบไป โดยอาจกลายพันธุ์ คือ แทนการเป็นนักบริหารรู้รับผิดชอบต่อสังคม กลายเป็นนักธุรกิจเก่งการค้า อยากรวยจนเป็นได้เพียง "นักล่าเงิน" แทนการเป็น "มืออาชีพ" ในยุคโลกาภิวัตน์ จากนวัตกรรมทำให้ขอบเขตและการถ่วงดุลของสามเส้าอ่อนแอไป พลังอำนาจของไอที สินค้าและเงินเทียมไหลท่วมโลก ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวข้ามพรมแดนไปได้ทั่ว นโยบายการค้าเสรี จึงกลายเป็นกระแสใหม่เพื่อให้สินค้าและเงินไหลไปได้ทั่วโลก ทุกประเทศจึงต่างเร่งลดระเบียบกฎเกณฑ์เป็นการใหญ่ เพื่อให้เศรษฐกิจ และธุรกิจของตนขยายข้ามพรมแดนไปหาประโยชน์ในทางไกลได้ ส่งผลทำให้เกิดการรุกหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก กระแสป้องกันเอาเปรียบจึงขยายขอบเขตขึ้น นั่นคือ นโยบาย "การสร้างความโปร่งใส กับ ธรรมาภิบาล" ซึ่งบังคับโดยตรงไม่ได้ จึงได้ผลช้าเกินไป การเอาเปรียบข้ามชาติข้ามพรมแดนจึงเกิดขึ้นมาก การเปลี่ยนแปลงนี้กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของทุกประเทศ ที่จะต้องรู้เท่าทันโลกยุคใหม่ กับต้องเร่งปรับตัวสร้างประสิทธิภาพ เพื่อสามารถสู้ทานกับกระแสใหม่ในเวทีโลกได้ ซึ่งบทบาทสำคัญจะย้อนกลับไปรวมศูนย์ที่ตัว "รัฐบาล" ที่จะต้องเตรียมการเพื่อสู้ทานกับกระแสจากภายนอกนั้นได้ ในการนี้โอกาสการต่อสู้ในโลกใหม่จะสำเร็จได้ ทุกอย่างจะกลับไปที่การสร้างประสิทธิภาพโดยภาครัฐ นั่นคือ จะต้องให้ประชาชนเข้าใจปัญหา และรู้ทันโลก รู้สถานการณ์ใหม่กับการรุกคืบทางเศรษฐกิจ ตามด้วยการต้องเร่งสื่อสารให้ความรู้ และการศึกษาแก่ประชาชน รวมถึงการช่วยให้ธุรกิจเอกชนปรับตัว เพิ่มความแข็งแรงในการแข่งขัน ซึ่งที่กล่าวมาทุกอย่างต่างต้องอาศัยสื่อเป็นเครื่องมือ เหตุผลที่ว่า โลกยุคใหม่คือโลกแห่งการสื่อสารควบคู่กับระบบเศรษฐกิจเสรีที่เปิดกว้าง ทางเดียวที่จะทำให้รัฐบาลทำงานตามหน้าที่เพื่อรักษาเอกราชประเทศทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศเอาไว้ได้ จึงต้องธำรงไว้ซึ่ง "สื่อที่เสรี" ที่ช่วยให้มีการตรวจสอบรัฐบาลได้เป็นลำดับแรกก่อน หากประเทศใดไม่มีสื่อเสรีที่แข่งขันคุณภาพดังที่ว่านี้แล้ว ประชาชนก็จะตามไม่เท่าทันรัฐบาล ไม่เข้าใจต่อภาพการรุกคืบ การครอบงำ และการเข้าครองทั้งระบบการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจ สังคมของกลุ่มอำนาจทั้งในชาติ และที่มาจากต่างประเทศทางไกล และที่เลวร้ายที่สุดคือ การจับมือกันของในประเทศกับต่างชาติ ซึ่งจุดจบก็จะอยู่ที่การพ่ายของพันธมิตรฝ่ายไทยที่มักมีวัฒนธรรมจัดการที่อ่อนแอกว่า
|