หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ควันหลง นายกฯทักษิณทำเขื่องที่ยูเอ็น

โดย ธีรเวทย์ ประมวญรัฐการ  มติชนรายวัน วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10062

กรณี ส.ส. และ ส.ว. สหรัฐจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเกือบยี่สิบคนร่วมลงนามในบันทึกด่วนถึงประธานาธิบดีบุช เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อขอให้หยิบยกเรื่อง พ.ร.ก. ของไทยที่ให้อำนาจรัฐบาลในภาวะฉุกเฉิน และเรื่องคนไทย 131 คน ลอบข้ามแดนไทยไปมาเลเซียมาไถ่ถามนายกฯทักษิณในโอกาสที่มาเยือนทำเนียบขาวนั้น

ไม่ว่านักการเมืองสหรัฐเหล่านี้อยากรู้ไปทำไมก็ตาม อย่างน้อยฟังดูก็น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับ ส.ส. ส.ว. เมืองไทยที่ไม่ค่อยจะเอาเรื่องเอาราวกับนายกฯ ทักษิณของตนเองเลย

แต่ที่ดูออกจะน่าสนใจมากกว่านั้น และมีความเกี่ยวโยงกันคือ ก่อนหน้าที่จะพบกับประธานาธิบดีบุชสองวัน นายกฯทักษิณของเราได้ไปเล่นบทของรัฐบุรุษอาวุโสกล่าวแสดงความไม่พอใจสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้อพยพผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) ในที่ประชุมใหญ่ของยูเอ็น และตำหนิว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่ได้เข้าไปให้ความอนุเคราะห์คนไทย 131 คน ที่หลบเข้าเขตมาเลเซีย

ถามว่าได้อะไร ในขณะที่ทั่วโลกเขาทราบดีว่าในสถานการณ์เช่นที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนไทยติดกับประเทศมาเลเซียนั้น คนไทย 131 คน ควรเป็นผู้ลี้ภัยหรืออาชญากร

และที่สำคัญ ผู้แทนทั่วโลกกว่า 190 ประเทศ ที่มาประชุมต่างเข้าใจในภารกิจของสำนักข้าหลวงใหญ่และทราบดีว่า เมื่อ 20 ปีก่อนเมืองไทยกับสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้อพยพลี้ภัยของสหประชาชาติ เคยร่วมมือกันช่วยเหลืออนุเคราะห์ผู้อพยพหนีตายจากลาว ญวน เขมร เวียดนาม นับล้านคนให้มาพำนักในดินแดนของไทยอย่างใกล้ชิดและน่าชื่นชมเพียงไร

ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพก็ได้รับคำยกย่องจากทั่วโลกในแง่การมีมนุษยธรรมอย่างสมเกียรติและศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งชาติ

กรณีคนไทย 131 คนอพยพ จะด้วยเหตุที่เมืองไทยถูกวางยาหรืออะไรนั่น เป็นเรื่องที่หากจริงก็ไม่ใช่เป็นเวทีนี้ที่จะมาโวยวาย มีบริบทของทวิหรือพหุภาคีอื่นที่เมืองไทยจะต้องใช้ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในการเข้าถึงปัญหาและหาข้อยุติ

ประเด็นจึงมิใช่ยูเอ็นควรเข้าไปหรือไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับ 131 คนไทย แต่กลายเป็นว่านายกฯทักษิณของเราถูกประชาคมโลกมองว่ากำลังหลู่เกียรติและศักดิ์ศรีประเทศตนเองไปแล้ว อันเนื่องจากเขลาในข้อเท็จจริงและภารกิจหน้าที่ของสหประชาชาติ อย่างน่าอดสู

ความปรารถนาที่คนไทยทุกคนไม่อยากเห็นปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ หลุดไปให้สหประชาชาติประทับตราว่าเป็นพื้นที่การก่อการร้ายสากล ซึ่งจะเสี่ยงต่อการกลายเป็นรัฐอิสระ เป็นเรื่องที่นายกฯทักษิณก็คงเข้าใจได้ แต่การไปสื่อให้ประชาคมโลกกลับเห็นว่ารัฐบาลไทยมอง 131 คนไทยที่หลบออกนอกเมืองว่าเป็นผู้ร้าย ทำให้ความเสี่ยงนั้นเป็นความจริงยิ่งขึ้น

อีกทั้งการที่ไม่วายหาเรื่องแขวะข้ามชาติว่ามีเพื่อนบ้านทำเป็นให้ความร่วมมือแต่เบื้องหลังไม่จริงใจนั้น ผู้นำทั้งโลกที่นั่งประชุมอยู่เขาไม่มองว่านายกฯทักษิณพูดจริงหรือเท็จ แต่เขาประหลาดใจในพฤติกรรมของผู้นำไทยที่ขาดวุฒิภาวะ ได้แค่ความสะใจแต่จะไร้พันธมิตร โดยเฉพาะจากผู้นำประเทศเพื่อนบ้านรายนั้น

จากนี้ไปอาเซียนก็จะไม่เหมือนเดิม

ไม่เคยมีครั้งใดในสหประชาชาตินับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ที่ประเทศเพื่อนบ้านกันจะมาใช้เวทีที่ประชุมนี้กล่าวเสียดสีเหน็บแนมแกมประชดไม่เข้าเรื่องเช่นนี้ ต่อให้มีการรบพุ่งที่ชายแดนเป็นศัตรูกัน ผู้นำของประเทศคู่พิพาทก็จะเพียงมาแสดงจุดยืนความถูกต้องของตน ณ ที่ประชุมนี้อย่างมีมารยาท เพราะทุกคนตระหนักว่านี่คือเวทีของสันติภาพ และเป็นโอกาสของการแสวงหาพันธมิตร แต่ผู้นำไทยกลับเปลี่ยนโอกาสนี้เป็นวิกฤตเหมือนไม่ประสีประสา

นี่มิใช่ครั้งแรก นายกฯทักษิณเคยช็อคโลกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 ว่า "ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ" มาแล้ว ครั้งนั้นสหประชาชาติเพียงแค่วอนให้ทุกประเทศออกกฎหมายการก่อการร้ายข้ามชาติ ภายหลังเกิดเหตุการณ์ระเบิดที่บาหลีในเดือนตุลาคม 2545 ตามหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่นิวยอร์ก

แต่แปลกที่หลังจากมีวาทกรรมคว่ำบาตรแบบนักเลงโบราณว่าไม่เอาด้วยแน่เพียงไม่กี่วัน นายกฯทักษิณก็บินด่วนไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมเป็นพันธมิตรพิเศษนาโต้(Major Non-Nato Ally) กับสหรัฐเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2546 แล้วก็กลับมาคลอด พ.ร.ก.การก่อการร้ายสากลเมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2546 เพียงเพื่อจะได้จับนายฮัมบาลีส่งให้สหรัฐสามวันหลังจากประกาศในราชกฤษฎีกาอีกไม่ถึงเดือนต่อมาก็รีบร้อนส่งทหารไทยไปอิรัก

กรณีแปลกๆ และคาใจคนไทยทั้งประเทศแบบนี้ ส.ส. ส.ว. ไทยก็ยังไม่เห็นเคยสนใจเชิญนายกฯทักษิณมาคุยอย่างเป็นกิจจะลักษณะสักครั้ง

หน้า 7