หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปรับใหม่ทัศนคติ มองการใช้ความรุนแรงโดยประชาชน หนึ่งในแนวทางสมานฉันท์แก้ใต้

โดย อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ  มติชนรายวัน วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10062

จากการที่ได้รับแต่งตังจากรัฐบาลให้เป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) จึงทำให้มีโอกาสได้ข้อมูลจากการศึกษาของคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานของ กอส.จากการลงพื้นที่ของตนเอง และจากแหล่งอื่นๆ เพื่อที่จะสร้างความสงบ ความสันติสุขให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้

จากข้อมูลเหล่านั้นเห็นว่ามีแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสมานฉันท์ ได้หลายแนวทางได้แก่

ประการแรก ควรมีการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐกับประชาชน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และการเสริมสร้างแนวทางสันติวิธี ทั้งในภาครัฐและภาคประชาชน โดยมีการดำเนินการในหลายๆ ประการ ไม่ว่าจะเป็น

1.สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ระหว่างรัฐกับประชาชน ภาครัฐจะต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงว่า ประชาชนเกิดวิกฤตศรัทธาต่อภาครัฐ ในขณะที่รัฐก็ระแวงประชาชน จึงจำเป็นต้องพลิกฟื้นความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน ด้วยการที่รัฐแสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่เป็นรูปธรรม ความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม การไม่เลือกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน และการกำหนดนโยบาย ที่ให้ความสำคัญกับศาสนา วิถีชีวิตและวัฒนธรรม

2.พลิกฟื้นให้ภาครัฐกลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชน หรือการทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ภาครัฐเป็นที่พึ่งโดยแท้จริง ภาครัฐต้องปรับวิธีคิดและทัศนคติต่อประชาชนใหม่ ว่าเป็นผู้ที่ให้บริการกับประชาชน ไม่ใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่เหนือประชาชน และไม่สร้างเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในพื้นที่ โดยเฉพาะไม่ควรไปมองว่าประชาชนไม่ว่าคนไทย ศาสนาใด หรือเชื้อชาติใด เป็นศัตรู เป็นกบฏ แต่ควรมีจิตสำนึกว่าเขาเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน

3.เสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งตามหลักการศาสนาที่ถูกต้อง และไม่ให้หลงเข้าใจผิดในหลักการศาสนา จะเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งของการสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่างประชาชน กับรัฐ และเป็นช่องทางสำคัญของการเข้าถึงประชาชน บนอัตลักษณ์ของประชาชนที่มีศาสนาเป็นจุดแข็ง ชุมชนดังกล่าวนี้จะหล่อหลอมความคิดและความเชื่อที่ถูกต้องร่วมกันทั้งประชาชน และรัฐทำให้เกิดปราการปกป้องความเชื่อที่ถูกบิดเบือน

4.เปิดพื้นที่สันติวิธีให้กับทุกภาคส่วนของสังคม โดยมีหลักประกันว่าผู้ใช้สันติวิธีจะได้รับการคุ้มครองจากรัฐ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ และมีจุดยืนในแนวทางสันติวิธี ว่าสันติวิธีเป็นแนวทางเดียว ที่จะแก้ไขปัญหาความรุนแรงได้อย่างยั่งยืน และทำให้สันติวิธีเป็นพลังหลักในการต่อสู้กับแนวทางรุนแรงได้

5.ส่งเสริมแนวทางสันติวิธีบนฐานทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เพื่อชักชวนให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมในแนวทางนี้ และไม่หันไปใช้แนวทางรุนแรงโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ ควรเปิดโอกาสให้รีวมกันแสวงหาแนวทางการเมือง การปกครอง ที่เอื้อให้อยู่รวมกันได้โดยอาศัยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นแนวทาง

6.ปรับทัศนคติและมองการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในลักษณะที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี โดยให้ความจริงและสร้างความเข้าใจต่อทุกฝ่ายในสังคมว่า การใช้ความรุนแรงโดยประชาชนส่วนหนึ่ง ไม่ใช่การท้าทายอำนาจรัฐ แต่มาจากการที่รัฐไม่เข้าใจ และไม่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งอึดอัดคับใจและต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองการปกครองที่ไม่เป็นธรรม(ทุกมิติ) และไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตแต่ยังคงไว้ซึ่งการเป็นคนไทยในผืนแผ่นดินไทย

7.ลดโอกาสในการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เลือกใช้ความรุนแรง โดยภาครัฐต้องไม่สร้างเงื่อนไข ที่ทำให้กลุ่มใช้ความรุนแรงนำไปแสวงประโยชน์ และต้องสร้างโอกาสให้กลุ่มต่างๆ เลือกใช้แนวทางสันติวิธีมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน คำสาบานของผู้ก่อความไม่สงบเป็นสิ่งที่ควรศึกษา

ประการที่สอง ควรมีการส่งเสริมและสนับสนุน พลังความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคม โดยดำเนินการในหลายแนวทาง ดังนี้

1.การสร้างความเข้าใจร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ให้เห็นถึงพื้นฐานความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทย และให้เห็นถึงพลังความหลากหลาย ที่เป็นส่วนสำคัญในการนำประเทศไทยมาสู่สถานะในปัจจุบัน จุดสำคัญในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ในข้อนี้ คือการทำให้ประชาชนโดยทั่วทั้งประเทศ ได้เห็นความจริงที่ว่า ประเทศไทยประกอบด้วยประชาชน ที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่สามารถอยู่ร่วมกันมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคม ที่มีเป้าหมายเดียวกัน อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ และมีความสุข ด้วยการยอมรับในวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

2.การส่งเสริมชมุชนเข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกสำคัญ ในการวางแผนและดูแลให้เกิดการพัฒนา บนฐานความหลากหลายทางวัฒนธรรม มากกว่าการพัฒนาโดยการสั่งการจากส่วนกลาง หรือกลไกที่มีความเข้าใจไม่เพียงพอ ต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ทั้งนี้ เพราะชุมชนเข้มแข็งย่อมเป็นฐานจรรโลงวัฒนธรรม เพราะชุมชนคือผู้ปฏิบัติวัฒนธรรม

ยุทธศาสตร์ชุมชนเข้มแข็ง นอกจากจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมโดยทั่วไปแล้ว ยังเป็นยุทธศาสตร์ที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน และแรงต่อต้านการก่อการความรุนแรง เพราะการมองเห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้ดี ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงการผนึกแนวร่วม โดยอาศัยสถาบันและบุคคลที่ได้รับการเคารพนับถือ เช่น วัด มัสยิด ตาดีกา ปอเนาะ สถาบันการศึกษา และปรึกษาหารือกับเจ้าอาวาส หรือเจ้าคณะจังหวัด โต๊ะครูและโต๊ะอิม่าม เป็นต้น

3.การปรับปรุงสาระและระบบการเรียนการสอน เพื่อให้มีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่หลากหลายในท้องถิ่น อันจะนำไปสู่ความภาคภูมิใจและการมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีในสังคม

4.การส่งเสริมและใช้ประโยชน์จากสื่อทุกรูปแบบ ทั้งสือบันเทิง ศิลปะ และสื่อมวลชนเพื่อสื่ออย่างต่อเนื่องถึงคุณค่า และพลังของความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทย อันจะช่วยสร้างค่านิยมและความเข้าใจ ในการอยู่ร่วมกันและสร้างสรรค์สังคมภายใต้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำงานกับสื่อมวลชนเพื่อสร้างสื่อมวลชนที่สามารถเข้าใจมิติเชิงวัฒนธรรม และมีส่วนร่วมในการสื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยผสมผสานมุมมองทางวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายในการช่วยให้ประชาชนในประเทศ ทั้งในส่วนกลางและในส่วนอื่นๆ ของประเทศ ได้รับรู้ถึงการดำรงอยู่และพลังที่เกิดจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ประการที่สาม นอกจากมิติทางด้านวัฒนธรรมและการสร้างสันติวิธีแล้ว มิติในเรื่องความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และเป็นปัญหาอย่างมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ เพราะประชาชนได้รับการปฏิบัติจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ประชาชนสั่งสมความรู้สึกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม เป็นผลให้เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อถือภาครัฐและนำไปสู่ความไม่มั่นคงปลอดภัย ในการใช้ชีวิตเช่นพลเมืองไทยโดยทั่วไป

ดังนั้น ทุกคนที่อยู่ในฐานะที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเรื่องนี้ จึงน่าที่จะต้องทราบข้อมูลที่ค้นพบ และยุทธศาสตร์ในการแก้ไข เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป

จากการศึกษาของคณะทำงาน กอส.พบว่า สาเหตุของความไม่ไว้วางใจ ความไม่เชื่อถือต่อภาครัฐมาจากหลายประการ ได้แก่ ความไม่ยุติธรรม ความไม่โปร่งใส หรือการปิดบังข้อมูลที่ประชาชนข้องใจ ทัศนคติ วิธีคิด พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลส่วนที่มีผลเชิงลบต่อประชาชน

สัญลักษณ์หรือเครื่องมือการปฏิบัติการทางทหารหรือตำรวจบางประการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พระราชกำหนด หรือจำนวนทหารและตำรวจในพื้นที่ มีผลต่อการเพิ่มความรู้สึกตึงเครียด และเป็นการเดินเข้าสู่กับดักของผู้ก่อการร้ายนั่นเอง

นอกจากนั้น การไม่ให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้เกิดจุดอ่อนในการช่วยเหลือเยียวยา และรับรู้ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น จึงได้เสนอยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความสมานฉันท์ ดังนี้

1.การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อความไว้วางใจ โดยภาครัฐต้องยึดมั่น กับแนวทางแก้ไขความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยสันติวิธี และส่งเสริมบรรยากาศสันติวิธี

2.การสลายเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมในการดำเนินกระบวนการยุติธรรม โดยมุ่งแก้ไขความล่าช้าในการคลี่คลายคดี ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจของประชาชน ต่อกระบวนการยุติธรรม และการเร่งค้นหาบุคคลศูนย์หายเพื่อพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ

3.การบริหารงานยุติธรรมแบบบูรณาการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้ยุทธศาสตร์ ที่เน้นการอำนวยความยุติธรรม ตามกรอบทรรศนะการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน (Dueprocess model) เต็มรูปแบบ และตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น เพื่อถ่วงดุลให้เกิดดุลยภาพกลับคืนมาจากการอำนวยความยุติธรรม ตามกรอบทรรศนะการบังคับใช้กฎหมาย (Crime control model) แบบถอนรากถอนโคน ด้วยความรุนแรงตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มาเป็นการใช้นโยบายการบริหารงานยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ แบบบูรณาการ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

4.การเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติธรรม โดยให้ความสำคัญกับองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่

4.1 ด้านกฎหมาย ลดความสับสนและสร้างความชัดเจน ให้กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติและประชาชน ด้วยการเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมาย จัดทำคู่มือทั้งภาษาไทยและมลายู และแนวทางในการปฏิบัติงาน ตามประมวลกฎหมายพิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

จัดทำคู่มือให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ และขั้นตอนการดำเนินกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งมีคู่มือให้กับเจ้าหน้าที่ ในการดำเนินการตรวจค้นตัวบุคคล สถานที่และวัตถุที่อาจละเมิดความเชื่อทางศาสนา

4.2 ด้านการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินกระบวนการยุติธรรมในภาพรวมให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย กำหนดนโยบายเร่งรัดการดำเนินคดีบางประเภทในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้รวดเร็วขึ้น

รวมถึงการให้ความสำคัญกับการควบคุมตัวบุคคล เช่นการใส่โซ่ตรวนตลอดเวลาแม้แต่ระหว่างอยู่ในเรือนจำ และการย้ายผู้ต้องขังกลับไปคุมขัง ณ เรือนจำประจำจังหวัด เพื่อความสะดวกในการไปเยี่ยมเยียน และให้ความสำคัญกับการพิจารณาการปล่อยชั่วคราว ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนควบคู่ไปด้วย

4.3 ควรมีประกาศกำหนดให้ชัดเจนเกี่ยวอำนาจการสอบสวนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าใช่เป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายเดียว หากควรแต่งตั้งพนักงานสอบสวนเป็นคณะบุคคลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม สำหรับคดีอาญาที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ทุกคดี

4.4 การปรับกระบวนทัศน์และวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดความภาคภูมิใจ ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติ ทั้งนี้ ให้มีระบบบริหารงานบุคคลที่เอื้อและสนับสนุนต่อการทำงาน

5. การเสริมสร้างบทบาทของประชาสังคมในกระบวนการยุติธรรม และสร้างช่องทางสื่อทางเลือกให้กับประชาชน โดยเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ความช่วยเหลือติดตามตรวจสอบ และมีส่วนในการเสนอแนะการดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นระบบทุกขั้นตอน

รวมทั้งการใช้ทุนทางสังคมในพื้นที่เข้ามาร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้กระบวนการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นจุดแข็งของแต่ละชุมชนบทบาทกรรมการมัสยิด วัด ผู้นำองค์กรท้องถิ่น และสถาบันการศึกษาในชุมชน ซึ่งเป็นสื่อที่สามารถสื่อสารข้อมูลเข้าถึงเป้าหมายครัวเรือนได้อย่างแท้จริง

จากข้างต้นคือส่วนหนึ่งของแนวทาง ที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) ได้ศึกษา วิเคราะห์ จากข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนำมาสรุปเป็นแนวทาง ในการสร้างความสมานฉันท์ไปกับจังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งหวังว่าทุกฝ่ายจะนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความยุติธรรม ให้กับประชาชนต่อไป

หมายเหตุ : บทความนี้ จากคำปาฐกถา แนวทางสมานฉันท์ในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของ นายอานันท์ ปันยารชุน ที่แสดงแก่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์

หน้า 6