หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
รูดม่านงานประชุมร่วมไทย-จีน "มาดามอู๋อี๋-สมคิด" ชื่นมื่น สานฝันค้าขายทะลัก 5 หมื่นล.ดอลล์

มติชนรายวัน วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10061

ถ้าไม่มีเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ เมื่อนาวิกโยธิน 2 นายถูกเข่นฆ่าอย่างทารุณแล้ว

เชื่อว่าการเดินทางมาเมืองไทยของ "มาดามอู๋อี๋" รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 21-23 กันยายนที่ผ่านมา จะเป็นข่าวใหญ่ ที่สะท้อนความชื่นมื่นในความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ

เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดจากความพยายามอันยาวนานนับตั้งแต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นบริหารประเทศ

เพราะในขณะที่ "สหรัฐอเมริกา" เป็นตลาดหลักสำหรับสินค้าส่งออกของไทยมานาน ในขณะที่ "จีน" ก็พัฒนาและเติบโตขึ้น ด้วยประชากร 1,200 ล้านคน ทำให้กลายเป็นตลาดขนาดยักษ์สำหรับไทยทันที

ที่ผ่านมา ไทยจึงดำเนินความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กัน ทั้งซีกโลกตะวันตก คือ "สหรัฐ" และซีกโลกตะวันออก คือ "จีน"

และการที่ระดับรองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลเรื่องการค้า การลงทุน อย่างมาดาม "อู๋อี๋" เดินทางมาประเทศไทย โดยมีขบวนของผู้บริหารระดับประธานบริษัทขนาดยักษ์ใหญ่ของจีน 19 แห่งติดตามมาด้วย ถือว่าไทยได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นของการพัฒนาความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับจีน

เพราะหลังจากที่ไทยก้าวขั้นแรกพลาดไปกับการทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับจีน ในการเปิดเสรีผักสดและผลไม้ แล้วเจอปัญหาการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในระดับมณฑล จนต้องตามไปเจรจาผ่อนผันเป็นรายมณฑลแล้ว

ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดเร็วและมากกว่าที่คิดไว้ ก็ทำให้ไทยต้องเร่งหาเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ มาอุดช่องโหว่การขาดดุลโดยเร่งด่วน

"จีน" จึงเป็นเป้าหมายใหญ่ที่ไทยต้องการพัฒนาจากความสัมพันธ์ทางการค้า มาเป็นระดับดึงเงินมาลงทุนอีกต่างหากด้วย นอกเหนือจากเงินลงทุนจาก "ญี่ปุ่น" พันธมิตรดั้งเดิมของไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราจะเห็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ของจีน ไปลงทุนซื้อกิจการหลายแห่งในต่างประเทศ ที่โด่งดังคือกลุ่ม ซีนุค จากจีน ที่จ้องจะซื้อกิจการ ยูโนแคล แข่งกับ เชฟรอน

แต่สำหรับ "ไทย" นั้น แทบจะไม่อยู่ในสายตาของจีนเลย

กระบวนการเร่งการลงทุนจากจีนจึงเริ่มขึ้น โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีของไทย ใช้ความสัมพันธ์อันสนิทแนบแน่นที่มีกับมาดาม "อู๋อี๋" รองนายกรัฐมนตรีของจีน ขอให้จัดวิสาหกิจขนาดยักษ์ของจีน มาพบกับเอกชนไทย เพื่อจับคู่เจรจาลงทุนกัน

โดยชูการเป็น "ประตูสู่อาเซียน" เป็นตัวดึงดูด

การเดินทางเยือนต่างประเทศของมาดาม "อู๋อี๋" เที่ยวนี้ "ไทย" จึงเป็นประเทศเดียวที่มีวิสาหกิจของจีน 19 แห่งพ่วงมากับขบวนของรองนายกรัฐมนตรีจีนด้วย

นับตั้งแต่ ซิติก กรุ๊ป (CITIC GROUP) ซึ่งทำธุรกิจด้านการเงิน การลงทุน การบริหารและไอที, ไชน่า เนชั่นแนล ซีเรียลส์ (China National Cereals, Oils and Foodstuffs Corp.) ผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้าทางเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของจีน, ไชน่า เวิลด์เบสท์ กรุ๊ป (China Worldbest Group) กลุ่มบริษัทผู้ผลิตผ้าผืนรายใหญ่ที่สุดของจีน และมีการลงทุนในไทยแล้วประมาณ 160 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงหัวเหว่ย เทคโนโลยีส์ (Huawei Technologies) บริษัทพัฒนาและผลิตโครงข่ายและอุปกรณ์โทรคมนาคม 1 ใน 10 แบรนด์จีนระดับโลก และกลุ่มไห่เอ๋อ (Haier Group) ผู้ออกแบบ พัฒนาและผลิตเครื่องไฟฟ้าในบ้านอันดับ 4 ของโลก

และจับคู่ให้ผู้บริหารวิสาหกิจเหล่านี้ ได้พบกับนักธุรกิจชั้นนำของไทย เพื่อเปิดประตู และเชื้อเชิญให้มาลงทุนในไทย จนทำให้โรงแรมเชอราตัน จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่จัดประชุม ขวักไขว่ไปด้วยนักธุรกิจจากจีนและไทย ที่เวียนเข้าห้องโน้น ออกห้องนี้ เพื่อเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching)

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็มีหน้าที่ให้ข้อมูลชักชวนให้จีนเข้ามาลงทุน ในธุรกิจที่ไทยต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปการเกษตร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี เป็นต้น

โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มีเป้าหมายที่จะบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมออกมา ไม่ใช่เป็นพียงการพบปะกัน แล้วแยกย้ายกันไป!!

ครั้งนี้จึงมีการจับมือมาดาม "อู๋อี๋" ลงนามใน Roadmap: Economic Strategic Partnership หรือสนธิสัญญาความร่วมมือว่าด้วยการค้า และการลงทุน แทนที่จะเป็นเพียงการเซ็น MOU โดยนายสมคิดคาดหวังให้สนธิสัญญานี้มีผลให้อีก 5 ปีข้างหน้า สามารถเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และการลงทุนเพิ่มเป็น 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากมูลค่าปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะถึงขั้นการลงทุนในสนธิสัญญาระหว่างกันแล้ว แต่ก็ใช่ว่าหนทางการดึงการลงทุนจากจีนจะราบรื่น

ต้องอย่าลืมว่า "จีน" เป็นนักการค้าที่ช่ำชอง และนักเจรจาต่อรองที่ "เขี้ยว" อย่างยิ่งในเวทีโลก ไม่เช่นนั้นเราคงไม่เห็นการกดดันอย่างเอาเป็นเอาตายจากสหรัฐ กว่าจะให้จีนปรับเปลี่ยนนโยบาย "ค่าเงินหยวน" ได้

ในการชักชวนการลงทุนจากจีนครั้งนี้ก็ไม่แตกต่างกัน

เพราะในขณะที่ Mr.Yin Ming Shan ประธาน Chong Qing Li Fan Industry Group ผู้แทนภาคเอกชนของจีน ที่มากล่าวเปิดการประชุมสัมมนาครั้งนี้ จะเริ่มต้นด้วยการหยิบยกเรื่อง ความโอบอ้อมอารี และรักสันติภาพ ของคนใน 2 ประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างจากคนตะวันตกที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตัว และแก่งแย่งแข่งขันกัน

แต่หลังจากนั้น ก็เป็นข้อเสนอล้วนๆ จากฝ่ายจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องให้ไทยแก้ไขขั้นตอนการส่งออก นำเข้า ไปจนถึงข้อเสนอสิทธิพิเศษทางภาษีจากไทย เป็นต้น

ที่สำคัญ วิสาหกิจของจีนได้เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะแม้ว่ามาดาม "อู๋อี๋" จะสั่งให้ระดับ "ประธานบริษัท" จาก 19 วิสาหกิจยักษ์ใหญ่เดินทางมาเมืองไทยได้ แต่การตัดสินใจลงทุน หรือร่วมลงทุนกับเอกชนไทย ก็ต้องขึ้นกับ "ฝีมือ" ฝ่ายไทยล้วน ๆ

นักธุรกิจรายหนึ่งที่ต้องหารือเรื่องการท่องเที่ยวกับฝ่ายจีน ยอมรับว่า "หืดขึ้นคอ" และความ "อดทน" เป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างยิ่งยวดในการเอาชนะข้อตกลงกับฝ่ายจีน

ไม่เฉพาะการเจรจาระหว่างเอกชนต่อเอกชนเท่านั้น แต่การเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐก็ ไม่ง่าย!!

เพราะแม้ว่าโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจไทยหลายโครงการ จะต้องการอุปกรณ์เครื่องจักรจากจีน ซึ่งมีราคาถูกกว่าสินค้าจากซีกโลกตะวันตกถึง 5-10% แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องการ "มาตรฐาน" ที่เป็นมาตรฐานตะวันตกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นหัวรถจักร รถไฟฟ้า เครื่องจักรในโรงงานยาสูบของจีน ที่ควรจะต้องผลิตจากโรงงานที่มีบริษัทแม่ในประเทศตะวันตก หรือมีมาตรฐานการผลิตที่ซีกโลกตะวันตกรับรอง

ขณะเดียวกันนโยบายรัฐบาลชุดนี้ ที่เน้น "บาร์เตอร์เทรด" โดยการนำสินค้าเกษตรไปแลกกับสินค้าอุตสาหกรรมดังกล่าว ก็ต้องต่อรองทั้งในเรื่องของ "ราคา" และ "ประเภท" ของสินค้าเกษตร ไม่ใช่อะไรก็จะเอา "ลำไย" ไปแลก

ด้วยเหตุนี้ การเจรจาเรื่องเครื่องจักรในโรงงานยาสูบ หรือหัวจักรรถไฟ จึงยืดเยื้อมากว่า 3 ปี

อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยรู้และตระหนักดี ฉะนั้น ความพยายามของรัฐบาลไทยที่จะสร้างความสัมพันธ์ "เชิงรุก" ทั้งด้านการค้า และการลงทุนกับจีน จึงยังต้องดำเนินต่อไป...อย่างต่อเนื่อง

ยิ่งได้ความตื่นตัวจากภาคเอกชนไทยที่เริ่มเห็นช่องทางและโอกาสแล้ว

ทำให้การค้า-การลงทุนตามสนธิสัญญาที่ลงนามไปครั้งนี้ ซึ่งตั้งใจว่าจะบรรลุเป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้า

จะประสบผลสำเร็จได้หรือไม่!!

หน้า 20